<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133</id><updated>2012-01-15T14:00:05.257+07:00</updated><category term='จิตตปัญญา'/><category term='จิตอาสา'/><category term='มหาสมุทรแห่งปัญญา'/><category term='วิกฤต'/><category term='จิตตปัญญาศึกษา'/><category term='กายใจ'/><category term='มหิดล'/><category term='การเมือง'/><category term='อยู่รอด-อยู่ร่วม'/><category term='ณ พรมแดนแห่งความรู้'/><category term='จิตวิวัฒน์'/><title type='text'>Ping...wab!</title><subtitle type='html'>ปิ๊ง . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . แว้บ!</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>Asia</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='29' height='32' src='http://bp0.blogger.com/_IkSagOfpF3o/RzRV1ct9hCI/AAAAAAAAAEI/IM1HrDFlG-0/s320/Takuan+02.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>118</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-7204427386487682493</id><published>2012-01-15T14:00:00.001+07:00</published><updated>2012-01-15T14:00:05.364+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>ปีใหม่พร้อมรับภัยพิบัติ</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/-I2i8_6xfTeQ/Tvl0QcmtAQI/AAAAAAAADH4/FMYMp7t7B1Q/s1600/D.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 236px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-I2i8_6xfTeQ/Tvl0QcmtAQI/AAAAAAAADH4/FMYMp7t7B1Q/s320/D.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5690707430064587010" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๕&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวเลขบางตัวมีความหมายในเชิงสังคมวัฒนธรรมที่สำคัญในตัวมันเอง เช่น หากพูดว่า “พร้อมรับปีใหม่” ขึ้นมาในวงสนทนา ผู้ร่วมวงก็อาจรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าพูดว่า “พร้อมรับปีใหม่ 2012” คาดว่าบางคนอาจ “จิ้น” (อิมเมจิ้น-จินตนาการ) ไปได้ไกลใช่ไหมครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันขึ้นปีใหมที่ผ่านมา ผมได้เชิญชวนให้ลองตั้งปณิธานปีใหม่ New Year’s resolution พร้อมเสนอปณิธานร่วมสมัยต้อนรับปี 2012 ว่า “จะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภัยพิบัติ”  กันอย่างไรดี ซึ่งการเตรียมพร้อมกายหรือทางโลกนั้นได้ลองแบ่งปันไปแล้ว ลองมาดูทางใจกันบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมความพร้อมทางใจ ถ้าพูดแบบเข้าเป้าตรงประเด็นเลย ก็คือ การเตรียมตัวยอมรับความตาย นั่นเองครับ (บอกแบบนี้ก็ใช่ว่าปี 2012 นี้เราจะต้องตายกันยกโขยงพร้อมกันเสมอไปนะครับ เท่าที่ทราบตอนนี้ก็ยังไม่มีใครที่มีข้อมูลที่ยืนยันได้ 100%)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมตัวตายเป็นการเตรียมตัวที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์เลยทีเดียว และไม่ใช่เฉพาะสำหรับรับภัยพิบัติเท่านั้น เป็นสิ่งที่ผู้รู้จำนวนมากกล่าวสรรเสริญเอาไว้  ทางพุทธศาสนามีคัมภีร์เขียนกันไว้มากถึงแนวคิดและวิธีปฏิบัติมรณานุสติ ซึ่งเป็นการเจริญสติที่เชื่อว่าเหมาะสมทันยุคทันสมัย 2012 อย่างยิ่ง&lt;br /&gt;มรณานุสติมิได้หมายถึงการครุ่นคิดหดหู่ไม่เป็นทำอะไร แต่เป็นการระลึกนึกถึงความตายว่าเป็นของธรรมดา ซึ่งหากพิจารณาบ่อยๆ จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งคือทำให้เป็นคนไม่ประมาท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งหากเป็นคนที่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า ก็จะไม่หลงระเริงเล่นสนุก หรือเอาแต่ทำงานโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว แต่จะเร่งทำความดี เพื่อเป็นทุนรอนต่อไปภพหน้า&lt;br /&gt;ถึงแม้จะไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด การเตรียมตัวตายก็ยังมีประโยชน์  ดังที่พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวไว้ว่า หากเรารู้ว่าเราอยากจะตายอย่างไร เราก็จะรู้ว่าเราต้องอยู่อย่างไร เพราะถ้าจะรอไปเตรียมช่วงภัยพิบัติมาก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความหงุดหงิด โกรธเกรี้ยวโมโหง่าย ก็มีแนวโน้มว่าจะจากไปพร้อมๆ กับความคับข้องเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด การมีโทสะเป็นเจ้าเรือน ย่อมร้อนเนื้อร้อนใจไม่ว่าจะอยู่หรือจะไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่มีชีวิตอยู่อย่างยึดติด ห่วงนู่นห่วงนี่ ห่วงบ้าน ห่วงรถ ห่วงเงินทอง ห่วงหน้าตา ห่วงชื่อเสียง ห่วงลูก ห่วงพ่อแม่ ก็มักต้องตายพร้อมกับภาระในใจ หนักเท่าใดก็ตามจำนวนห่วงที่แบกอยู่ทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่ไปดี ไปอย่างสงบ ไม่ใช่เพราะเตรียมตัวพร้อม หากแต่ด้วยเพราะเตรียมใจพร้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งเรายอมรับความตายได้เร็วเท่าใด เรายิ่งมีโอกาสที่จะเลือกใช้ชีวิตทุกชั่วขณะอย่างมีคุณค่า  เราจะเลิกดิ้นรน เลิกเตรียมการมากมาย (เกินไป) เพื่อต่อสู้ยื้อยุดเพื่อให้ไม่ตาย แต่จะกลับมาใส่ใจกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในทุกๆ วัน และในทุกๆ ลมหายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะนี่คือโอกาสกลับไปดูแลความสัมพันธ์กับคนที่เราให้ความสำคัญ คนที่รักเรา คนที่เรารัก และผู้คนอื่นๆ รอบตัวเรา ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ที่ได้รับการเยียวยาฟื้นฟูจะยิ่งทำให้เรามีความพร้อมทางใจมากขึ้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งสำคัญ คือ การฝึกให้รู้ตัวเอง หรือการเจริญสติ เพราะเป็นทางที่ทำให้เราเกิดอิสรภาพในทันที หลุดพ้นจากความบีบคั้นของเวลา เข้าถึงความสงบ ความสุข ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; การเตรียมการเรื่องอื่นๆ นั้นไม่รู้จบ แต่หากเราได้เตรียมใจ ยอมรับความตายนั้นทำให้จบได้ จิตไม่ติดค้าง เพราะทำให้เราได้ดูแลเรื่องความสัมพันธ์ มีสติ รู้เนื้อรู้ตัวเสมอๆ น่าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมแล้วอย่างยิ่ง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-7204427386487682493?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/7204427386487682493/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=7204427386487682493' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7204427386487682493'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7204427386487682493'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2012/01/blog-post.html' title='ปีใหม่พร้อมรับภัยพิบัติ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-I2i8_6xfTeQ/Tvl0QcmtAQI/AAAAAAAADH4/FMYMp7t7B1Q/s72-c/D.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-834522864279782316</id><published>2012-01-01T14:00:00.001+07:00</published><updated>2012-01-01T14:00:02.876+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>ปณิธาน 2012</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-jFj9D0MoXiE/Tvl0KGijzmI/AAAAAAAADHs/OFF5niEILcU/s1600/L.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 224px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-jFj9D0MoXiE/Tvl0KGijzmI/AAAAAAAADHs/OFF5niEILcU/s320/L.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5690707321062411874" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครได้ตั้งใจไว้แล้วบ้าง ว่าปีใหม่ 2012 นี้ จะทำอะไรสักเรื่องให้สำเร็จ หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตบางอย่าง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปณิธานปีใหม่ หรือ New Year’s resolution นี้ มันอาจจะเป็นอะไรที่ส่วนตั๊วส่วนตัวของเราเอง จะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม หรือเป็นความตั้งใจยอดฮิตติดอันดับท็อปเท็น อย่างเช่น ให้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ ออกกำลังกายหรือไปฟิตเนส ลดน้ำหนัก เลิกสูบบุหรี่ มีความสุขกับชีวิตให้มากขึ้น เลิกดื่ม ปลดหนี้ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำกิจกรรมจิตอาสา จัดระเบียบในชีวิต เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำอะไรบางอย่างตอนขึ้นปีใหม่กันมาบ้าง แล้วประสบการณ์ของเราที่ผ่านๆ มาแล้วล่ะ โดยมากมันประสบผลสำเร็จ หรือลงเอยด้วยการเลิกรากลางคันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าทำไม่สำเร็จก็ไม่น่าแปลกใจเลยครับ เพราะข้อมูลจากงานวิจัยบอกว่าคนทั่วไปเพียง 12% เท่านั้นที่สามารถทำได้ตามปณิธานปีใหม่ของตนเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา โดยเฉพาะที่ทำบ่อย ลงรากฝังลึกนั้น มันไม่ได้จะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะรู้อย่างนี้ แต่ก็อย่าเพิ่งล้มเลิกความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเอง และความตั้งใจที่จะตั้งปณิธานไปง่ายๆ นะครับ บางคนอาจผิดหวังกับที่ตนเองเคยตั้งใจไว้ช่วงขึ้นปีใหม่แล้วทำไม่ได้ พอหลายๆ ครั้งเข้าก็ท้อแท้ หันมาปลอบใจหรือแก้ตัวให้ตนเอง เป็นทำนององุ่นเปรี้ยวมะนาวหวานว่า “โอ๊ย อย่างฉันน่ะหรือ ไม่ต้องมาตั้งอะไรตอนปีใหม่หรอก ถ้าจะเปลี่ยนน่ะ ฉันเปลี่ยนได้เอง ไม่ต้องรอปีใหม่หรอก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในความเป็นจริงก็มักไม่เป็นเช่นนั้นครับ เพราะว่างานวิจัยจากวารสารวิชาการด้านจิตวิทยาคลินิกพบว่าคนที่ตั้งใจมีปณิธานปีใหม่นั้นประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายมากกว่าคนที่ไม่ได้ตั้งใจไว้ถึง 11 เท่าทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าถูกกิเลสหลอกเอาง่ายๆ ว่าตั้งใจไว้แล้วทำไม่ได้ก็ไม่ตั้งดีกว่า ไม่ได้มีใครลงโทษเราเสียหน่อยนะครับ หากว่าปีนี้เรายังทำไม่สำเร็จ อีกเป้าหมายบางอย่างอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตั้งปณิธานอาจนับว่าเป็นก้าวแรกของความสำเร็จก็ได้ ในอิทธิบาทสี่ (รากศัพท์ คือ ความสำเร็จ + เส้นทาง) นั้น ข้อแรกก็คือ ความพอใจ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักที่จะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางพุทธก็มีภาษิตที่ว่า ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ สทฺธา สาธุ ปติฏฺฐิตา&lt;br /&gt;ดังนั้น อยากชวนให้ลองตั้งปณิธานปีใหม่กันดูครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากนึกไม่ออก ก็ขอเสนอปณิธานปีใหม่ที่ร่วมสมัย เข้ากับสถานการณ์มากๆ คือ การตั้งใจว่าจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภัยพิบัติ ด้วยเป็นที่แน่นอนแล้วว่านับแต่นี้ต่อไป ภัยพิบัตินั้นจะเกิดทั้งถี่ และทั้งรุนแรงขึ้น ซึ่งแต่ละคนก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งทางกาย (หรือทางโลก) และทางจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมตัวทางโลกนั้นว่ากันว่ามีสามขั้นตอน คือ จัดถุงยังชีพ เตรียมแผนรับมือ และหาความรู้  ซึ่งข้อมูลที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตก็มากมาย หาได้ไม่ยาก มีเว็บที่แนะนำ คือ ready.gov ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีข้อมูลครบถ้วนมาก  หรือที่เป็นภาษาไทย เช่น “คู่มือคนไทยเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” ของบริษัทบางจาก ก็อ่านง่าย เป็นการเริ่มต้นที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการเตรียมตัวทางใจหรือทางจิตตปัญญานั้นเอาไว้จะมาลองแบ่งปันให้ฟังในตอนหน้านะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครได้ตั้งปณิธานปีใหม่นี้แบบจิตตปัญญาอย่างไรกันบ้าง ส่งมาเล่าสู่กันฟังกันบ้างสิครับที่ 2012NYresolution@gmail.com  มีของขวัญปีใหม่มอบให้สำหรับสามท่านที่ตอบได้โดนใจครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีแห่งสติและการเตรียมพร้อมนะครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-834522864279782316?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/834522864279782316/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=834522864279782316' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/834522864279782316'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/834522864279782316'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2012/01/2012.html' title='ปณิธาน 2012'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-jFj9D0MoXiE/Tvl0KGijzmI/AAAAAAAADHs/OFF5niEILcU/s72-c/L.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-8635258504054134855</id><published>2011-12-04T07:00:00.001+07:00</published><updated>2011-12-04T07:00:00.191+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>จะสู้หรือจะอยู่ร่วมกัน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-Vtdt4vtTcDQ/TtNQ7Y4uuCI/AAAAAAAADAU/QeeyeadIb3Y/s1600/S.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 220px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-Vtdt4vtTcDQ/TtNQ7Y4uuCI/AAAAAAAADAU/QeeyeadIb3Y/s320/S.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5679972536267225122" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;"น้ำที่มาที่ดอนเมืองเป็นแค่ทัพหน้า ทัพหลวงกำลังตามมา"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ด่านเมืองเอกแตกแล้ว ชาวบ้านอพยพถอยร่นเข้ามาเรื่อยๆ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เปิดทางให้เขาลำเลียงทัพผ่านดีกว่า กั้นไว้ก็โดนล้อม คนในเมืองจะอดตายกันเอา"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงผู้ประกาศข่าวดังมาเนื้อหาฟังคุ้นหู พอๆ กับที่เดินผ่านแผงหนังสือแล้วพาดหัวข่าวดูคุ้นตา ชวนให้นึกสงสัยว่าตอนที่น้ำท่วมปีก่อนๆ หน้า บรรดาสื่อเขารายงานข่าวน้ำท่วมด้วยภาษาแบบไหน แต่ว่าปีนี้ดูท่าภาษาทางทหารจะเป็นที่นิยม ใช้กันติดปากทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย ไม่แน่ใจว่าสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ทางการเมือง หรือว่าภาพยนตร์ซีรีส์พระนเรศวรมหาราชหรือทงอี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชุดคำเหล่านี้ที่สื่อเลือกใช้ และเรารับมาใช้ต่อด้วยความไม่เท่าทัน จัดเงื่อนไขความสัมพันธ์ให้เราโดยที่เราและสื่อไม่รู้ตัว เป็นความสัมพันธ์แบบไม่อยากจะญาติดีกันแล้ว เพราะฝ่ายหนึ่งจ้องจะบุกเข้ามาทำลาย แถมชนะมาเรื่อย อีกคร่าชีวิตผู้คนมาตามรายทาง  เหมือนกับจัดให้หมู่มนุษย์ต่อสู้กับมหันตภัยความชั่วร้ายระดับพระกาฬ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าชื่นชมความพยายามของหลายกลุ่มสร้างสัญลักษณ์และคำขึ้นมาเป็นตัวเลือก เช่น วาฬ หรือ น้องน้ำ ที่อยากกลับบ้าน (ทะเล) ทำให้ทีท่าผ่อนคลายลงไม่น้อย ไม่ใช่ตั้งท่าจะเอาชนะอยู่ท่าเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาที่เราใช้นั้น สร้างโลกที่เราอาศัย ทั้งในแง่โลกในความคิดและโลกในทางวัตถุด้วย ว่าเราจะอยู่ด้วยกันระหว่างคนกับคน ระหว่างคนกับธรรมชาติอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราใช้แค่ชุดคำแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ดี-เลว ถูก-ผิด เราย่อมยากที่จะยอมรับให้อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในเมืองของเรา มาอยู่ในสังคมของเรา ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือมนุษย์ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาของเราตั้งอยู่บนฐานความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ที่แยกตัวผู้สังเกตของจากสิ่งที่สังเกต แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราใช้ชุดคำของการแบ่งแยกฝ่าย โดยเฉพาะการแบ่งเป็นฝ่ายมนุษย์และฝ่ายธรรมชาติ โลกของเราจึงเป็นส่วนๆ เสี้ยวๆ มีเขามีเราหลายฝ่าย เราจึงต้องเหนื่อยกับการปกป้องความเป็นเรา ไม่ว่า “เรา” ในบริบทนั้นจะหมายถึงตัวของเราเอง ครอบครัว บริษัท นิคมอุตสาหรรม ชุมชน จังหวัด ภาค ประเทศ พรรคการเมือง ไปจนถึงนามธรรมเช่นอุดมการณ์ทางการเมืองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากไม่เรียนรู้ที่จะขยายโลกในความคิดความเข้าใจ เราจะอยู่ยากขึ้น เพราะโลกและธรรมชาติในความเป็นจริงนั้นซับซ้อนกว่าที่โลกอันคับแคบของเราจะรองรับ ยิ่งโลกในความคิดกับโลกตามความจริงห่างกันเท่าไหร่ความทุกข์ในใจและในสังคมของเรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยวิธีที่จะขยับขยายโลกของเรา ไม่จำเป็นต้องทิ้งโลกตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทิ้งไปเสียทั้งหมด แต่ต้องขยายไปสองทาง ทางหนึ่งลงล่าง เพื่อยึดโยงเข้ากับราก เข้ากับฐานทางวัฒนธรรมของเรา การเรียนรู้ต้องไปเรียนจากของจริงจากชีวิตจริง อีกทางหนึ่งขึ้นบน เพื่อเข้าถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพื่อเข้าถึงสัจธรรมของโลกและธรรมชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อนั้นพลังอันสร้างสรรค์ของวิทยาศาสตร์ก็จะถูกปลดปล่อยได้มากขึ้น เมื่อเราใช้ภาษาและตั้งคำถามที่เหมาะสม เช่นว่า แล้วประเทศไทยจะร่วมกันอย่างสงบสุขอย่างไร ในโลกที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงทำให้มีน้ำมากในฤดูน้ำหลากและน้ำน้อยในฤดูแล้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเราและสังคมได้สะท้อนตนเอง ได้มองพฤติกรรมที่ผ่านมาด้วยใจเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตนเอง เมื่อนั้น ใจของเราที่เคยแต่อยากเอาชนะ อาจจะอยากขอขมาต่อสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราขึ้นมาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเราจะใช้ภาษาที่สื่อถึงใจที่อ่อนโยนต่อชีวิต อ่อนน้อมต่อธรรมชาติด้วยเช่นกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-8635258504054134855?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/8635258504054134855/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=8635258504054134855' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8635258504054134855'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8635258504054134855'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/12/blog-post.html' title='จะสู้หรือจะอยู่ร่วมกัน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-Vtdt4vtTcDQ/TtNQ7Y4uuCI/AAAAAAAADAU/QeeyeadIb3Y/s72-c/S.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-6520464666544958942</id><published>2011-10-21T12:23:00.001+07:00</published><updated>2011-10-21T12:24:56.771+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อยู่รอด-อยู่ร่วม'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตอาสา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเมือง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิกฤต'/><title type='text'>คิดใหญ่กว่าภัยพิบัติ</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/-IPoUliWK7Zw/TpZfSHSUmvI/AAAAAAAAC8k/FJ0jdZkbN6Q/s1600/leh_20100807.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5662818346263157490" src="http://1.bp.blogspot.com/-IPoUliWK7Zw/TpZfSHSUmvI/AAAAAAAAC8k/FJ0jdZkbN6Q/s320/leh_20100807.jpg" style="display: block; height: 213px; margin-bottom: 10px; margin-left: auto; margin-right: auto; margin-top: 0px; text-align: center; width: 320px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;a href="http://pingwab.blogspot.com/" target="_blank"&gt;ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่คนทั้งประเทศน่าจะรู้สึกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นมาถึงบ้านเราแล้ว ไม่เพียงแต่มาเคาะประตูหน้าบ้าน แต่ลุยเข้ามาในบ้าน ล้นทะลักเข้าไปในห้องครัว ห้องนอน เอ่อขึ้นไปยังชั้นสอง บ้างก็ไปจนมิดหลังคา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นในทั่วทุกภาคของประเทศ แต่กรุงเทพฯ ก็ดูเหมือนจะรอดหวุดหวิดมาเกือบทุกครั้งไป จนคนเมืองหลวงอาจจะวางใจ พูดปลอบใจตนเอง หรือปลอบใจกันและกันว่า "โอ๊ย กรุงเทพฯ น่ะสำคัญนะ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและทุกเรื่อง ถ้าท่วมจะเสียหายหนัก เขาไม่ปล่อยให้ท่วมง่ายๆ หรอก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งที่กล่าวมาก็ถูกต้องทั้งหมด ไม่มีส่วนใดผิด กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของประเทศที่รวมศูนย์แบบไทย ถ้าภัยพิบัติไม่ว่าจะทางธรรมชาติหรือทางไหนส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ย่อมเสียหายมาก และก็จริงอีกที่ "เขา" (ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึง ใคร รัฐบาล หรือองค์กรใด) ต้องพยายามป้องกันกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง น้ำท่วมก็ท่วมนิดเดียว ชั่วครู่ชั่วยามโดยมากก็เป็นชั่วโมงเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ สถานการณ์กรุงเทพฯ ยังไม่รุนแรงเท่าใดนัก เพราะเป็นช่วงที่น้ำทะเลยังไม่ขึ้นสูงสุด และมวลน้ำปริมาณมหาศาลจากตอนบนของประเทศก็ยังลงมาไม่ถึง แต่กระนั้นก็มีหลายเขตหลายชุมชนแล้วที่น้ำท่วม ส่วนเมื่อบทความนี้ตีพิมพ์ก็จะเป็นช่วงที่สถานการณ์คับขันและยากลำบากที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เขียนและชาวจิตวิวัฒน์ทุกคนขอเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนที่อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันนี้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่จังหวัดไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้แต่หวังว่าคงจะปลอดภัยทั้งสุขภาพ สุขภาพใจ และทรัพย์สิน ไม่เสียหายกันมากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะว่าเราคงจะต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้อีกเกือบทุกปีแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยเฉพาะจากข้อมูลสภาพภูมิอากาศโลกในปัจจุบัน มีแนวโน้มเป็นไปในทางที่แย่เอามากๆ แค่เรื่องอุณหภูมิอย่างเดียว สถิติ ๑๐ อันดับของปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงที่สุด ได้แก่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑, ๒๕๔๔, ๒๕๔๕, ๒๕๔๖, ๒๕๔๗, ๒๕๔๘, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐, ๒๕๕๒, ๒๕๕๓ ล้วนอยู่ในช่วง ๑๓ ปีที่ผ่านมา โดยปีที่โลกร้อนที่สุดตั้งแต่เคยถูกจดบันทึกคือ ปี ๒๕๕๓ นี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุณหภูมิของโลกร้อนกว่าค่าเฉลี่ยของศตวรรษที่ ๒๐ มาต่อเนื่องเป็นปีที่ ๓๔ แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ร่วมกับนายอัล กอร์ ได้ออกรายงานประเมินสถานการณ์สภาพภูมิอากาศโลก ในปี ๒๕๕๐ ประมาณการว่าน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกเหนือนั้นจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ โดยอาจจะละลายหมดในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. ๒๐๕๐-๒๑๐๐ แต่ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็วหลังจากรายงานออกมา นักวิทยาศาสตร์ประมาณการกันใหม่แล้วว่า ขั้วโลกเหนืออาจจะไม่มีน้ำแข็งปกคลุมเลยภายในไม่ถึงห้าปีข้างหน้านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่เพียงแต่อุณหภูมิที่สูงขึ้น พายุฝนฟ้าคะนองนั้นมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น ตัวชี้วัดหนึ่งคือข้อมูลปริมาณน้ำฝนทั่วโลกพบว่าปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาเป็นปีที่ "เปียก" หรือมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดตั้งแต่เคยมีการจดบันทึกกันมา ปีที่แล้วกราฟแสดงปริมาณที่มากสุดโต่งอยู่แถวเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก อเมริกากลาง ออสเตรเลีย โดยไทยเรารอดมาได้ แต่กราฟของปีนี้ต้องมีเอเชียอาคเนย์และประเทศไทยแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝนที่เคยตกปรกติ ปริมาณกำลังดีแถวอาณาจักรลาดั๊ก (Ladakh) ทางตอนเหนือสุดของอินเดีย ที่ทำให้เจริญเป็นอารยธรรมที่งดงาม ก็เกิดปรากฏการณ์คลาวเบิร์สท (Cloudburst) คือ ฝนตกหนักอย่างกะทันหันปานฟ้ารั่ว ลองจินตนาการว่าธรรมดาฝนนั้นตกลงมาเหมือนเทวดารดน้ำจากฝักบัวครับ แต่ที่เกิดขึ้นคือเทวดาเทน้ำจากขันหรือกะละมังครับ ผลคือน้ำท่วมอย่างหนักและรวดเร็ว โคลนถล่มสูงเป็นเมตร ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนเสียหาย ผู้คนล้มตาย เป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการตั้งถิ่นฐานกันมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูก็เหมือนหลายๆ เมืองที่เราได้ยินข่าวทั่วไป ไม่น่าตื่นเต้นตกใจอะไรใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราทราบว่าเมืองที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือเมืองเละห์ Leh (บ้างอาจจะว่าเข้าใจตั้งชื่อเป็นลาง) ซึ่งอยู่สูง ๓,๕๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่อยากจะนึกก็ต้องนึกถึงหนังเรื่อง 2012 ไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ถ้าเมืองที่สูงถึง ๓.๕ กิโลเมตร ยังน้ำท่วมคนตายได้ขนาดนี้ กรุงเทพฯ ที่อยู่ที่ระดับ ๐ เมตร (และกลางเดือนตุลาคม น้ำทะเลจะขึ้นสูงสุดประมาณ ๒.๕ เมตร) คงไม่ต้องสงสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือตัวอย่าง เดือนมีนาคมปีนี้ที่เมืองไทย มีสามฤดู วันหนึ่งร้อนจัด อีกวันต้องได้ค้นเสื้อกันหนาวมาใส่ ในขณะที่ภาคใต้ก็เกิดพายุน้ำท่วมรุนแรง นี่ก็เกิดจากน้ำในมหาสมุทรอินเดียพื้นที่หนึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าปรกติเพียงเล็กน้อย ทำให้ลมที่พัดต้านมวลอากาศเย็นจากจีนไม่สามารถทานกำลังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยที่ได้สภาพภูมิอากาศรับอิทธิพลของปรากฏการณ์ เอลนีโญ/ลานีญา-ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Niño/La niña-Southern Oscillation หรือ ENSO) ทำให้เรามีสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง โดยปรกติแล้วเกิดประมาณทุก ๕ ปี แต่ข้อมูลล่าสุดที่ได้จาก ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) วงจรนี้ไม่ปรกติแล้ว และคาดว่าจะเกิดเฉลี่ยทุก ๑๑ เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการผันแปรผิดปรกติของปรากฏการณ์ ENSO นี้เท่ากับว่า&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สภาพภูมิอากาศโลกได้เลยจุดพลิกผัน (tipping point) แล้ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริงเราอาจจะไม่ต้องอาศัยข้อมูลมากมายเท่านี้ก็ได้ ตัวอย่างจาก ดร.วังการี มาไท นักชีววิทยาสตรีสาวชาวเคนยา ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี ๒๕๔๗ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกน่ะหรือ ฉันรู้แน่นอนว่ามันกำลังเกิดขึ้น ฉันแค่เดินออกไปนอกบ้าน ฉันก็รู้แล้ว"&lt;br /&gt;ในปาฐกถารางวัลโนเบลของเธอที่กรุงออสโล เธอได้กล่าวว่า "เรากำลังจะเผชิญกันความท้าทายที่เรียกให้เราต้องเปลี่ยนวิธีการคิด เพื่อที่มนุษยชาติจะหยุดทำร้ายระบบที่เอื้อให้เรามีชีวิต เราต้องช่วยเหลือเยียวยาโลก และในกระบวนเดียวกันนี้เอง ช่วยเยียวยาตัวเราเองด้วย ซึ่งก็คือการโอบอุ้มสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ในความหลากหลาย ความงาม และความอัศจรรย์ใจ มันจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราเห็นความจำเป็นที่เราจะต้องฟื้นความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเดียวกับสรรพชีวิต"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันรุนแรงและส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลกเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ณ ขณะนี้ในประเทศไทยของเราก็ได้เกิดการเรียกร้องผลักดันให้การรับมือภัยพิบัติเป็นวาระแห่งชาติ เช่น จาก คุณปรเมศวร์ มินศิริ thaiflood.com และ ดร. สมิทธ ธรรมสโรช มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ให้สัมภาษณ์ข่าวว่า "ถึงเวลาแล้วที่เราต้องรวมตัวกันเป็นวาระแห่งชาติ แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนขณะนี้ให้ผ่านวิกฤตไปได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องวิกฤตนี้ กลุ่มจิตวิวัฒน์ได้พูดคุยและสื่อสารให้เห็นความสำคัญมาร่วมเกือบสิบปี และหากรวมที่สมาชิกของกลุ่มหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อาจารย์ประสาน ต่างใจ และอาจารย์ประเวศ วะสี ได้เขียนเตือนไว้ก็สิบกว่าปีแล้ว ว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับสิ่งที่ ดร.เจมส์ เลิฟล็อค ผู้คิดค้นทฤษฎีกายา (ที่ว่าโลกมีคุณสมบัติเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่สามารถมีสุขภาวะที่ดีหรือป่วยได้ อันเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ) ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดียน ไว้เมื่อปี ๒๕๕๑ ว่าหายนะภัยของโลกนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มุมมองของบุคคลเหล่านี้ต่อวิกฤตสภาพอากาศนั้นมีมากไปกว่าการป้องกันและกู้ภัยด้วยเทคโนโลยีและการจัดการ นั่นคือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โอกาสที่เราจะได้ตระหนักว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในวิกฤตนี้ &lt;/span&gt;เพราะหากต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมเรายังพอมี เราอาจเกิดสติและเห็นว่าทุกหายนภัย ทุกวิกฤต มาพร้อมกับโอกาสที่ดีได้เสมอ เป็นการเรียนรู้ที่หาได้ยากในสภาวะปรกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาวะพายุผิดฤดูกาล และน้ำท่วมน้ำหลากมากผิดวิสัย ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสจะได้หาทางแก้ไขป้องกันด้วยการสร้างฝาย คันกั้นน้ำ หรือระบบอุโมงค์ระบายน้ำ แต่นี่ยังเป็นโอกาสอย่างมาก ที่สังคมไทยจะเรียนรู้ร่วมกันว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเพียงอาการ แท้จริงแล้วมีต้นเหตุ คือ วิกฤตทางด้านจิตวิญญาณ ดังเช่นที่ท่านทะไลลามะบอกว่า เรากำลังเป็น&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;โรคพร่องทางจิตวิญญาณ (Spiritual deficiency syndrome)&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ามกลางภาวะของความเศร้าและทุกข์ทรมานกับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ หลายคนสิ้นหวังหมดกำลังใจในการใช้ชีวิต หลายพื้นที่ลงไม้ลงมือวิวาททำร้ายร่างกายกันเพราะเห็นว่าถูกเอาเปรียบที่ชุมชนของตนต้องเป็นฝ่ายรับน้ำแทน คนจำนวนไม่น้อยก็ก่นด่าเพ่งโทษอีกฝ่าย และจำนวนมากมายเร่งรุดไปซื้อกักตุนข้าวของสินค้าอุปโภคบริโภคจนขาดแคลน ไม่เพียงพอแม้แต่จะแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย ปรากฏการณ์เหล่านี้เองที่กำลังบอกเราว่าลำพังเพียงความรู้ทางเทคโนโลยีและการจัดการ ไม่สามารถดูแลปัญหาวิกฤตการณ์ในจิตใจชาวไทยได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่การแก้ไขภัยพิบัติเร่งด่วนเฉพาะหน้าเริ่มคลี่คลายลง การผลักดันวาระแห่งชาติก็คงจะสูงยิ่ง การขับเคลื่อนประเทศไทยให้ออกจากวิกฤตนี้จำต้องมีวาระแห่งชาติที่มีพลังเพียงพอ ลำพังวาระเรื่องการรับมือภัยพิบัตินั้นสำคัญมาก แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงนั้นยิ่งใหญ่กว่าการหาหนทางอยู่รอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออาจใช้ชื่อ "วาระแห่งชาติว่าด้วยการรับมือภัยพิบัติ" นี้ก็ได้ แต่สาระภายใน สังคมไทยต้องการพื้นที่สำหรับความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติการ (platform) ที่ใหญ่กว่าเรื่องทางเทคนิคและเรื่องความอยู่รอด เป็นวาระที่ตระหนักรู้ว่าภัยพิบัตินั้นมีทั้งวิกฤตธรรมชาตินอกกาย และวิกฤตในใจที่บดบังให้เราไม่เห็นสายสัมพันธ์ที่เรามีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพชีวิตบนโลกใบเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภัยพิบัติอาจทำให้เราเห็นว่าต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวให้รอด แต่ความรู้จากทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน บอกว่า สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดคือสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุด (Survival of the fittest) ดังนั้น การที่เราจะอยู่รอด ไม่ใช่เพราะเหตุผลตื้นเขินว่าเราแข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด ไม่ใช่เพราะเรารวยหรือมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เราจึงต่อสู้เอาชนะได้ แต่รอดได้เป็นเพราะว่าเราเหมาะสมที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เหลือรอดโดยลำพัง แต่คือสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ทั้งกับสปีชีส์เดียวกัน และกับสปีชีส์อื่นๆ ในโลกใบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;องค์ความรู้ทางจิตวิวัฒน์ที่ได้สั่งสมมาหลายปี ชี้ให้เห็นว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้ เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอ่อนโยนต่อชีวิต อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ เข้าถึงความสุขอันประณีต ชุดความรู้เรื่องการรู้จักตนเอง การรู้จักให้อภัย การรู้จักพอ รู้จักที่จะช้าลง ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการอยู่รอดและการอยู่ร่วมของเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชั่วชีวิตของเรา ที่เราจะละทิ้งอัตตาและความคับแคบของใจ โอกาสการก้าวข้ามความแบ่งแยกทางสี ทางความคิด ทางชาติพันธุ์ ไปสู่การปลูกเพาะความรักความเมตตาและเอื้ออารีต่อกัน สู่การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของทุกคนและทุกชีวิต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังเช่นที่ ดร.วังการี มาไท ได้กล่าวไว้ว่า "ในช่วงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มีเวลาที่มนุษยชาติถูกเรียกร้องให้ยกระดับจิตสำนึกใหม่ ไปสู่คุณธรรมที่สูงขึ้น เวลาที่พวกเราต้องขับไล่ความกลัวและมอบความหวังให้กันและกัน เวลานั้นก็คือตอนนี้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนี้ สิ่งที่เราควรชูเป็นวาระชาติ คือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;วาระของการอยู่ร่วมกัน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-6520464666544958942?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/6520464666544958942/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=6520464666544958942' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/6520464666544958942'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/6520464666544958942'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/10/blog-post.html' title='คิดใหญ่กว่าภัยพิบัติ'/><author><name>Asia</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='29' height='32' src='http://bp0.blogger.com/_IkSagOfpF3o/RzRV1ct9hCI/AAAAAAAAAEI/IM1HrDFlG-0/s320/Takuan+02.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-IPoUliWK7Zw/TpZfSHSUmvI/AAAAAAAAC8k/FJ0jdZkbN6Q/s72-c/leh_20100807.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-5317319997902844245</id><published>2011-08-21T20:00:00.000+07:00</published><updated>2011-08-23T20:01:07.032+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>อยู่เป็น อยู่เย็น</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/-yGQp7ZXFtfU/TlOkZ_59WJI/AAAAAAAAC6E/vEmcGHexSro/s1600/R.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 215px;" src="http://2.bp.blogspot.com/-yGQp7ZXFtfU/TlOkZ_59WJI/AAAAAAAAC6E/vEmcGHexSro/s320/R.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5644035524583577746" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา กลุ่มจิตตปัญญาวิถี มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยไมอามี ร่วมกันจัดโครงการอบรมครูและเจ้าหน้าที่การศึกษาชาวอเมริกัน ในหัวข้อพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ  พวกเขาร่วมยี่สิบชีวิตเดินทางมาเมืองไทยเพื่อเรียนรู้ว่าพุทธศาสนานั้นเกี่ยวข้องและช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร  พวกเราใช้เวลา 10 วัน เรียนรู้กันที่เขาใหญ่ และวัดป่าสุคะโต-วัดป่ามหาวัน จ.ชัยภูมิ ร่วมกับพระไพศาล วิสาโล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มีการจัดกิจกรรมให้ได้เดินป่า  ศึกษาธรรมชาติ รวมถึงให้มีประสบการณ์ดำนา  ปลูกป่ากันด้วย  หากใครเคยลองทำมาแล้วจะรู้ว่าทั้งสองกิจกรรมนี้ไม่ได้ง่ายนัก ดำนาต้องก้มๆ เงยๆ หลังขดหลังแข็ง เดินถอยหลังลุยโคลนในนา  ส่วนปลูกป่าทำแนวกันไฟนั้นต้องเดินป่ายปีนที่สูงๆ ต่ำๆ ลุกๆ นั่งๆ ขุดดินปลูกกล้าไม้พื้นเมือง แถมต้องทำกลางวันแสกๆ วันที่ไม่มีฝนก็แดดเปรี้ยง ผิวไหม้ ตัวดำ หนังลอกกันเป็นเรื่องปรกติ  แต่ผู้เข้าร่วมกลับชื่นชมกันใหญ่ ชื่นชอบอย่างยิ่ง ออกปากว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วันเกือบสุดท้าย มีกิจกรรมให้ออกไปอยู่คนเดียวในธรรมชาติสัก 2-3 ชั่วโมง เท่านั้นล่ะครับ เหมือนกับป่าแตก ถามกันให้แซ่ด ว่าต้องทำด้วยหรือ ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร เอาไอพ็อดไปฟัง เอาหนังสือไปอ่าน เอากล้องไปถ่ายรูปแก้เหงา แก้เซ็งได้ไหม (คำตอบคือไม่ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลายคนเกิดความกลัวขึ้นมาจับใจ โดยมากจะกลัวงู กลัวยุง กลัวความมืด (ส่วนคนไทยที่ไปด้วย แน่นอนว่า ... กลัวผี) แต่ที่น่าสนใจ คือ กลัวอยู่กับตัวเองไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้จะบอกว่าถึงมองไม่เห็นกัน แต่ก็ไม่ได้ไกลนัก แค่ลับตา เดินสองสามนาทีก็ถึง แถมแดดก็ไม่มี  จะนั่ง จะเดิน หรือจะนอนก็ยังได้ ขอแค่ให้ได้อยู่กับตัวเอง  แต่ก็ดูเหมือนยังไม่ค่อยวางใจ  ต้องได้ให้ความมั่นใจและให้เครื่องมือช่วยกันชุดใหญ่  เช่น เจริญสติ ดูจิต เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่หลังจากเสร็จกิจกรรมต่างดีใจและภูมิใจกับความสำเร็จของตนเอง  ที่ได้ลองอยู่ลองเผชิญกับสิ่งที่อยู่ด้วยยาก โดยเฉพาะสำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยฝึก นั่นคือ ตัวเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทั้งๆ ที่ตัวเรานั้นเป็นมิตรแท้ที่สำคัญที่สุดของเราเอง  เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงความจริงอันสูงสุด  แต่มนุษย์ทั่วไปกลับอึดอัดคับข้องใจเวลาต้องอยู่คนเดียวและไม่ได้ทำอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อเราอยู่คนเดียว เรามักอยู่เงียบๆ เฉยๆ ไม่เป็น  เราจึงต้องหาทางออกด้วยการทำตัวให้ไม่ว่าง ทำตาให้ไม่ว่าง ต้องดูหนัง อ่านหนังสือ ทำหูให้ไม่ว่าง ต้องฟังข่าว ฟังเพลง ทำมือให้ไม่ว่าง ต้องเขียน ต้องเล่น ทำปากให้ไม่ว่าง ต้องคุย ต้องกิน ทำเท้าให้ไม่ว่าง ต้องไปเที่ยว ไปเดินเล่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนทั่วไปจึงมีชีวิตที่อยู่ยาก  คนมักไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น สิ่งที่ตัวเองมี ที่ๆ ตัวเองอยู่  ของที่มีสักพักก็เริ่มไม่พอใจ ต้องออกไปหาสิ่งใหม่มาเพิ่ม ที่ๆ อยู่สักพักก็เริ่มเบื่อ ต้องดั้นด้นเดินทางไปดูที่ใหม่ สิ่งใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่หากเราได้ลองอยู่กับตัวเองให้เป็น ก็จะพบว่าไม่ยากเกิน ที่จะพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเกิดจากภายใน  ชาวฝรั่งไม่เคยฝึกไม่เคยทำอะไรทำนองนี้มาก่อนเขายังอยู่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ดีใจกับครูชาวอเมริกันที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาอบรมเรื่องพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ  เขาไม่เพียงได้เห็นว่าวัดช่วยให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติภายนอกอย่างยั่งยืนได้อย่างไร เขายังได้เห็นด้วยตนเองอีกด้วยว่าธรรมะช่วยให้ตัวเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติภายในอย่างสุขสงบได้อย่างไรด้วยเช่นกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-5317319997902844245?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/5317319997902844245/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=5317319997902844245' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/5317319997902844245'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/5317319997902844245'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/08/blog-post.html' title='อยู่เป็น อยู่เย็น'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/-yGQp7ZXFtfU/TlOkZ_59WJI/AAAAAAAAC6E/vEmcGHexSro/s72-c/R.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-3822063880880473531</id><published>2011-07-24T07:00:00.002+07:00</published><updated>2011-07-24T07:00:01.560+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>ไม้ต้องการฝน  คนต้องการอะไร</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-ZpKqZBx4B0c/TiO4Pb26fAI/AAAAAAAAC3Y/EDPEsfNVGw8/s1600/F.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 239px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-ZpKqZBx4B0c/TiO4Pb26fAI/AAAAAAAAC3Y/EDPEsfNVGw8/s320/F.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5630546534458883074" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วสันตฤดูเป็นฤดูสำคัญของพืช ต้นไม้ได้น้ำเพียงพอที่จะทำอะไรหลายๆ อย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พืชที่โตแล้ว มีคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศอยู่ตลอด ไม่ต้องไปแย่งดิน แย่งแสงแดดกับใคร แต่ต้องมีน้ำจึงจะสามารถสังเคราะห์แสงได้  ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่สามารถสร้างอาหารคือน้ำตาล อีกทั้งไม่สามารถผลิตออกซิเจนที่ทำสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากใช้หายใจได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ฤดูฝนจึงเป็นช่วงที่ต้นไม้เร่งรีบเติบโต สร้างใบไว้ผลิตอาหาร อาหารที่ผลิตได้ก็ใช้เพื่อเจริญเติบโตนี่แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อาหารส่วนที่เหลือจะถูกเก็บเป็นทุนในการอยู่รอด เพราะเมื่อปลายฤดูฝนมาถึง กว่าจะได้น้ำมากๆ อีก ก็อาจจะเป็น ๗-๘ เดือนข้างหน้า  ต้นไม้จะผ่านฤดูหนาวและฤดูร้อนอันยาวนานไปได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับในฤดูฝนนั้นต้นไม้เป็นอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ถ้าต้นไม้ต้องการฝน จิตใจของคนล่ะต้องการอะไร?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คำถามนี้ผุดขึ้นมาระหว่างนั่งชื่นชมสายฝนที่โปรยปรายลงมาในวันแรกๆ ของพรรษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใจของเรา บางครั้งก็ต้องเผชิญเรื่องราวยากๆ ในชีวิต อาจเป็นเรื่องการเรียนการสอบ การทำงานการประเมิน กิจวัตรประจำวันที่ดูเหมือนต้องเร่งไม้เร่งมือขึ้นทุกวัน แต่ยิ่งเร่งดูเหมือนยิ่งทำไม่ทัน  อาจเป็นเรื่องครอบครัว ความบาดหมางไม่เข้าใจกันระหว่างคนที่เรารัก หรือบางทีก็กับตัวเราเอง หรืออาจเป็นเรื่องสุขภาพ การเจ็บป่วยหรือล้มหายตายจากของคนใกล้ชิด  บางเหตุการณ์แค่ไม่กี่วัน แต่บางเหตุการณ์ก็ต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนหรือหลายปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราจะผ่านช่วงเวลายากๆ เหล่านั้นได้ โดยไม่ใช่แค่อยู่รอดอย่างเดียว  แต่ยังคงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อยู่ด้วยได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับว่าในช่วงก่อนสถานการณ์ยากๆ เหล่านั้นเราทำอะไร  อาศัยต้นทุนที่เราเคยฝึก เคยหัด มาช่วงก่อนหน้านี้เท่านั้น ที่จะทำให้เรายังดูแลกาย ดูแลใจ ไม่ให้คิด พูด หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรลงไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่ออยู่ในสถานการณ์ยากๆ เราจะมาเริ่มต้นฝึกเรียนรู้ที่จะมีสติ เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของเราได้ลำบาก  เราจึงควรหมั่นที่จะเท่าทันความคิดความรู้สึกตนเองเสมอๆ เมื่อมีโอกาส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     &lt;span style="font-weight:bold;"&gt; หากต้นไม้ต้องการความชุ่มชื่นจากฝน ใจของคนก็ต้องการความชุ่มชื่นจากความสงบภายใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ยามที่ฝนมา  ต้นไม้ถือโอกาสได้เจริญเติบโต สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ตนเอง ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อยามเข้าพรรษา  ผู้คนควรได้ใช้โอกาสนี้เจริญเติบโตทางสติปัญญา ทางจิตวิญญาณ สร้างเสริมความมั่นคงภายใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผู้อยู่ในเพศบรรพชิตก็รวมตัวกันอยู่ในวัดในสถานปฏิบัติธรรม ตั้งใจฝึกฝนทั้งด้วยตนเองและกับครูบาอาจารย์  พวกเราส่วนใหญ่ที่เป็นฆราวาสใช่ว่าจะไม่สามารถรวมตัวกันฝึกฝนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในโลกของเครือข่ายทางสังคม เช่น เฟซบุ๊ก ก็มีกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกันและกัน อย่างเช่น กลุ่ม (page) “เพื่อนภาวนา” ก็จัดกิจกรรม “เข้าพรรษาภาวนาด้วยกัน” เชิญชวนให้เพื่อนๆ มากด Like แล้วตั้งปณิธานเข้าพรรษาว่าจะทำอะไรดีๆ กันบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มีเพื่อนจำนวนไม่น้อยที่ให้คำมั่นสัญญากันว่าจะภาวนาทุกวันตลอดพรรษานี้  หลังจากได้อ่านได้ฟังกันมาทั้งชีวิต จะขอเรียนรู้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านการลงมือทำด้วยตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลายคนเคยลองทำเองคนเดียว  แล้วก็ทำๆ หยุดๆ ลงเอยหยุดมากกว่าทำ คือหยุดไปเลย มาพรรษานี้ตั้งใจร่วมกัน เชื่อว่าพลังของกลุ่มจะนำช่วยนำพาไปให้ตลอดรอดฝั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วสันตฤดูพรรษานี้จึงมีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย  ต้นไม้ก็เติบโตไปพร้อมๆ กับมนุษย์ ที่ต่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์และอาศัยซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     &lt;span style="font-weight:bold;"&gt; โอกาสของต้นไม้คือหน้าฝน โอกาสของคนก็คือเข้าพรรษา&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-3822063880880473531?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/3822063880880473531/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=3822063880880473531' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/3822063880880473531'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/3822063880880473531'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/07/blog-post_24.html' title='ไม้ต้องการฝน  คนต้องการอะไร'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-ZpKqZBx4B0c/TiO4Pb26fAI/AAAAAAAAC3Y/EDPEsfNVGw8/s72-c/F.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-7398999287466632518</id><published>2011-07-10T07:00:00.002+07:00</published><updated>2011-07-10T07:00:01.040+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><title type='text'>รับ = ให้</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-VwjuNkX3NrA/ThetZvl8QiI/AAAAAAAAC2s/JIQTY3g8rWY/s1600/Q.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 213px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-VwjuNkX3NrA/ThetZvl8QiI/AAAAAAAAC2s/JIQTY3g8rWY/s320/Q.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5627156917206663714" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     พี่สาวที่รักของผมเธอเป็นจักษุแพทย์  บ่อยครั้งเธอจะมีของติดไม้ติดมือกลับมาบ้าน เป็นของฝากจากคนไข้ซึ่งเอามาให้เวลามาพบคุณหมอที่โรงพยาบาล  ยิ่งถ้าเป็นหน้าเทศกาลด้วยแล้ว อย่างปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์นี่ ของฝากยิ่งมาก ผมจึงมักได้อานิสงส์ของกินของใช้ดีๆ จากเธอเสมอๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผู้ที่มาโรงพยาบาล บ้างก็ด้วยวัยที่สูงขึ้น  บ้างก็ติดเชื้อ หรือประสบอุบัติเหตุ  ส่วนมากดีใจไม่น้อยที่ได้กลับบ้าน อีกทั้งยังมีสุขภาพสายตาที่ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เธอมักเล่าให้ฟังเสมอๆ ว่า มีหลายครั้งที่เธอช่วยเหลือด้วยวิธีการยิงเลเซอร์ ผ่าตัด หรือจ่ายยา  แต่ก็อีกไม่น้อย ที่เขาเหล่านั้นต้องหมั่นดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เธอว่าหมอก็ได้แค่ช่วยบอกเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเข้าใจปรากฏการณ์ข้างต้นดีขึ้นมาก เมื่อผมได้รับกล้วยน้ำว้ามาหวีหนึ่ง ในการอบรม “จิตตปัญญาศึกษากับการพัฒนาบุคลากร เพื่อการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งครั้งนี้เป็นรุ่นที่ ๒ ที่ผมจัดกระบวนการให้กับคณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่สายสนับสนุน ที่รวมทั้งแม่บ้าน แม่ครัว ช่างเทคนิค พนักงานขับรถ ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ (วพบ. กรุงเทพ)  ปรากฏว่า กล้วยน้ำว้าหวีนี้เป็นของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมอบรมในรุ่นก่อนหน้าเป็นคนฝากมาให้  เธอคงทราบมาว่าผมดูแลสุขภาพด้วยการทานกล้วยน้ำว้าที่มีฤทธิ์เย็น เพื่อปรับสมดุลของร่างกายทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ของฝากเป็นกล้วยน้ำว้าที่ทั้งหน้าตาสวยทั้งมีขนาดใหญ่ เป็นเครื่องหมายของน้ำจิตน้ำใจที่เธอมอบให้ ผมประทับใจในไมตรีจิตนี้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อีกทั้งกล้วยนี้ไม่ได้มาเปล่าๆ มีจดหมายน้อยแนบติดมาเสียด้วย มีใจความว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“พี่ส้มขอขอบคุณมากที่ได้ร่วมทำกิจกรรม ซึ่งเมื่อกลับมาแล้วได้ผลดีมาก  เดี๋ยวนี้เวลาพี่ส้มกลับจากต่างจังหวัดจะรับของจากแม่ทุกครั้ง ซึ่งแม่ก็มีสีหน้าที่มีความสุขมาก จากทุกครั้งที่เคยปฏิเสธ  ถ้าไม่ได้ร่วมกิจกรรมก็จะไม่รู้ถึงความรู้สึกของแม่  ขอขอบคุณในสิ่งดีๆ ที่อาจารย์เอเชียให้กับพี่ส้มค่ะ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมอ่านแล้วขนลุก น้ำตาไหล รู้สึกดีใจที่ในโลกกลมๆ ใบนี้ อย่างน้อยก็ได้มีแม่ลูกคู่หนึ่งที่มีความสุขมากขึ้นอีกมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จากเดิมที่อาจจะทุกข์  เพราะไม่ทราบว่าจะดูแลกันอย่างไร  แม้ทั้งคู่จะรักกันมากๆ ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ย้อนหลังกลับไปในการอบรมรุ่นที่  ๒  ผมแนะนำกระบวนการเพื่อการรู้จักเข้าใจตนเองไปหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการสื่อสารด้วยหัวใจ  ซึ่งเผยให้เรารู้ว่าเบื้องหน้าของการพูดจาที่ไม่เข้าหู หรือดูเหมือนเขาจะไม่ยอมเปิดโอกาสให้เราพูดบ้างนั้น  มีเบื้องหลังเป็นความต้องการซึ่งเรามนุษย์ทุกคนนั้นมีร่วมกัน เป็นความต้องการพื้นฐานของการดำรงชีวิต และเป็นความต้องการที่สร้างสรรค์เติมเต็มความหมายของการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กรณีของเธอกับคุณแม่นั้น เธอเล่าว่าทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมบ้านและจะจากมา  แม่มักจะถามแกมบังคับกลายๆ  ว่าจะเอาอะไรกลับไปทานบ้างไหม  ส่วนเธอนั้นแสนลำบากใจและรำคาญใจ ต้องปฏิเสธทันควันทุกที เพราะของที่แม่จะให้ มันช่างไม่ถูกปากไปเสียทุกอย่าง  ผมชี้เธอให้เห็นว่า นี่ไง ไม่สำคัญหรอกว่าของนั้นอร่อยไหม  แต่เบื้องหน้าที่แม่ถามว่าจะเอาอะไรบ้าง มีเบื้องหลังคือการต้องการแสดงความรักและปรารถนาจะได้รับความรักจากลูก  เป็นความต้องการพื้นฐานที่เธอก็มี และต้องการจากแม่เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนที่รับหิ้วกล้วยมาให้  ยังเล่าความตามที่เธอฝากมาว่า  วันที่จะกลับจากบ้านมาครั้งนี้ แม่ก็เอ่ยถามอีกครั้ง  แต่ฉับพลันที่เธอจะบอกปัด เธอกลับนึกถึงเรื่องสื่อสารด้วยหัวใจในการอบรม ทันใดเธอมองไปที่แม่และเอ่ยว่า “เอาสิแม่”  วินาทีนั้นเธอได้เห็นสายตาของแม่ที่เปลี่ยนไป เป็นแววตาที่ที่ปลื้มปิติดีใจ  แม่รีบกระวีกระวาดจัดขนมผลไม้ใส่ถาดพร้อมอธิบายไปทีละอย่างว่ามีอะไรเป็นอะไรบ้าง ทั้งฟักแฟงแตงมะเขือ เธอที่ขึ้นรถเมล์มาทำงานขนของเหล่านี้มาด้วยแม้ลำบากแต่ก็อิ่มเอมด้วยความภูมิใจในแม่ของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “รู้อย่างนี้นะ จะทำแบบนี้ไปซะตั้งนานแล้ว นี่ถ้าไม่ได้ไปอบรมก็คงไม่ได้มีความสุขอย่างนี้” เธอฝากบอกมา และผมเชื่อว่าเธอได้เปิดประตูให้ความรักของเธอและแม่พรั่งพรูถึงกันแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เธอมีศักยภาพใหม่ในการใส่ใจและเข้าใจคนในครอบครัว ไปพ้นขีดจำกัดเดิมๆ เรียนรู้ที่จะดูแลคนที่เธอรักและคนที่รักเธอมากที่สุดในชีวิต สามารถดูแลแม่ในวาระของแม่ ไม่ใช่วาระของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มีดวงตาคู่ใหม่  จากหัวใจที่เปิดกว้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเองเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สาวของผมจึงมีของกลับมาบ้านบ่อยๆ :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-7398999287466632518?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/7398999287466632518/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=7398999287466632518' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7398999287466632518'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7398999287466632518'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/07/blog-post_10.html' title='รับ = ให้'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-VwjuNkX3NrA/ThetZvl8QiI/AAAAAAAAC2s/JIQTY3g8rWY/s72-c/Q.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-680696335483572084</id><published>2011-07-03T07:00:00.002+07:00</published><updated>2011-07-03T07:00:00.836+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>ไอโฟนหายให้รีบตัก</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-DauLSCx4GMs/TgqIazZh6mI/AAAAAAAAC1w/AhROoIawYws/s1600/i.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 225px; height: 300px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-DauLSCx4GMs/TgqIazZh6mI/AAAAAAAAC1w/AhROoIawYws/s320/i.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5623457078780750434" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นักศึกษารุ่นน้องคนหนึ่ง ทำไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดหายไประหว่างจัดโครงการอบรมและเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ทางชีววิทยา สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ที่หาดเจ้าหลาว จ.จันทบุรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทีแรกเขาตัดใจแล้ว คิดว่าคงต้องแทงสาบสูญ หาไม่เจอแน่ ไปถามร้านอาหารที่คาดว่าลืมทิ้งไว้ พนักงานทุกคนก็บอกไม่มีใครเห็น เรียกว่าถอดใจแล้ว ถึงขนาดออกจากที่พัก เริ่มเดินทางกลับกันแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่พวกเราก็เพียรพยายามโทรศัพท์เข้าเครื่อง ตีรถกลับไปอีก แล้วช่วยกันหา และใช้แอพพลิเคชัน Find iPhone ในโทรศัพท์อีกเครื่องให้ระบุตำแหน่งโดยใช้ดาวเทียม จนกระทั่งหาเจอในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังจากทีมค้นหาไอโฟนร่วมกันแสดงความยินดีแก่กันและกันไม่นาน  รุ่นน้องคนนี้ก็เอ่ยถามว่า  “อาจารย์ครับ ทำอย่างไรเราจึงจะมีสติตลอดเวลา ไม่หลงลืมล่ะครับ  ผมพยายามนั่งสมาธิมานานแล้ว แต่ก็ไม่เห็นไปไหนเลยครับ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมนึกดีใจกับเขาว่านี่ดีจัง  คงได้มากกว่าไอโฟนกลับมากระมัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังจากนั้น คำถามพรั่งพรูมาจากรุ่นน้องคนนี้ เป็นบทสนทนาอย่างยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราแลกเปลี่ยนความเข้าใจในเรื่องสติ สมาธิ และปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คุยกันว่าสติเป็นสิ่งที่เราสั่งให้เกิด บังคับให้มี ได้ไหม  ถ้าไม่ได้  แล้วจะสร้างเงื่อนไขปัจจัยที่เอื้อให้เขาเกิดได้อย่างไร  ที่ครูบาอาจารย์ว่าการจำอารมณ์ได้อย่างแม่นยำเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสตินั้นหมายความว่าอย่างไร  อารมณ์เหล่านี้นี่หมายถึงอารมณ์ความรู้สึกใช่ไหม มีอะไรบ้าง ทำอย่างไรจึงจะจำได้แม่น ทำไมจำได้ เห็นแล้วแต่ก็ยังไม่หายจากความรู้สึก เช่น โมโห โศกเศร้า เหงา เซ็งเป็ด (แต่ไม่ยักเห็นคนถามว่าจะหายจากความรู้สึกดีๆ เช่น มัน ขำ สนุก ตื่นเต้น ได้อย่างไร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราแตะประเด็นว่าความคาดหวังในผลจากการปฏิบัติเป็นเรื่องธรรมดาพบเห็นได้ทั่วไปในหมู่นักปฏิบัติอย่างไร แล้วเราจะดูแลสิ่งนี้ ใช้เขาเป็นเครื่องเรียนรู้ลงไปในปัจจุบันอย่างไร การรู้ลงไปตรงๆ ในปัจจุบันหมายถึงอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เขาว่าตัวเขาก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติมาบ้าง  ทั้งของครูบาอาจารย์สายต่างๆ  ก็พอเข้าหัวอยู่บ้าง แต่ทำไมดูเหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าใดนัก เลยได้คุยเรื่องความรู้ผ่านการอ่านและความรู้ผ่านการลงมือทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รวมไปถึงว่ามีสถานที่แห่งไหนที่น่าจะได้ไปเรียนรู้  ฝึกหัดทักษะเบื้องต้น เพื่อจะนำมาฝึกฝนต่อด้วยตนเองในชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บทสนทนายังดำเนินผ่านเรื่องราวอื่นๆ  อีกมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นี่ก็เป็นเหตุการณ์ที่พบได้ทั่วไป บ่งบอกออกมาชัดเจนว่าผู้คนมักไม่ค่อยได้สนใจ ตั้งใจจะเรียนรู้นัก จนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นมาในระบบ เกิดความทุกข์เข้ามาในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ก็คงจะจริง คนมีทุกข์จึงอยากเรียนวิธีพ้นทุกข์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทุกข์ที่มาเยือนในแง่นี้ก็เสมือนหน้าต่างของโอกาสที่แง้มเปิดออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ในโลกไซเบอร์อย่างปัจจุบัน  หน้าต่างของโอกาส หน้าต่างของความสนใจนี้มักปิดลงอย่างรวดเร็ว เพราะโลกหมุนเร็วขึ้น ภารกิจทางโลก (ดูเหมือน) จะมากขึ้น แถมต้องทำให้เสร็จลุล่วงภายในระยะเวลาที่สั้นลง  คนทุกข์มักพากันใส่ใจกับการแก้ไขสถานการณ์ทางโลก คิดว่าหากดูแลปัจจัยอื่นๆ ภายนอกให้ดีแล้ว ความทุกข์ภายในคงไม่เกิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หรือไม่ก็พากันไปค้นหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ทางโลก หลบไปเที่ยวบ้าง หาอะไรอร่อยทานบ้าง พอให้ลืมจากความทุกข์เดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ดังนั้นจะว่าไปเจ้าเครื่องไอโฟนที่ (เกือบ) หายก็นับว่าเป็นประโยชน์ไม่น้อย หากมันได้นำมาซึ่งข้อเตือนใจถึงความพร้อมของตนเองในการที่จะดูแลไม่เพียงแต่ทรัพย์สินภายนอกไม่ให้ตกหล่นสูญหาย แต่รวมถึงความพร้อมที่จะสร้างและดูแลอริยทรัพย์ภายใน ที่ไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆ อีกทั้งยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางได้อีกด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-680696335483572084?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/680696335483572084/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=680696335483572084' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/680696335483572084'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/680696335483572084'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/07/blog-post.html' title='ไอโฟนหายให้รีบตัก'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-DauLSCx4GMs/TgqIazZh6mI/AAAAAAAAC1w/AhROoIawYws/s72-c/i.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-9058525484197208570</id><published>2011-06-11T08:00:00.000+07:00</published><updated>2011-06-11T16:17:29.251+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><title type='text'>เดินทางสู่กระบวนทัศน์ใหม่: รินน้ำใจให้กัน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-GBMZ9CSDD0Q/TfMu9QM5_QI/AAAAAAAAC04/TqvuuVJ3UMQ/s1600/211024_195408947171962_3445196_n.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 200px; height: 276px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-GBMZ9CSDD0Q/TfMu9QM5_QI/AAAAAAAAC04/TqvuuVJ3UMQ/s320/211024_195408947171962_3445196_n.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5616884790117137666" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์ หนังสือพิมพ์มติชน&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2554&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่ว่าเราจะเป็นหญิง เป็นชาย หรือเพศที่สามสี่ห้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่ว่าเราจะกาเบอร์ไหน เสื้อสีอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่ว่าเราจะชอบเรยาหรือไม่ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มนุษย์ทุกคนมีความกรุณาเป็นพื้นฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ข้างต้นเป็นคำโปรยในแผ่นประชาสัมพันธ์ของโครงการสร้างสรรค์สังคม “รินน้ำใจให้กัน” อ่านดูสี่บรรทัดข้างต้นแล้วเห็นชัดเจนถึงชุดความเชื่อของกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังไม่น้อย ว่ามีใจเปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ความคิดความเชื่ออย่างมาก มองข้ามเรื่องการเมืองแบบแบ่งสีแบ่งฝ่าย และเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีความดีงามเป็นพื้นฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนที่มีคุณสมบัติเหล่านี้นี่แหละที่ชาวจิตวิวัฒน์พูดถึงอย่างสม่ำเสมอ โดยเชื่อว่าจะเป็นผู้มีบทบาทอย่างยิ่งในการกอบกู้อารยธรรมของมนุษยชาติ ที่กำลังเผชิญกับการท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ อาจจะครั้งสำคัญที่สุดตั้งแต่เราถือกำเนิดมาเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหรือสปีชีส์ใหม่ ที่เรียกว่า Homo sapiens เมื่อสองแสนปีมาแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วิกฤตที่อยู่เบื้องหน้าอาจจะนำมาซึ่งการสูญพันธุ์ หรือวิวัฒนาการที่จำเป็นเพื่อให้เราสามารถอยู่รอดได้ คือ เปลี่ยนจากยุคของการให้คุณค่ากับวัตถุไปสู่ยุคของการให้คุณค่ากับเรื่องของจิตใจ จิตวิญญาณ เป็นวิวัฒนาการของจิตไปสู่จิตวิญญาณ หรือตามที่ ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ เรียกว่าเป็น “ยุคแห่งจิตวิญญาณ” เป็นการเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ใหม่ทางสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ใหม่นี้ได้มีงานวิจัยและงานเขียนไว้จำนวนไม่น้อย อาทิ รายงาน Mankind at Turning Point และ The First Global Revolution โดยคลับแห่งโรม (Club of Rome) หนังสือ The Great Turning: From Empire to Earth Community โดย เดวิด กอร์เต็น (David Korten) รายงาน Shift Report และหนังสือ Global Shift: How a New Worldview Is Transforming Humanity โดยสถาบันโนเอติกซายน์ (Institute of Noetic Sciences) รวมถึงงานเขียน ยุทธศาสตร์รัตนโกสินทร์ โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี และ สู่มิติที่ห้า โดย ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเปลี่ยนผ่านนี้ เป็นกระบวนการที่ต้องการผู้ช่วยจำนวนไม่น้อย อาจจะหลายร้อยล้านคนทีเดียว ทั้งสำหรับการทำหน้าที่ดูแลการจากไปของกระบวนทัศน์เก่าที่ไม่สามารถอธิบายหรือแก้ไขโจทย์ที่ซับซ้อนเช่นในปัจจุบัน และการเตรียมทำคลอดกระบวนทัศน์ใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แล้วคนจำนวนมากมายเช่นนี้จะมีลักษณะร่วมกันอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พอล เอช เรย์ (Paul H. Ray) นักสังคมวิทยา และ เชอร์รี่ รูธ แอนเดอร์สัน (Sherry Ruth Anderson) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ทำการสำรวจวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าชาวตะวันตกสามารถแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มประเพณีนิยม (Traditionals) กลุ่มทันสมัย (Moderns) และกลุ่มสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม (Cultural Creatives) กลุ่มสุดท้ายนี้เป็นคนที่ไปพ้นจากกระบวนทัศน์มาตรฐานเดิม คือ พ้นจากความเชื่อสองขั้ว เช่น ประเพณีนิยม-ทันสมัย หรือ อนุรักษ์นิยม-หัวก้าวหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผลสำรวจเมื่อปีค.ศ.๑๙๙๙ พบว่าในสหรัฐอเมริกา มีประชากรกลุ่มประเพณีนิยม อยู่ประมาณ ร้อยละ ๒๔.๕ กลุ่มทันสมัยประมาณร้อยละ ๔๘ และกลุ่มสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมประมาณร้อยละ ๒๖ หรือห้าสิบล้านคน (ในขณะที่ยุโรปมีประมาณ ๘๐-๙๐ ล้านคน) (The Cultural Creatives: How 50 Million People Are Changing the World) และจากผลสำรวจเมื่อปีค.ศ.๒๐๐๘  ประชากรกลุ่มนี้ในอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๓๔ หรือประมาณแปดสิบล้านคนแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กลุ่มสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมคือ กลุ่มที่เรย์และแอนเดอร์สันให้ความสนใจอย่างยิ่ง กลุ่มนี้มักมีคุณลักษณะ เช่น รักธรรมชาติ ใส่ใจ ให้คุณค่ากับการอนุรักษ์ เป็นกังวลกับการทำลายธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตระหนัก ใส่ใจกับประเด็นในระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การเพิ่มประชากรมากเกินไป และต้องการให้มีการแก้ไข เช่น ลดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ยินดีที่จะจ่ายภาษีมากขึ้นหรือจ่ายมากขึ้นสำหรับสินค้าหากว่าเงินนั้นใช้ในการบำรุงสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาและดูแลความสัมพันธ์ ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้อื่น และช่วยให้ได้พัฒนาคุณสมบัติที่แต่ละคนมี มีจิตอาสาช่วยเหลือในประเด็นที่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในด้านการเมือง  กลุ่มนี้ไม่พอใจกับการเมืองแบ่งแยก  แบ่งสี แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซ้ายขวา แต่ไม่ต้องการเป็นฝ่ายตรงกลางที่ไม่ชัดเจน ไม่มีจุดยืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เป็นพวกที่ให้ความสนใจมากกับการพัฒนาด้านจิตวิทยาและจิตวิญญาณ เห็นว่าเรื่องจิตวิญญาณเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ต้องการความเสมอภาคในงาน ระหว่างหญิงชาย และการมีผู้นำที่เป็นสตรีในภาคธุรกิจและการเมือง ห่วงใยเรื่องความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก ต้องการให้ภาคการเมืองและรัฐบาลลงทุนเพิ่มเติมในด้านการศึกษา โครงการชุมชน และเพื่อสนับสนุนอนาคตที่มีความยั่งยืนด้านนิเวศ เป็นห่วงวิธีการที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลกำไร รวมถึงการทำลายธรรมชาติและแสวงหาประโยชน์จากประเทศที่จนกว่า สามารถดูแลเรื่องการเงินและค่าใช้จ่ายได้ ไม่ชอบค่านิยมสังคมทันสมัยที่เน้นความสำเร็จ การหาเงิน และการจับจ่ายบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย แต่ชอบผู้คน สถานที่ที่แตกต่าง ชอบมีประสบการณ์และเรียนรู้จากวัฒนธรรมอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พวกเขามักมองโลกอนาคตในแง่ดี และต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์วิถีดำเนินชีวิตที่ใหม่และดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คุณค่าหลักที่กลุ่มนี้ยึดถือ คือ การเสียสละเพื่อผู้อื่น การตื่นรู้และตระหนักในตนเอง  การพัฒนาด้านจิตวิญญาณ  และการร่วมลงมือปฏิบัติการในภาคสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ชาวจิตวิวัฒน์เชื่อว่ากลุ่มสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมที่มีคุณสมบัติเหล่านี้คือคนที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ใหม่เป็นไปได้ และเป็นไปได้เร็วขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      และเราอาจเห็นตัวอย่างจากหมู่เพื่อนที่ให้เกียรติมาเยี่ยมเยียนกลุ่มจิตวิวัฒน์ ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้านกระบวนทัศน์ใหม่ในชีวิตจริงที่มีรูปธรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ประมวล เพ็งจันทร์ เตือนใจ ดีเทศน์ โจน จันได รสนา โตสิตระกูล ภิกษุณีนิรามิสาจากหมู่บ้านพลัม พะตีจอนิและพฤ โอ่โดเชา ชาวปกาเกอะญอ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ประภาภัทร นิยม ยุค ศรีอาริยะ เดชา ศิริภัทร วัลลภา แวน วิลเลี่ยนส์วาร์ด วรภัทร์ ภู่เจริญ ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ นารี เจริญผลพิริยะ สุมาลี นิมมานิตย์ พัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง กรรณจริยา สุขรุ่ง กรินทร์ กลิ่นขจร กลุ่มหรี่เสียงกรุงเทพ มุทิตา พานิช สิวินีย์ สวัสดิ์อารี วนิสา สุรพิพิธ ชลลดา ทองทวี มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ ศุภลักษณ์ ทัดศรี กัญญา ลิขนสุทธิ์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      โครงการ “รินน้ำใจให้กัน” ในตอนต้นของบทความก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมในกระบวนทัศน์ใหม่ของ กัญญา ลิขนสุทธิ์ และเพื่อนๆ กลุ่ม “เพื่อนภาวนา” ซึ่งเป็นกลุ่มของหนุ่มสาวต่างศาสนา และไม่มีศาสนา (แต่สนใจด้านจิตวิญญาณ) ที่ชักชวนกันภาวนาทุกวัน (บ้างก็เรียกเจริญสติ นั่งสมาธิ สมถะวิปัสสนา เดินจงกรม) โดยเชื่อว่าการภาวนาเป็นรากฐานของการเกิดความมีสติ ระลึกรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยของการใช้ชีวิตและตัดสินใจอย่างมีปัญญา พวกเขาเชื่อว่าการภาวนาเป็นการแสดงออกอย่างสันติ สร้างสรรค์ ช่วยให้เรามีเวลาที่ช้าลง ตระหนักว่าเราจะนำพาตนและทุกๆ คน (ไม่เว้นแม้คนที่เราไม่เห็นด้วย) ไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ด้วยความรัก ความเข้าใจได้อย่างไร หัวใจคือการเข้าไปสร้างและสัมผัสสันติภาพภายในใจตนเองก่อน เป็นสันติภาพภายในที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      โครงการนี้เชิญชวนให้ผู้คนในสังคมมาทอดสะพานความกรุณาด้วยการรินน้ำใจให้กัน ไม่ว่าจะเป็นการให้คนในครอบครัว ครูบาอาจารย์ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนที่เราเพิ่งรู้จัก คนแปลกหน้า คนที่เราไม่ชอบไม่เห็นด้วย คนที่เรามีอคติ และให้ตัวเองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๔ นี้ ขอให้เราแต่ละคนได้หาโอกาสรินน้ำใจกันอย่างน้อยคนละสามครั้ง ในแต่ละสัปดาห์โดยมีรูปธรรม คือ ให้สิ่งของ ให้คำขอบคุณหรือกำลังใจ ให้คำชื่นชม และให้อภัย ตามลำดับ และเมื่อรินน้ำใจเสร็จแล้ว ทางกลุ่มเชิญมาแบ่งปันเรื่องราวกันที่ &lt;a href="http://www.facebook.com/pages/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2/110188039016714?sk=info"&gt;facebook : เพื่อนภาวนา&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากเราได้กลับไปลองอ่านคำโปรยสี่บรรทัดก็จะเห็นว่าสอดคล้องกับคำอธิบายของกลุ่มสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      และภารกิจช่วยเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ใหม่ก็อาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการ “รินน้ำใจให้กัน” เช่นนี้เอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-9058525484197208570?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/9058525484197208570/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=9058525484197208570' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/9058525484197208570'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/9058525484197208570'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/06/blog-post.html' title='เดินทางสู่กระบวนทัศน์ใหม่: รินน้ำใจให้กัน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-GBMZ9CSDD0Q/TfMu9QM5_QI/AAAAAAAAC04/TqvuuVJ3UMQ/s72-c/211024_195408947171962_3445196_n.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-6495474047036586883</id><published>2011-05-21T20:00:00.000+07:00</published><updated>2011-05-21T20:50:20.355+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>ภาวนากับเพื่อน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/-sWc6SlakP88/TcwR2Zltz2I/AAAAAAAAC0Y/eh8ONu-2-54/s1600/229876_198671923501658_110188039016714_456900_2975044_n.jpg"&gt;&lt;img style="float: left; margin: 0pt 10px 10px 0pt; cursor: pointer; width: 130px; height: 320px;" src="http://1.bp.blogspot.com/-sWc6SlakP88/TcwR2Zltz2I/AAAAAAAAC0Y/eh8ONu-2-54/s320/229876_198671923501658_110188039016714_456900_2975044_n.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5605875262449110882" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เคยตั้งใจจะภาวนาทุกวันไหมครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    แล้วทำได้ตามตั้งใจไหมเอ่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ถ้าทำได้  ก็ขอแสดงความยินดีและอนุโมทนาด้วยใจจริงนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    แต่ถ้าไม่ได้  แล้วมีคำตอบให้ตนเองไหมครับ ว่าทำไมจึงทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ผมคาดว่าสาเหตุของคนจำนวนไม่น้อย คือ ตั้งใจไว้คนเดียว แล้วก็ทำคนเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เมื่อมีงานยุ่งหน่อย เลิกดึกหน่อย งานเลี้ยงค่ำหน่อย  หรือมีบางอย่างที่เราบอกตนเองว่านี่ก็สำคัญนะ แล้วเราก็ยกเว้นการภาวนาที่ตั้งใจไว้สักวัน บางครั้งก็หลายวัน นานวันเข้าก็ fail และหยุดไปเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ผู้รู้จำนวนไม่น้อยได้เคยเอ่ยถึงความสำคัญของเพื่อนร่วมการปฏิบัติไว้อย่างมาก บ้างถึงกับเทียบว่าการมีเพื่อนที่ดีนั้นเท่ากับทั้งหมดของการครองชีวิตอันประเสริฐเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    หากใครคิดจะภาวนาทุกวัน ขอแนะนำให้รู้จักกับกลุ่ม “เพื่อนภาวนา” ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เพื่อนภาวนาเป็นกลุ่มของเพื่อนๆ  ต่างศาสนา และไม่มีศาสนา ที่ชักชวนกันภาวนาทุกวัน (บ้างก็เรียกหรือเข้าใจว่า เจริญสติ นั่งสมาธิ สมถะวิปัสสนา หรือเดินจงกรมก็ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    โดยเชื่อว่าการภาวนาเป็นรากฐานของการเกิดความมีสติ ระลึกรู้ ซึ่งเป็นฐาน เป็นปัจจัยของการใช้ชีวิตและตัดสินใจอย่างมีปัญญามากขึ้น ในสถานการณ์ยากๆ ทางการเมือง ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับฝ่ายใด หรือไม่เห็นด้วยกับฝ่ายใดก็ตาม รวมถึงในสถานการณ์ยากๆ ทางสภาพแวดล้อม ไม่ว่าเราจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อม ไม่ว่าเราจะเชื่อว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตหรือไม่ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ภาวนาเป็นการแสดงออกอย่าง active สันติ สร้างสรรค์  ช่วยให้เรามีเวลาที่ช้าลง มีสติ ตระหนักว่าเราจะนำพาตนและทุกๆ คน (ไม่เว้นแม้คนที่เราไม่เห็นด้วย) ไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ด้วยความรัก ความเข้าใจได้อย่างไร การช่วยให้เรามีทีท่าที่เหมาะสมว่าจะอยู่กับความทุกข์หรือปัญหาได้อย่างไร มีอะไรบ้างที่เราควรทำ/ไม่ควรทำ มีอะไรบ้างที่เราต้องทำ/ต้องไม่ทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    หัวใจของการภาวนา  คือ การเข้าไปสร้างและสัมผัสสันติภาพภายในใจตนเองก่อน  เป็นสันติภาพภายในที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    กลุ่มเพื่อนภาวนานัดมาปฏิบัติร่วมกันทุกวัน ตั้งแต่คราวชาวเสื้อแดงชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อปี ๒๕๕๓ โดยในช่วงเหตุการณ์นั้นก็ใช้สถานที่ของสวนเบญจสิริและบ้านเซเวียร์ และหลังจากนั้นก็อาศัยสถานที่ส่วนตัว ตามอัธยาศัย แต่ก็นัดแนะ ช่วยเหลือ สนับสนุนกันในการเดินทางที่มีของล่อ กับดัก และหลุมพรางของโลภะ โทสะ โมหะต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ย่างเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ นี้ เข้าใกล้เทศกาลยุบสภา หาเสียง และเลือกตั้ง ผู้คนอาจจะอยู่ในสภาวะตึงเครียด อีกทั้งยังมีข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติมาอย่างไม่หยุดหย่อน  กลุ่มเพื่อนภาวนาได้จัดโครงการรณรงค์ “Med for a Month” Med นี้ที่มาจากคำว่า Meditation นั่นเอง  เรารณรงค์เพื่อชักชวนเพื่อนๆ ในเครือข่าย และเพื่อนใหม่ ทุกเพศ ทุกวัย มาพร้อมใจภาวนาร่วมกันอีกทุกวัน โดยจะภาวนาที่ไหนก็ได้ซึ่งเป็นสถานที่สงบและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติของตัวเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เพื่อนๆ ได้เริ่มภาวนากันอย่างง่ายๆ สบายๆ ไม่คาดหวัง กันตั้งแต่วันที่ ๑  พฤษภาคม และตั้งใจไว้ว่าจะทำต่อเนื่องกันอย่างน้อยสี่สัปดาห์ มีประเด็นร่วมกันใคร่ครวญในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สัปดาห์ที่  ๑  ภาวนาวันละ ๑๕ นาที สัปดาห์แห่งความรัก - เมตตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สัปดาห์ที่  ๒ ภาวนาวันละ ๒๐ นาที สัปดาห์แห่งความปรารถนาดี - กรุณา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สัปดาห์ที่  ๓ ภาวนาวันละ ๒๕ นาที สัปดาห์แห่งความยินดี - มุทิตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สัปดาห์ที่  ๔ ภาวนาวันละ ๓๐ นาที สัปดาห์แห่งความไว้วางใจ – อุเบกขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    (แต่หากทำไม่ได้ทุกวัน หรือไม่ตามเวลาข้างต้นก็ไม่เป็นไรนะครับ หัวใจคือได้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางกัน ได้ลอง ได้ลงมือด้วยกันครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    และหลังจากที่แต่ละคนได้ภาวนาในแต่ละวัน ขอเชิญชวนเข้ามารายงานตัวและแลกเปลี่ยนกันได้ที่เฟซบุ๊ก facebook หน้า “เพื่อนภาวนา” หรือ twitter ที่ “@siambhavana”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เป็นการเชื่อมโยงชุมชนในโลกจริงกับชุมชนออนไลน์เข้าด้วยกัน เชื่อมร้อยทุกหัวใจและความตั้งใจงามด้วยการเข้ามาเล่าสู่กันฟัง ถึงประสบการณ์ ซักถาม ตอบข้อสงสัย ตลอดจนเป็นกำลังใจให้กับการเดินทางซึ่งกันและกัน และที่สำคัญที่สุด ก็คือ เป็นเพื่อนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เพื่อนๆ หลายคนบอกว่าตนผัดผ่อนมานาน ทำๆ เลิกๆ มาได้ลงมือจริงจัง ก็งานนี้แหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    มาเป็นภาวนาเป็นเพื่อนกันนะครับ  :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-6495474047036586883?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/6495474047036586883/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=6495474047036586883' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/6495474047036586883'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/6495474047036586883'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/05/blog-post_21.html' title='ภาวนากับเพื่อน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/-sWc6SlakP88/TcwR2Zltz2I/AAAAAAAAC0Y/eh8ONu-2-54/s72-c/229876_198671923501658_110188039016714_456900_2975044_n.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-2929847372873486325</id><published>2011-04-10T07:00:00.001+07:00</published><updated>2011-04-10T07:00:02.768+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><title type='text'>ขอโทษที่ให้ถือสายรอนะคะ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/-f37A2kOXzF0/TZ6tzgqpMvI/AAAAAAAACzQ/WMq1U0pKZys/s1600/T.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 210px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/-f37A2kOXzF0/TZ6tzgqpMvI/AAAAAAAACzQ/WMq1U0pKZys/s320/T.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5593098887694463730" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “สวัสดีค่ะ บริษัททรู ยินดีให้บริการค่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าผมพูดสายอยู่กับคุณอะไรครับ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเริ่มบทสนทนาเพื่อขอติดตั้งโทรศัพท์พื้นฐานและอินเตอร์เนทกับพนักงานคอลเซนเตอร์ของบริษัท ด้วยการถามชื่อของพนักงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การติดต่อทางโทรศัพท์กับพนักงานบริการลูกค้าเป็นเรื่องที่หลายคนอิดหนาระอาใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเองตอนอยู่ต่างประเทศก็มีประสบการณ์ทำนองนี้ไม่น้อย เพราะการติดตั้ง เปลี่ยนแปลง ยกเลิกบริการสาธารณูปโภคและอื่นๆ ก็ล้วนทำผ่านทางโทรศัพท์ เรียกว่าเน็ทแรง ประปาไหล ไฟฟ้าติด โดยแทบไม่ต้องเจอหน้าคนเป็นๆ เลย  ก็เลยมีประสบการณ์แย่ๆ และยากๆ ทางโทรศัพท์อยู่บ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อปรึกษาเพื่อนๆ  เจ้าของประเทศ เขาก็มักจะโทษปลายสายว่านี่แหละเป็นเพราะ outsource จ้างแรงงานภายนอก จนเป็นที่รู้กันว่าถ้าอยากจะได้รับบริการที่ดี (กว่า) ก็ให้ถามชื่อเสียงเรียงนามของพนักงานไว้เลยตั้งแต่เริ่มต้นคุย มีเรื่องอะไรก็จะติดตาม อ้างอิงกันได้ถูก  “พวกเนี้ยไม่รู้เรื่องอะไร หากเราจะเอาอะไรต้องทำเป็นโมโห พูดเสียงดังๆ โวยวายๆ เรียกร้องให้มากเข้าไว้ ถึงจะได้” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมได้ลองพูดจาทางโทรศัพท์แบบคนท้องถิ่นดู ปรากฏว่าได้ผลจริงๆ ติดต่ออะไรดูเหมือนจะสำเร็จ พนักงานทำตามให้ได้เสมอๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อมาลองใช้ที่ไทยก็ได้ผลคล้ายกัน  เพียงแต่ผลไม่ได้เกิดในบริการที่อยากได้เท่านั้น ยังเกิดกับตัวเองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผลที่สังเกตเห็นคือวางสายโทรศัพท์แล้วใจมักจะเต้นแรง เลือดขึ้นหน้า เหมือนไปรบทัพจับศึกกับใครมา บางครั้งต้องรออยู่เป็นสิบนาทีกว่าจะกลับมารู้สึกเป็นปรกติ  หลายครั้งก็มีความรู้สึกผิดปนงงๆ สงสัยมาด้วย ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ได้คุ้มกับที่เสียไปหรือไม่  ตั้งคำถามกับตนเองว่าเพื่อบริการที่ได้เพิ่มขึ้นมานิดหนึ่ง (ใช่ว่าจะดีกว่าเสมอไป) เราถึงกับยอมเสียจิตวิญญาณเชียวหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ระยะหลังก็เลยเลิกขึ้นเสียงกับปลายสาย ยอมใช้เวลามากกว่านิดหน่อย พยายามฟังและสื่อสารให้มากขึ้น เอาเท่าที่ได้ นิดๆ หน่อยๆ ก็ปล่อยไป หากรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบมากก็เปลี่ยนบริษัทแทน  แต่ก็ยังมีความคุ้นเคยเดิมๆ เรื่องการถามชื่อพนักงานติดมาอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รอบนี้ปลายสายบอกว่าชื่อคุณสุจินต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมใช้เวลาอยู่ในสายกับคุณสุจินต์ประมาณสิบกว่านาทีเพราะมีเรื่องสอบถามเรื่องโปรโมชั่น บริการเสริม นัดหมายติดตั้ง และอื่นๆ อยู่มาก บางครั้งที่เธอให้ถือสายรอ เพื่อไปถามแผนกอื่นขอข้อมูลมาให้  เมื่อเห็นว่าอาจจะต้องรอนานเธอก็ขอเบอร์ติดต่อและบอกว่าจะติดต่อกลับ  ผมให้เบอร์ไปแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะเคยมีพนักงานที่ว่าจะติดต่อกลับ แต่รอแล้วรออีกก็ไม่โทรมา ต้องโทรไปเริ่มดำเนินการใหม่หมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่คุณสุจินต์เธอรักษาคำพูด โทรกลับมา สามารถตอบคำถามและช่วยจัดการต่างๆ ตามที่ผมต้องการได้หมด แถมบางอย่างเธอก็ช่วยเหลือให้เพิ่มเติม มากกว่าที่มักจะได้รับจากพนักงาน คอลเซนเตอร์ธรรมดาทั่วไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เป็นการติดต่อทางโทรศัพท์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ถึงขนาดเมื่อผมเล่าให้คนที่บ้านฟังยังออกปากชมว่าบริการเยี่ยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมรู้สึกดีที่ได้รับบริการที่ดี แต่ที่สำคัญกว่าคือได้มีความสัมพันธ์ที่ดี กับมนุษย์อีกคนหนึ่งที่อีกปลายของสายโทรศัพท์  ดีใจที่ได้ถามชื่อและเรียกชื่อเธอทุกครั้งที่มีโอกาส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พนักงานเขาให้เกียรติเรียกชื่อเราได้ เราก็น่าจะสามารถให้เกียรติและเรียกชื่อเขาได้เช่นกัน  ให้ความรู้สึกดีกว่าที่ได้สนทนาติดต่อกับคนจริงๆ มากกว่า ได้ติดต่อกับพนักงานหมายเลขนั้นหมายเลขนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ตลอดเวลาการสนทนา  น้ำเสียงเธอแจ่มใส พูดจาไพเราะ  ฟังดูยินดีให้บริการมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      น่าภูมิใจแทนบริษัทที่มีพนักงานที่ทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีเหมือนเป็นมูลค่าเพิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมไม่ทราบว่าบริษัทดูแลพนักงานอย่างไร  แต่มองโลกในแง่ดีว่าบริษัทนี้ก็คงจะดูแลพนักงานดีในระดับหนึ่ง จึงทำให้เธอมีความสุขและพร้อมจะแบ่งปันบริการที่ดีให้ลูกค้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลูกค้าเองหากเรียกขานชื่อในฐานะที่เธอเป็นเพื่อนมนุษย์ เป็นคนผู้มีเลือดเนื้อหัวใจ เมื่อให้เกียรติแก่ผู้ให้บริการ เธอก็คงให้เกียรติและยินดีช่วยเหลือลูกค้าในฐานะเพื่อนมนุษย์เช่นกัน ไม่ใช่บริการไป ในใจก็เกรงกลัวไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;โลกนี้คงจะน่าอยู่ขึ้นมาก หากเราส่งเสริมให้คนดูแลกันและกัน สนับสนุนบริษัทองค์กรห้างร้านต่างๆ ดูแลพนักงานให้ดี มีความสุขกายสบายใจ ดูแลและปฏิบัติต่อกันอย่างให้เกียรติในความเป็นมนุษย์ ส่งต่อและรับมอบความเอาใจใส่กัน เพราะเราได้รับการดูแลอย่างดี เราจึงมอบการดูแลที่ดีนี้ให้เช่นเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-2929847372873486325?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/2929847372873486325/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=2929847372873486325' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/2929847372873486325'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/2929847372873486325'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/04/blog-post.html' title='ขอโทษที่ให้ถือสายรอนะคะ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/-f37A2kOXzF0/TZ6tzgqpMvI/AAAAAAAACzQ/WMq1U0pKZys/s72-c/T.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-8081017266310729244</id><published>2011-03-13T22:19:00.002+07:00</published><updated>2011-03-13T22:21:40.483+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>มีครูคือมีราก</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-BH6jbs95YHk/TXzgwbGv_0I/AAAAAAAACyM/Lrc3SYBp3bA/s1600/1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 239px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-BH6jbs95YHk/TXzgwbGv_0I/AAAAAAAACyM/Lrc3SYBp3bA/s320/1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5583584760546983746" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ขณะเดินลงจากศาลาวัดป่าบ้านตาด ด้านล่างมีรูปพ่อแม่ครูจารย์  หลวงตามหาบัว พร้อมคำพูดของท่าน “ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเกิดอีกตลอดอนันตกาล”  ใจที่รู้สึกอาลัย กลับรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที  ผมรู้ในใจทันทีว่านี่แหละคือที่สุด (peak) ของการเดินทางมาอุดรธานีในช่วงเวลาแค่ ๒๔ ชั่วโมงเที่ยวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การได้ไปกราบลาพ่อแม่ครูจารย์  เป็นกิจหนึ่งในชีวิตที่ผมทำแล้วรู้สึกชื่นใจ สบายใจ ทำให้ใจมีพลัง เป็นกิจที่มีคุณค่าและความหมายสำหรับชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กิจที่ทำนี้มีคุณค่า เพราะเกี่ยวเนื่องด้วยครูบาอาจารย์ของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กิจที่ทำนี้มีความหมาย เพราะมันชี้ว่าเราเป็นคนมีครู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การมีครูบาอาจารย์เป็นส่วนสำคัญในการเติบใหญ่ของเราทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูบาอาจารย์ทางด้านจิตวิญญาณนั้นมีคุณค่ามีความหมายต่อชีวิตมาก เพราะว่าท่านไม่ได้ทำให้เรามีแค่เพียงความรู้เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากเฉพาะส่วนของความรู้ ผมนึกถึงคำกล่าวอันโด่งดังของชาวตะวันตกที่ว่า “ยืนอยู่บนบ่าของยักษ์” (Stand on the shoulders of giants) หากใครเคยไปยังเกาะอังกฤษอาจจะได้เห็นข้อความนี้เขียนอยู่บนเหรียญสองปอนด์สเตอร์ริงด้วย คำกล่าวนี้ถูกทำให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายโดยเซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้ค้นพบทฤษฎีแรงโน้มถ่วงและวางพื้นฐานของกลศาสตร์คลาสสิก มีหมายความว่าคนรุ่นหลังสามารถพัฒนาความรู้เพิ่มเติมได้มากขึ้นได้ก็เพราะมีความเข้าใจในงานและผลงานวิจัยอันเป็นผลงานที่มีมาก่อนหน้าจากนักคิดนักค้นคว้าในอดีต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่สำหรับครูบาอาจารย์นั้น ท่านไม่ใช่เพียงแค่ทำให้เรามีความรู้ ท่านยังเป็นแนวทางคำตอบให้เราด้วย บางครั้งเราเจอสถานการณ์รุนแรง ยากๆ ในชีวิต เมื่ออยู่ในวังวนของเหตุการณ์ อาจงงเป็นไก่ตาแตก นึกไม่ออก ไปไม่เป็น การมีครูบาอาจารย์คือโอกาสที่ได้ไปปรึกษา หรือถึงแม้ท่านไม่อยู่แล้ว ท่านก็ยังเป็นแรงบันดาลใจ เป็นช่องทางที่เราเข้าไปค้นหาคำตอบในตัวเรา เพียงแค่เรานึกว่า หากเป็นท่านล่ะ ท่านจะทำอย่างไร การนึกถึงครูบาอาจารย์ในสถานการณ์ยากลำบาก ทั้งทำให้เราสงบลง ให้เวลากับการใคร่ครวญพิจารณา และเป็นโอกาสทบทวนคำสอน และตัวอย่างการใช้ชีวิตของท่านซึ่งเราเคารพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การระลึกได้ว่าเราเป็นคนมีครู ทำให้เราดำเนินชีวิตอย่างมีรากฐานที่เราเชื่อมั่นศรัทธา ไม่ว่าในช่วงเวลาสถานการณ์ใดที่เราได้เผชิญ ย่อมมีพลังโน้มนำให้เราละอายและเกรงกลัวต่อการกระทำที่ไม่ดีมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความกตัญญูระลึกถึงบุญคุณของท่าน ก็อาจเป็นพลังที่มาช่วยชีวิตของเราได้ทันท่วงทีก็เป็นได้ เป็นพลังช่วยจรรโลงจิตใจและบ่มเพาะกุศลในจิต ไม่ให้ชีวิตเราตกไปสู่ที่ต่ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความเป็นคนมีครู เป็นผู้ตระหนักในการมีรากของตนนั้น  ทำให้เราเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้เราไม่หลงอหังการ์ ว่าไม่ใช่เราเก่งคิดเอง เหมือนอย่างที่ฝรั่งหรือเด็กสมัยใหม่ที่มั่นใจในตัวเองจัด จนมักคิดว่าฉันเก่ง ฉันคิดได้เอง หลงไปว่าการคิดวิเคราะห์และข้อสรุปของตนนั้นเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เล่าเรื่องความหมายของการมีครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถือให้กับบรรดาลูกศิษย์และรุ่นน้องฟัง ใช้เวลาค่อยๆ อธิบายให้เขาเห็นว่าสายการปฏิบัติที่เขาได้มีประสบการณ์นั้น มีที่มาที่ไป เปรียบเหมือนคนที่อยู่ปลายน้ำได้ใช้น้ำที่สะอาดชื่นใจ เพราะมีตาน้ำบริสุทธิ์ใสให้กำเนิดเป็นต้นธารอยู่บนเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ถ้านับจากพ่อแม่ครูจารย์แล้ว พวกเขาอาจจะนับเป็นศิษย์รุ่นที่สี่แล้ว  ในขณะที่ถัดขึ้นไปจากท่านก็มีพระอาจารย์มั่น และสามารถย้อนกลับไปถึงสองพันกว่าปี หรือมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนมีครูก็คล้ายดั่งต้นไม้มีราก ต้นไม้ที่มั่นคงสูงใหญ่ขึ้นไปเหนือพื้นดินเท่าใด ก็ยิ่งต้องมีส่วนที่หยั่งรากลงลึกมากขึ้นเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-8081017266310729244?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/8081017266310729244/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=8081017266310729244' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8081017266310729244'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8081017266310729244'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='มีครูคือมีราก'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-BH6jbs95YHk/TXzgwbGv_0I/AAAAAAAACyM/Lrc3SYBp3bA/s72-c/1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-9121325178523357429</id><published>2011-02-13T07:00:00.001+07:00</published><updated>2011-02-13T07:00:03.515+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>รักจี๊ดๆ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TVAS-G0ZlkI/AAAAAAAACxM/9y0tf14VwR0/s1600/happy_valentine__by_simoendli.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TVAS-G0ZlkI/AAAAAAAACxM/9y0tf14VwR0/s320/happy_valentine__by_simoendli.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5570973597248886338" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     มีวิธีการอะไรบ้างที่เราทำเพื่อให้เราได้รับความรัก?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มีรูปแบบการกระทำไหนบ้างที่เราใช้แสดงออกถึงความรัก?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในบรรยากาศวันวาเลนไทน์แบบนี้  วิธีการพื้นฐานที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน ไม่ค่อยมีใครเข้าใจผิดก็เช่น ติดสติกเกอร์สีแดงรูปหัวใจให้กัน ซื้อดอกกุหลาบสีแดงมาให้ ซื้อชอกโกแลตมาฝาก ดอกกุหลาบยิ่งใหญ่ ชอกโกแลตกล่องยิ่งโต แปลว่ายิ่งรักมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ว่าในชีวิตประจำวันและแต่ละวันนั้น  เราต่างคนล้วนมีวิธีการหรือการแสดงออกอันแตกต่างหลากหลายกันมาก ขณะที่น้อยคนนักจะสามารถเข้าใจในสิ่งที่เราทำให้แก่เขา ว่านี่แหละรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     &lt;span style="font-weight:bold;"&gt; คนจำนวนมากจึงโกรธกัน  โมโหกัน เกลียดกัน ก็เพราะไม่เข้าใจในวิธีการในการกระทำแสดงออกเนื่องจากต้องการมอบความรัก หรือต้องการร้องขอความรักจากอีกฝ่ายหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นักศึกษาหญิงคนหนึ่ง จิตใจอ่อนโยน เธออ่อนไหวต่อความรู้สึกของผู้คน พยายามจะดูแลคนใกล้ชิดทุกคน แต่คนที่เธอมักจะทำให้เขาเซ็งได้บ่อยๆ คืออาจารย์ผู้สอนนี่เอง เพราะเธอแทบไม่ยอมตอบ ไม่ยอมพูดอะไรในชั้นเรียนเลย ไม่ว่าไม้อ่อนหรือว่าไม้แข็ง เรียกก็แล้ว ชวนก็แล้ว ขู่ก็แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ใครจะรู้ว่าที่เธอเงียบ ไม่ตอบคำถาม นั่นเป็นการกระทำสื่อว่าเธอต้องการได้รับความรัก  ไม่ใช่ว่าเธอไม่พยายาม เธอพยายามมาก แต่เมื่อไม่รู้คำตอบจริงๆ และก็อยากจะเอาใจอาจารย์ แต่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ตอบผิดไปก็เกรงว่าจะไม่เป็นที่รัก เลยทำเฉย นิ่งไว้ดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราทุกคนต้องการความรักจากคนอื่น  แต่เรากลับอยากให้คนที่เรารักแสดงออกถึงความรักในวิธีการของเราเท่านั้น เหมือนกรณีนักศึกษาอยากให้อาจารย์รัก  ก็เลยไม่ตอบถ้าไม่แน่ใจ ส่วนอาจารย์ก็หงุดหงิดไม่พอใจ  เพราะนักศึกษาไม่ได้แสดงออกในวิธีการตนเอง คือการตอบทุกคำถาม  ทั้งชั้นเรียนเลยอึดอัดอึมครึม ไร้บรรยากาศของความรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราชอบแสดงความรักในรูปแบบวิธีการของเรา  แต่หากเขาไม่เข้าใจ ไม่สามารถมองเห็นความรักที่อยู่ในวิธีการของเรา  เราก็เศร้าเสียใจ น้อยใจ หรือพาลโกรธไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นักศึกษาชายอีกคน  จิตใจงดงาม คุณค่าที่เขามีในชีวิตคือการช่วยเหลือผู้อื่น ขอให้เขาได้ทราบเถอะว่ามีใครกำลังเดือดร้อนเรื่องอะไร หากไม่เป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรง ไม่สุดวิสัยแล้วล่ะก็เขาจะพยายามเต็มที่ เขาจึงเป็นที่รักของเพื่อนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่สำหรับคุณแม่ของเขาเอง บางครั้งเขาก็ทำให้แม่จี๊ดมากๆ ด้วยการไว้ผมยาว ปล่อยหนวดเครารุงรัง ทั้งๆ ที่ก็ทราบว่าคุณแม่ไม่ปลื้มอย่างยิ่ง สาเหตุเพราะน้อยใจที่คุณแม่มักจู้จี้จุกจิกบังคับ เขาทำตัวอย่างนี้เพื่อส่งสัญญาณบอกให้แม่แสดงความรักในวิธีการแบบของเขา  ไม่ใช่แบบของแม่ สุดท้ายเซ็งกันไปทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ลึกๆ ทั้งคู่ก็รู้กันอยู่ว่ามีความรักให้กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คล้ายกับที่ผมเคยจี๊ดคุณพ่อ  “นี่ เช็คน้ำมันเครื่องหรือยัง” ท่านมักจะถาม พอได้ยินคำถามนี้เท่านั้น โอ๊ย ... มันจี๊ดครับ  “นี่ก็เพิ่งจะเช็คให้ดูไปเมื่อไม่กี่วันมานี่เองไง จำไม่ได้หรือไง” ผมนึกในใจ  แต่ปากบอกออกไปว่า “เช็คแล้วครับ”  เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก เรียกว่าแทบจะสัปดาห์ละหลายๆ ครั้ง เดี๋ยวถามเรื่องเช็คลมยางบ้าง เติมน้ำมันบ้าง เช็คน้ำกลั่นหม้อแบตเตอรี่บ้าง น้ำที่ปัดน้ำฝนบ้าง เล่นเอาผมมึนไปบ้างบางครั้ง โดยเฉพาะตอนรีบๆ เพราะเกรงว่าจะไปทำงานสาย ผมเคยสงสัยว่าคุณพ่อเป็นอัลไซเมอร์หรือความจำเลอะเลือนหรือเปล่า ถึงได้ถามบ่อยๆ เกือบทุกวัน ไม่เบื่อบ้างหรือไง ผมยังเบื่อเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่กี่ปีมานี้ถึงเข้าใจ  ก่อนหน้านี้ผมไม่เห็นเลยว่านั่นเป็นวิธีบอกรักบอกความใส่ใจของคุณพ่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าความไม่เข้าใจและอาการจี๊ดจะลดลงหรือหมดไปได้ หากเราหมั่นฝึกฝนมองและเตือนตนเองอยู่เสมอๆ ว่าคนเรานั้นมีหลายวิธีการที่จะสื่อสารความรัก &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เราต้องเปิดโอกาสให้ตนเองได้เข้าถึงและสามารถรับความรักจากผู้อื่นในหลากหลายรูปแบบ&lt;/span&gt;  เราจะไม่บังคับหรือคาดหวังให้เขาส่งความรักมาเฉพาะในช่องทางที่เราเลือก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ดูเหมือนว่ามันจะยาก แต่มันไม่เกินความสามารถของเราหรอกครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เพราะผมเชื่อว่าอะไรก็เป็นไปได้เสมอสำหรับความรัก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-9121325178523357429?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/9121325178523357429/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=9121325178523357429' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/9121325178523357429'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/9121325178523357429'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/02/blog-post.html' title='รักจี๊ดๆ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TVAS-G0ZlkI/AAAAAAAACxM/9y0tf14VwR0/s72-c/happy_valentine__by_simoendli.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-4882929047207486058</id><published>2011-02-12T11:00:00.000+07:00</published><updated>2011-02-16T23:56:26.703+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><title type='text'>ใกล้เกิด  ใกล้ตาย ใกล้กัน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/-qBtTcnlOpdY/TVwBh1wpLyI/AAAAAAAACxc/-jhI6Tcfh6o/s1600/E.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 213px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/-qBtTcnlOpdY/TVwBh1wpLyI/AAAAAAAACxc/-jhI6Tcfh6o/s320/E.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5574332119656247074" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์ หนังสือพิมพ์มติชน&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หญิงสาวผู้หนึ่งนอนราบอยู่กับพื้น  ดูอ่อนเพลีย เหงื่อออกจนโทรมกาย สักพักเธอร้องโหยหวนราวกับเจ็บปวด หายใจเข้าออกอย่างแรง ชีพจรเธอเต้นเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ความดันโลหิตสูงปรี๊ด เธอดิ้นบิดตัวอย่างทรมาน ที่พื้นมีเลือดของเธอที่ไหลซึมออกมาไม่หยุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลองจินตนาการภาพหญิงผู้นี้ดูสิครับ หากเป็นเรา เราจะดูแลเธออย่างไร ด้วยท่าทีอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลองซูมภาพมายังโลก ดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์กำลังดี  ไม่ร้อน ไม่หนาวจนเกินไป  ก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยร่วมโลกใบเดียวกันนี้กว่าสามสิบล้านชนิด  ขณะนี้โลกใบกลมกำลังตัวร้อน อุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ หน้า สาหร่ายที่อาศัยอยู่ในปะการังล้มหายตายจาก จนสีสันสวยงามของเหล่าปะการังหายไป แหล่งเพาะพันธุ์ปลาและสัตว์ทะเลอื่นๆ กลายเป็นสุสานร้างใต้น้ำสีซีดยาวสุดลูกหูลูกตา บนบกก็อุณหภูมิสูงไม่แพ้กัน น้ำแข็งที่ยอดเขาและขั้วโลกทั้งสองละลายไวเหมือนไอศกรีมนอกตู้แช่ พายุฝนแต่ละปีก็รุนแรงขึ้น ปรากฏการณ์ Cloud Burst ทำให้ลำธารที่เคยไหลรินกลายเป็นเชี่ยวกราก เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเมืองและคร่าชีวิตผู้คน แม้กระทั่งอาณาจักรลาดัก ติดประเทศทิเบต บนเทือกเขาหิมาลัย ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง ๓ กิโลเมตร ไม่เฉพาะแต่เทือกเขาสูงบริเวณหลังคาโลก ภูเขาในไทยแต่ละลูกก็ถูกตัดไม้จนหัวโล้น เหลือป่าเฉพาะในเขตอนุรักษ์เป็นหย่อมๆ เท่านั้น ฝนตกแต่ละฤดูชะเอาหน้าดินไหลออกสู่ทะเลแดงฉานน่ากลัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลองจินตนาการภาพโลกใบนี้ดูสิครับ หากเป็นเรา เราจะดูแลโลกใบนี้อย่างไร ด้วยท่าทีอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บางคนอาจจะคิดว่าเธอเป็นโรคร้ายแรง เป็นมะเร็งรักษาไม่หาย  มีโรคแทรกซ้อนรุมเร้ามากมาย อาการกำลังกำเริบหนัก เขาอาจจะพยายามให้เธอกินยา  ฉีดยา แถมด้วยให้ยาทางสายน้ำเกลือ อุณหภูมิที่สูงก็ต้องรีบลด  หาผ้าเย็นมาเช็ดลำตัว ที่ความดันสูงก็ต้องดูแลให้ยา ที่เลือดไหลก็ต้องรีบห้ามเลือดกันจ้าละหวั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่บางคนที่สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่มากไปกว่านั้น เห็นท้องที่ใหญ่โตของเธอ พบสัญญาณชีพเล็กๆ ในนั้น ด้วยการมองเห็นนี้ มันทำให้พวกเขาคิดมีวิธีดูแลเธอที่ต่างออกไป ตระเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสม กรรไกร ลูกยางแดง พยายามพูดคุยให้กำลังใจเธอที่จวนเจียนเหมือนจะหมดลม ราวกับจะขาดใจ แต่สักพักทุกคนก็ได้ยินเสียงร้องไห้จ้าของทารกแรกเกิดตัวน้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บางคนอาจจะคิดว่าโลกกำลังเป็นป่วยไข้ร้ายแรง เป็นมะเร็งรักษาไม่หาย มีโรคแทรกซ้อนรุมเร้ามากมาย อาการกำลังกำเริบหนัก ด้วยมุมมองนี้ ได้ทำให้พวกเขาพยายามเยียวยารักษาโลกจากอาการต่างๆ นานาเหล่านั้น ด้วยการให้ยา ใส่สารเคมีให้มากเข้า มีทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น หรือต้องผ่าตัดใหญ่ สร้างเขื่อน ทำทางระบายน้ำ เพื่อจัดการกับน้ำท่วม บางคนเห็นว่าอาการโลกตัวร้อน นี้ต้องฉีดสารเคมีประเภทซัลเฟอร์เข้าไปในชั้นบรรยากาศ เพื่อลดแสงอาทิตย์ บ้างก็ว่าต้องให้ทะเลกินธาตุเหล็ก เพื่อให้แพลงก์ตอนพืชที่อยู่ในท้องทะเลมากขึ้น โตเร็วขึ้น จะได้ดูดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงที่เราใช้กันและเป็นเหตุให้โลกร้อนออกจากชั้นบรรยากาศมากขึ้น ไปถึงกระทั่งผู้คนบางกลุ่มบางประเทศที่คิดและเชื่อว่าจะต้องกำจัดสิ่งมีชีวิตบางชนิด คนบางเผ่าพันธุ์ให้สิ้นไปจากโลก อาการของโลกจึงจะดีขึ้น พวกเขาสะสมอาวุธมากขึ้นๆ จนมีปริมาณที่สามารถทำสงครามฆ่ามนุษย์ทั้งโลกได้หลายรอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่อาจยังมีบางคนที่ชี้ชวนกันให้สังเกตและเฝ้าติดตามสัญญาณบางอย่างที่ค่อยๆ เกิดขึ้น จนขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ เขาเหล่านี้อาจบอกว่า ขอให้ดูสถานการณ์การเติบโตของขบวนการส่งเสริมสุขภาพองค์รวม การส่งเสริมสันติภาพ ความกระตือรือร้นและความสนใจของผู้คนต่อการพัฒนาทางจิตวิญญาณ การเรียนรู้ด้านในของตน การมีจิตวิวัฒน์และจิตตปัญญาในการใช้ชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ด้วยการมองเห็นนี้ ทำให้พวกเขาตระเตรียมหาอุปกรณ์ และประกอบสร้างโครงสร้างที่เหมาะสม เยียวยาอาการป่วยไข้ของโลกบนวิธีคิดที่ต่างออกไป ไม่เพียงจัดการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาทางการเมือง แต่ฟูมฟักเอื้อเฟื้อให้การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณได้เติบโต เป็นความพยายามประคับประคองโลกและมนุษยชาติที่เหมือนจะกำลังไปไม่รอดแล้ว แต่อีกไม่นานเขาอาจได้เห็นการเกิดขึ้นของกระบวนทัศน์ คำอธิบาย และแนวทางการอยู่ร่วมกันใหม่ ที่ไม่เพียงแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์เดิม แต่รวมถึงการสร้างเสริมความสัมพันธ์ใหม่ และสิ่งใหม่ๆ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อะไรคือความสามารถในการจำแนกแยกแยะคนเป็นมะเร็งกับคนตั้งครรภ์ออกจากกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อะไรคือความสามารถในการจำแนกแยกแยะสังคมที่กำลังตกต่ำแตกหักล่มสลายกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ความสัมพันธ์ใหม่ที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  อุณหภูมิการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจที่เสียหาย ผู้คนที่ล้มตาย เป็นเพราะโรคร้ายรักษาไม่หายเกาะกิน หรือเป็นอาการ เป็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านของระบบความคิดความเชื่อชุดเดิม ที่คับแคบ ไม่สามารถอธิบายและรองรับความจริงที่ซับซ้อนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จากความคิดความเชื่อที่เห็นโลกเป็นส่วนสุดสองด้าน ขาว-ดำ ฉันถูก-แกผิด ต้องมีผู้แพ้-ต้องมีผู้ชนะ ตีความทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาลส์ ดาร์วิน (อย่างผิดๆ) ว่าเป็นการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุด (Survival of the Strongest) ต้องโหดร้ายรุนแรงเข้มแข็งเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไปสู่ความคิดความเชื่อที่เห็นโลกอยู่ในสมดุลของความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน มีเฉดสีต่างๆ มากมายที่อยู่ร่วมกันอย่างบรรสานสอดคล้องเหมือนรุ้งบนท้องฟ้าที่กว้างขวางพอสำหรับรุ้งมากกว่าหนึ่งตัวด้วย ไม่จำเป็นต้องมีตัวเดียวโดดๆ ทุกฝ่ายสามารถเป็นเจ้าของชัยชนะร่วมกันได้ เห็นความดีในกันและกัน เห็นความจำเป็นและความงามในการดำรงอยู่ร่วมกัน เข้าใจทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาลส์ ดาร์วิน (อย่างถูกต้อง) ว่าเป็นการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุด (Survival of the Fittest) ต้องรู้จักปรับตัว ช่วยเหลือสนับสนุนกันด้วยจึงจะอยู่รอด และยิ่งไปกว่านั้น รู้ด้วยว่ามีความสัมพันธ์อย่างไร จึงจะสามารถทั้งอยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นอกเหนือไปจากใจและทักษะที่จะผ่า กำจัด ทำลาย ที่เราคุ้นเคยกันมากแล้ว  เห็นสิ่งที่อยู่ในมือเป็นของมีเหลี่ยมมีคม เป็นมีดเป็นค้อน เห็นอะไรก็จะแทง  จะตัด จะทุบไปหมด เราอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะฝึกทั้งใจและทักษะที่จะประกอบสร้าง ปลูกฝัง บ่มเพาะ ไปจนถึงทำคลอดกระบวนทัศน์ใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความสามารถในการจำแนกแยกแยะและสังเกตเห็นสิ่งที่แตกต่างนี้  อาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยก็ได้ ถ้าเราไม่เคยริเริ่มจะมองหา หรือไม่คิดแม้แต่ว่ามันจะมีหวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากเราเริ่มมองหา  เราอาจจะเริ่มมองเห็นก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การดูแลหญิงสาวผู้ป่วยหนักอย่างเข้าใจและตระเตรียมการกำเนิดใหม่ของชีวิตน้อยๆ อาจจะเป็นรูปธรรมตัวอย่างของการมองหาความรู้ทางการแพทย์และประสบการณ์ เพื่อให้เราได้มองเห็นโอกาสความเป็นไปได้ นอกเหนือไปจากปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่การดูแลเยียวยาโลกทั้งใบ ที่เป็นเสมือนคนไข้ขนาดยักษ์และมีความสลับซับซ้อนยิ่งกว่ามากมายนี้ สิ่งที่เรากำลังมองหาอาจไม่ใช่แค่ความรู้ทางเทคนิค ไม่ใช่แค่ประสบการณ์จากการแก้ปัญหาก่อนหน้า เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มันเกินไปกว่าความรู้เดิมๆ ประสบการณ์เดิมๆ ที่เราเคยใช้กันมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราอาจจะต้องมีสายตาที่เห็นกว้างไปกว่าแค่ปัญหาเฉพาะหน้า  มีใจที่เปิดรับได้มากกว่าแค่เรื่องราวที่เราคุ้นเคยและเชื่อตามกันมา และมีชีวิตที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับโลก เมื่อนั้นหรือเปล่า เราถึงจะเห็นโอกาสการกำเนิดใหม่ พร้อมกับสามารถประคับประคองอาการป่วยไข้ไปด้วยได้อย่างเหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ถ้าเราเริ่มมองหา  เราก็จะมองเห็น และสร้างความเป็นได้สำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้ขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้เวลาของเราจะเหลือน้อย  แต่ทางรอดของเราก็ยังพอจะมีครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-4882929047207486058?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/4882929047207486058/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=4882929047207486058' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/4882929047207486058'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/4882929047207486058'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/02/blog-post_12.html' title='ใกล้เกิด  ใกล้ตาย ใกล้กัน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-qBtTcnlOpdY/TVwBh1wpLyI/AAAAAAAACxc/-jhI6Tcfh6o/s72-c/E.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-5199706061272161333</id><published>2011-01-09T09:37:00.002+07:00</published><updated>2011-01-09T09:38:32.431+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>โครงงานชีวิต</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TSkfjfdxxbI/AAAAAAAACwY/G44Ra5LLY-g/s1600/L.jpeg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TSkfjfdxxbI/AAAAAAAACwY/G44Ra5LLY-g/s320/L.jpeg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5560009909567866290" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๔&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผมโตมายุคแรกเริ่มของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ตอนนั้นคุณครูส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก จำได้ว่าสมัยมัธยมพวกเรานักเรียนทุนด้านวิทยาศาสตร์ (พสวท.) ได้เรียน ได้ฝึก ได้ลอง ไปพร้อมๆ กับคุณครูที่โรงเรียนเลยด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แล้วผมก็ตกหลุมรักเจ้าสิ่งนี้ทันที ปิดเทอมใหญ่บางปีผมใช้เวลาอยู่ในแล็บกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ กินนอนในนั้นเลย ได้อยู่กับบ้านซึ่งห่างโรงเรียนแค่เดินถึง แบบตลอด ๒๔ ชั่วโมงแค่สองวันเท่านั้น ช่วงเรียน ม.๕ ก็ต่ออุปกรณ์ฉายรังสีแบบง่ายๆ ด้วยตนเอง ศึกษาการกลายพันธุ์ของเจ้าเชื้อ &lt;span style="font-style:italic;"&gt;E. coli&lt;/span&gt; ที่ได้รับการฉายรังสี โดยดูจากความสามารถในการต้านทานยาปฏิชีวนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จนปัจจุบันโครงงานวิทยาศาสตร์กลายเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของการเรียน ขนาดที่เรียกสั้นๆ ว่าโครงงาน คนก็มักจะเข้าใจว่าคือโครงงานวิทยาศาสตร์ มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนทุกระดับ แพร่หลายจนน่าเสียดายที่ทำให้โครงงานมีเหลือแค่โครงสร้างและรูปแบบ ความน่าสนใจที่เคยมีแต่เดิมกลับเป็นการเพิ่มภาระให้ทั้งคนสอนและคนเรียน  เราแทบจะถือว่ามันคืองานและการบ้านอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งครูต้องทำเพื่อให้มีผลงาน และนักเรียนต้องทำได้คะแนนสอบผ่าน เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมจึงแทบจะเพิกเฉยและไม่ใส่ใจอะไรกับความรักเก่านี้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ระยะหลังเมื่อได้กลับมาทำหน้าที่สอนเสียเอง ผมก็หวนกลับไปค้นหาเสน่ห์และตามหาหัวใจของความรักนี้  แล้วจึงพบว่าคู่รัก “โครงงาน” ของผมเป็นได้มากกว่าแค่โครงงาน “วิทยาศาสตร์”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในชั้นเรียนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มหิดล  ผมชวนให้นักศึกษาแต่ละคนทำโครงงานเพื่อศึกษาการเปลี่ยนจิตสำนึกจากการมีประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เชิญชวนให้ผู้เรียนให้ลองขยับจากเอา  “วิชา” (เช่น วิทยาศาสตร์) เป็นตัวตั้ง มาเอา “ชีวิตและการอยู่ร่วมกัน” เป็นตัวตั้งแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเล่าว่าปรกติเวลากลับบ้านที่ขอนแก่น เธอก็อยู่ส่วนเธอ คุณพ่อคุณแม่ คุณตาคุณยายก็อยู่ส่วนของท่าน มาพบกันตอนทานข้าว แล้วก็แยกย้ายกันไป ดูทีวีบ้าง อะไรบ้าง  แต่รอบนี้ เธอตั้งใจว่ากลับบ้านปีใหม่ จะทำโครงงานอยู่กับคุณตาคุณยายอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ คืออยู่ตรงนั้นในปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่ เพื่อคุณตาและคุณยายของเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นักศึกษาชายอีกคนรู้สึกแปลกแยก อึดอัดกับความเป็นเมืองใหญ่ของกรุงเทพ ที่ดูดกลืนทรัพยากรจากทั่วประเทศ อยากจะลองศึกษาดูว่าตนเองจะอยู่กับเมืองอย่างมีความสุข ทั้งที่รู้สึกเช่นนี้ได้อย่างไร เขาตั้งใจว่าจะลองเดินไปเรื่อยๆ ในเมือง ยิ้มและสบตากับคนที่เดินสวนกัน โดยดูว่าเขาจะสามารถอยู่รอด อยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมายโดยไม่ใช้เงิน ไม่สูบบุหรี่-ดื่มสุรา (ที่เขาติด) ได้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นอกจากนี้ยังมีโครงงานทดลองจำกัดพื้นที่ใช้สอยในห้องพักของตนเอง โดยได้ไอเดียจากเรื่องช้างถูกรุกรานพื้นที่ป่า  โครงงานเผชิญความอายของตน ด้วยการเดินเก็บขยะไปเรื่อยๆ จากสี่พระยา-มาบุญครอง-ราชเทวี-รามาธิบดี  โครงงานไปดูกระบวนการฆ่าสัตว์ในโรงเชือด เพื่อเข้าถึงความรู้สึกของช่วงเวลานั้น และศึกษาที่มาของอาหารก่อนมาถึงเรา โครงการไปลองทำนากับชาวนาที่ไม่ใช้สารเคมี และยังมีโครงการที่น่าทึ่งน่ามหัศจรรย์อีกเป็นจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      โครงงานมันน่าทึ่งน่ามหัศจรรย์ได้เพราะว่าเป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง ตั้งอยู่บนฐานชีวิตของผู้เรียนเอง  ครอบครัวก็ครอบครัวของเขา ความกลัว ความอึดอัด ก็เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของเขา เรียนแล้วจะเปลี่ยนหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา แต่อย่างน้อยเขาก็ย่อมจะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ละโครงงานล้วนมีพลังของชีวิตอันมีเอกลักษณ์ มีลายนิ้วมือของแต่ละคนอยู่ มันถูกขับเคลื่อนด้วยพลังธรรมชาติที่มาจากเขาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ละโครงงานมันสามารถช่วยให้ความสัมพันธ์ของแต่ละคนดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับตัวเขาเอง ความสัมพันธ์กับครอบครัว ความสัมพันธ์กับอาหาร ความสัมพันธ์กับโลกและจักรวาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นี่แหละ เสน่ห์และหัวใจที่แท้ของโครงงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เขาว่ารักแรกพบยากจะลืมเลือน ... ก็คงจะจริง :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-5199706061272161333?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/5199706061272161333/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=5199706061272161333' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/5199706061272161333'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/5199706061272161333'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2011/01/blog-post.html' title='โครงงานชีวิต'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TSkfjfdxxbI/AAAAAAAACwY/G44Ra5LLY-g/s72-c/L.jpeg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-2626435870369376211</id><published>2010-12-12T07:00:00.000+07:00</published><updated>2010-12-12T07:00:03.729+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><title type='text'>เปลี่ยน (ตัวเรา) = เปิด (โลกใหม่)</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ช่วงหยุดยาววันพ่อ ผมนั่งละเลียดอ่านข้อเขียนที่ผู้เข้าร่วมสะท้อนการเรียนรู้ของตนเองในวันสุดท้ายของการอบรมหลักสูตร “พัฒนาจิตและเปลี่ยนแปลงชีวิต” ที่จัดให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ก่อนเริ่มการอบรม  หลายท่านสงสัยว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรจริงหรือไม่ แม้ตัดสินใจมาแล้วก็ยังไม่แน่ใจ &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“เอ๊ะ! เราจะพัฒนาจิตได้หรือ อัตตาเราสูงนะ”&lt;/span&gt; บางท่านตั้งคำถามกึ่งท้าทายรอไว้ก่อนเลย &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“เราอยากรู้ว่าการอบรมที่สถาบัน [ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สัญญา ธรรมศักดิ์] จัดครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตพัฒนาจิตได้จริงไหม”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พวกเราใช้เวลาอยู่ด้วยกัน  ๔ วัน ๓ คืน แม้ไม่ยาวนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ของหลายๆ คน ต่างบอกเล่าการเดินทาง ค้นพบ และเปลี่ยนแปลงตนเองที่น่าทึ่งในวิถีของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-r_JU2WuI/AAAAAAAACvI/oGfPFgB_atI/s1600/S.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 300px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-r_JU2WuI/AAAAAAAACvI/oGfPFgB_atI/s320/S.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5548342367267216098" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“ก่อนที่จะมาอบรมในครั้งนี้ ... ฉันก็คิดว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้คิดว่าจะมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะตัวเอง ช่างแปลก เราก็ผ่านโลกนี้มานานสามสิบกว่าปีแล้ว แต่แทบจะน้อยนับครั้งได้ที่เราลุกขึ้นมาบอกกับตัวเองว่า เราต้อง ‘เปลี่ยน’ เปลี่ยนสิ่งเดิมๆ ที่เราเคยทำตัวแย่ๆ หรือทำร้ายความรู้สึกของคนรอบข้าง  พอมาถึงที่เราได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีรู้จักตนเองและผู้อื่น เรารู้สึกว่าอยากจะ ‘เปลี่ยน’ จริงๆ และต้องทำให้ได้  มันอาจดูไม่ง่าย แต่คงไม่ยาก เพราะว่าเราอยากใช้เวลาตัวเองในชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีคุณค่า มีคุณภาพ และมีความสุขสงบอย่างแท้จริง  เอาล่ะ เราจะเริ่มนับแต่วันนี้ หลังจากกลับจากการอบรม ไปถึงบ้าน เราจะรับฟังน้องชายให้มากขึ้น ฟังความรู้สึกของเขา มองเขาในเหตุผลของเขา เราจะใส่ใจแม่มากขึ้น รับฟังเรื่องเดิมๆ ที่แม่เคยพูดซ้ำๆ แต่มันมีความหมายว่ารักและห่วงใยเราเหลือเกิน  เราต้องเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เรามั่นใจ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เพียงสะท้อนตนเองมาสั้นๆ แต่บอกอะไรมามากมาย  ผมมองผ่านตัวหนังสือเข้าไป  เห็นหญิงสาวที่งดงามผู้หนึ่ง  เธอก็เหมือนพวกเราที่พยายามจะมีชีวิตที่มีความสุข คุณค่า และความหมายที่แท้จริง ในโลกที่สับสน เร่งรีบ และวุ่นวายใบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมดีใจที่ในการอบรมนี้เธอได้เปิดใจ เปิดสัมผัสรับรู้ต่างๆ อย่างเต็มที่ ใช้ตนเองเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ได้มีประสบการณ์กับชุดความรู้และกระบวนการที่หลากหลายของจิตตปัญญาศึกษา เช่น สุนทรียสนทนา จิตตศิลป์ การบริหารกายบริหารจิต การทำงานกับเงา (Shadow) หรือด้านมืดในตัวเราที่เรามองไม่เห็น เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ชอบที่เธอสรุปว่าสิ่งที่เธอได้เรียนคือ “วิธีคิด วิธีรู้จักตนเองและผู้อื่น” เพราะพื้นฐานความเข้าใจเช่นนี้จะช่วยทำให้เธอไปต่อยอดการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ส่วนมุมมองที่ว่า “มันอาจดูไม่ง่าย แต่คงไม่ยาก” คงจะทำให้โจทย์ของเธอไม่ง่ายจนไม่ท้าทาย แต่ก็ไม่ยากจนน่าท้อใจจนเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อดดีใจกับน้องชายและคุณแม่ไม่ได้  ดีใจกับน้องชายที่จะมีพี่สาวที่น่ารัก ผู้มีความสามารถในการรับฟัง ในการเข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ดีใจกับคุณแม่ที่จะมีลูกสาวที่อ่อนโยน ผู้มีคุณสมบัติพิเศษที่เหล่าบุพการีทั้งหลายต่างปรารถนาให้บุตรสาวบุตรชายของตนมี คุณสมบัติในการตระหนักรู้ถึงความรักอันไม่มีที่สิ้นสุดของพ่อแม่ที่มีให้กับลูก ผมเห็นบ้านที่ข้างในมีครอบครัวที่มีความสุขเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหลัง เห็นที่ทำงานที่ข้างในมีเจ้าหน้าที่ที่มีความสุขเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความจริงก็คือ ไม่มีใครไม่อยากเปลี่ยนแปลง&lt;/span&gt; เพราะไม่มีใครไม่มีความทุกข์ ชีวิตเราออกห่างจากสมดุล จากความสุขและความหมายมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในทางกลับกัน ผู้คนต่างโหยหาการเปลี่ยนแปลง เพราะเราทุกคนมีแรงจูงใจที่สำคัญมาก คือ ความสุขในชีวิต เราพร้อมจะเปลี่ยนเสมอ หากมันทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ขอให้เราพอจะเห็นทาง เห็นความเป็นไปได้เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งหนึ่งที่เราน่าจะได้เปิดโอกาสให้กับตนเองและคนรอบข้างเราอยู่เสมอ  คือ การเข้าไปเรียนรู้และรู้จักตนเอง  &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เมื่อมนุษย์ได้เห็นและรู้จักตนเองอย่างแท้จริง ศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงตนเองของมนุษย์ก็จะเผยออกมาเองอย่างน่ามหัศจรรย์&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-2626435870369376211?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/2626435870369376211/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=2626435870369376211' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/2626435870369376211'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/2626435870369376211'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/12/blog-post_12.html' title='เปลี่ยน (ตัวเรา) = เปิด (โลกใหม่)'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-r_JU2WuI/AAAAAAAACvI/oGfPFgB_atI/s72-c/S.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-9020566785254294264</id><published>2010-12-10T11:00:00.000+07:00</published><updated>2010-12-10T11:00:00.190+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><title type='text'>สถาปัตยกรรมความเป็นเพื่อน</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์ หนังสือพิมพ์มติชน&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากเราเชื่อเรื่อง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หรือแนวคิดที่ว่า สรรพสิ่งล้วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงถึงกัน ดังที่ ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ เคยเสนอไว้แล้ว ชีวิตเราทุกคนคงได้รับผลกระทบระดับสึนามิหลายพันระลอกจากเว็บไซต์ยอดนิยม: เฟซบุ๊ก (facebook)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-tZukeaBI/AAAAAAAACvQ/TCXIb2N_yDs/s1600/322278712_cdf36fb904.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 214px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-tZukeaBI/AAAAAAAACvQ/TCXIb2N_yDs/s320/322278712_cdf36fb904.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5548343923453093906" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เฟซบุ๊ก หรือที่คนไทยนิยมเรียกมันสั้นๆ ว่า เอฟบี (fb) เป็นเว็บสุดฮิต ผู้คนในทั่วโลกกว่า ๕๐๐ ล้านคน เมื่อเขาหายแว้บเข้าไปในโลกเสมือน ไซเบอร์สเปซ หรือ อินเทอร์เน็ต เขาก็มักจะไปชุมนุมอยู่ที่นี่กันมากและนานที่สุด ใช้เวลากับที่นี่มากยิ่งกว่าที่เว็บอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนไทย ๖๖ ล้านคนที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่สูงนักก็ยังเป็นมีบัญชีสมาชิกเฟซบุ๊กถึง ๔ ล้านกว่าราย ทั้งเด็กวัยรุ่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ใหญ่วัยทำงาน ครูอาจารย์ นักวิชาการ ดารานักร้อง แม้กระทั่งนักการเมือง รัฐมนตรีต่างๆ ก็เป็นสมาชิกเช่นกัน เพราะองค์กรเชื่อมโยงงาน ชั้นเรียนเชื่อมโยงบทเรียน การบ้านเข้ากับเฟซบุ๊กมากขึ้นเรื่อยๆ จะติดต่อกัน หรือส่งงาน ก็ดำเนินการกันผ่านเฟซบุ๊ก นักศึกษาจำนวนไม่น้อยรีบเปิดเว็บไซต์นี้เป็นเว็บแรกเมื่อตื่นนอน คอยเช็คเว็บไซต์นี้บ่อยๆ แม้ในระหว่างเรียน และเปิดเป็นเว็บสุดท้ายก่อนเข้านอน เรียกว่าติดงอมแงมเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ประเมินจากจำนวนผู้คนที่เข้ามาใช้งานจำนวนล้นหลามถึงระดับนี้แล้ว  เราจะถือได้ว่าเฟซบุ๊กประสบความสำเร็จตามพันธกิจหรือความตั้งใจที่ได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว ใช่หรือไม่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ข้อมูลในหน้าเว็บระบุพันธกิจของเฟซบุ๊กไว้ว่า คือ การให้อำนาจในการแบ่งปันแก่ผู้คนและสร้างโลกที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกันมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในเฟซบุ๊กเราเชื่อมโยงผ่านการเป็น “เพื่อน” โดยการขอเป็นเพื่อนกัน และอีกฝ่ายต้องตอบรับ เราสามารถเป็นเพื่อนกัน เลิกเป็นเพื่อน และกลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ ได้โดยผ่านการคลิกเมาส์ไม่กี่ครั้งเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รูปแบบวิธีการเชื่อมโยงอันแสนสะดวกง่ายดายนี้ ทำให้เฟซบุ๊กเป็นสินค้าบริการที่ขายดีมาก ติดตลาดอย่างรวดเร็ว คนซื้อแล้วติดใจ ซื้อแล้วกลับมาซื้ออีกบ่อยๆ มีขาประจำอย่างรวดเร็วและเหนียวแน่น แต่ละคนต่างไปชักชวนเพื่อนๆ ญาติๆ ให้มาใช้ร่วมกัน เหตุผลที่คนมักพูดถึงเฟซบุ๊กและชักชวนกันเข้าไปก็คือ ใครๆ เขาก็ย้ายไปนั่นหมดแล้ว เหมือนสถานบันเทิงที่คนมักย้ายไปใช้เวลาสังสรรค์กันในแห่งที่กำลังฮิตที่สุด กิจกรรมในเฟซบุ๊กก็แทบจะเทียบได้กับสถานที่จริง อย่างสถานบันเทิง แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงห้องแสดงงานศิลปะ ผู้คนพากันเข้าเฟซบุ๊กไปเล่นเกม ไปสนทนากัน พบปะเพื่อนใหม่ จับจ่ายใช้สอย แม้กระทั่งเข้าไปชมผลงานภาพถ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เว็บไซต์นี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนมันเป็นเหตุผลในตัวเสร็จสรรพว่าต้องขยายขึ้นเรื่อยๆ  โตขึ้นเรื่อยๆ ดูไปก็คล้ายระบบเศรษฐกิจของโลกที่ดูเหมือนไม่ต้องการคำอธิบายว่าทำไมจึงต้องขยายขึ้น โตขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในปัจจุบัน  เราได้ยินคำโฆษณา ทั้งปากต่อปาก  และผ่านสื่อต่างๆ ว่าสินค้าและบริการแต่ละอย่างดีอย่างไร  มันทำอะไรได้บ้าง ทำไมคุณควรจะมีมัน  และเสพมันมากๆ แต่ว่าเราแทบจะไม่รู้เลยว่า เราควรจะบริโภคสินค้าและบริการ รวมถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ เท่าใดจึงจะเหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รูปธรรมของการเสพสินค้าบางอย่างมากเกินไปอาจเห็นได้ชัดเจน (เช่น รอบเอวที่เพิ่มขึ้น) แต่บางอย่างก็ไม่ชัดเจน หรือต้องใช้เวลานาน แล้วรูปธรรมของการเสพเครือข่ายสังคมออนไลน์มากเกินไปเล่า มีหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แล้วจำนวนเพื่อนในเฟซบุ๊ก  ในโลกเสมือนของเราแปรผกผันกับคุณภาพ ความแน่นแฟ้น ความลุ่มลึกของความสัมพันธ์ของเรากับคนรอบข้างในโลกความเป็นจริงเท่าใด ยิ่งมีเพื่อนในเฟซบุ๊กมาก เรายิ่งต้องใช้เวลาในการอ่านและเขียนข้อความ (post) เขียนแสดงความคิดเห็น (comment) อัพโหลดและดาวน์โหลดรูป รวมถึงกดปุ่ม “ถูกใจ” หรือ “ไลค์” (Like) มากขึ้นหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สมาชิกเฟซบุ๊กหลายคนไปเพื่อเชื่อมโยง เพื่อหาเพื่อนออนไลน์ แต่ไม่แน่ใจว่าจะยิ่งทำให้เราห่างเหินกับเพื่อนออฟไลน์ของเรา ทำเพื่อนของเราหายหรือตกหล่นหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ค่าใช้จ่ายในการซื้อบริการของเฟซบุ๊กอาจเป็นเวลาที่เราสามารถใช้ในการทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านในชุมชน โอกาสในการทำนุบำรุงสายใยของครอบครัวขยาย ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ลูก พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ของเรา หรือความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูดูแลความสัมพันธ์ของเรากับที่ทำงานที่บางครั้งเราใช้เวลามากกว่าครึ่งหนึ่งของวันเสียด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มนุษย์เราล้วนต้องการความสุข เรามักจะคิดว่าจะได้มันผ่านการเสพ เมื่อเราเริ่มเสพไปเรื่อยๆ เราอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบสินค้าและบริการ เช่นเดียวกับที่ระบบสินค้าและบริการกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา นานๆ เข้าเราอาจลืมไป นึกไม่ออกว่าสาเหตุในการเริ่มต้นเสพของเราคืออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เฟซบุ๊กก็เป็นเช่นนั้น เป็นรูปแบบและระบบใหม่ของการจัดการความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง เป็นส่วนหนึ่งที่กลมกลืนเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นสินค้าและบริการยอดนิยมที่แพร่หลาย เป็นปรากฏการณ์ของความสำเร็จที่เราชื่นชม จนเราอาจละเลยไม่ได้เห็นว่าสาเหตุที่แท้ในการมีมันและการใช้มันนั้น คืออะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลืมไปว่าพันธกิจที่แท้ของอำนาจในการแบ่งปัน การสร้างโลกที่เปิดกว้าง  และการเชื่อมโยงกัน คืออะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อเร็วๆ นี้มีหนังสือและภาพยนตร์ที่บอกเล่ากำเนิดของเฟซบุ๊ก และยิ่งไปกว่านั้น มันยังสะท้อนชวนให้ตั้งคำถามต่อพันธกิจของเฟซบุ๊กนี้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หนังสือมีชื่อว่า &lt;span style="font-style:italic;"&gt;The Accidental Billionaires: The Founding Of Facebook, A Tale of Sex, Money, Genius, and Betrayal &lt;/span&gt;และภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ &lt;span style="font-style:italic;"&gt;เดอะโซเชียลเน็ตเวิร์ก The Social Network&lt;/span&gt; สื่อทั้งสองบอกเล่าประวัติความเป็นมาอันน่าสนใจของเว็บไซต์ และประวัติของผู้ก่อตั้ง คือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้าน (คูณสามสิบเพราะเป็นพันล้านเหรียญสหรัฐ) ที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องราวในหนังสือและภาพยนตร์บอกเราว่า  มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นคนเรียนเก่ง สอบข้อสอบที่เทียบเท่ากับข้อสอบโอเน็ต เอเน็ตของไทยได้คะแนนเต็ม แต่เขาเป็นคนขี้อาย ดูอึดอัดเมื่อต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น จริงอยู่ที่สุดท้ายเขาก็ได้ประสบความสำเร็จ แต่บนความสำเร็จนั้นกลับไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ร่วมเดินทางชีวิตด้วยกันมาก่อน มหาเศรษฐีพันล้านผู้สร้างเฟซบุ๊กซึ่งมีพันธกิจเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันกลับถูกเพื่อนเลิกคบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่แน่ใจว่าควรเรียกว่าน่าขัน  ตลกร้าย หรืออย่างไร ที่คนล้มเหลวในเรื่องเพื่อน กลับเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบการเป็นเพื่อนกันของคนร่วมห้าร้อยล้านคนบนโลก ที่มีผู้เปรียบว่าเหมือนกับการผลิต “ความใกล้ชิดสนิทสนม” ให้กับผู้คนผ่านการสร้างชีวิตที่สองในหมู่บ้านจัดสรรของโลกเสมือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราอาจตีความได้ว่าแรงผลักดันหนึ่งของการสร้างเฟซบุ๊กของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เริ่มจากความอยากเป็นที่รักและได้รับการยอมรับ แต่เลือกที่จะเดินทางอ้อม ผ่านการมีชื่อเสียงโด่งดังและมีทรัพย์สมบัติ แต่เมื่อเฟซบุ๊กเกิดขึ้น เข้าไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ สุดท้ายไม่แน่ใจว่าจะได้สิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรกหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผู้คิดค้นและสร้างเฟซบุ๊กก็พยายามใช้มันเพื่อชดเชยช่องว่าง ทดแทนส่วนที่หายไปของชีวิต แต่ไม่แน่ใจว่าจะช่วยเติมเต็ม หรือจะยิ่งขยายทำให้ช่องว่างมันใหญ่ขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เฟซบุ๊กดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือหรือบริการที่ช่วยเราในมีปฏิสัมพันธ์  มีการเชื่อมโยงกับเพื่อนได้ง่ายๆ แต่บางทีสิ่งที่มนุษยชาติต้องการจริงๆ ในเรื่องของความสัมพันธ์ ไม่ใช่เรื่องของความง่าย แต่เป็นพันธกิจความสุนทรียภาพ ความประณีตบรรจงที่จะคิด พูด และทำ สิ่งที่เราต้องการคือการนำเอาความอ่อนโยนต่อชีวิตและอ่อนน้อมต่อธรรมชาติกลับเข้ามาอยู่ในทุกๆ ความสัมพันธ์ของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พันธกิจที่แท้ของมวลมนุษยชาตินั้นคล้ายกับสิ่งที่เฟซบุ๊กทำมาก ทว่าก็แตกต่างมากเช่นกัน เพราะเป็นพันธกิจการให้อำนาจในการแบ่งปัน ที่ไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูล รูปภาพ แต่แบ่งปันความรักความเมตตา ความเอาใจใส่ในความรู้สึกของกัน พันธกิจของการสร้างโลกที่เปิดกว้าง ไม่ใช่แค่การเข้าถึงคนจำนวนมาก แต่คือการเปิดใจเราให้กว้างขึ้น มีความรักอันไพศาล มีอิสรภาพไปพ้นจากอัตตาและความคิดอันคับแคบ พันธกิจของการเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่เพียงแค่เชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอิเลคทรอนิกส์หรืออุปกรณ์สื่อสาร แต่เป็นความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดอย่างเป็นหนึ่งเดียวระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-9020566785254294264?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/9020566785254294264/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=9020566785254294264' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/9020566785254294264'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/9020566785254294264'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/12/blog-post.html' title='สถาปัตยกรรมความเป็นเพื่อน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TP-tZukeaBI/AAAAAAAACvQ/TCXIb2N_yDs/s72-c/322278712_cdf36fb904.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-5005918325177535784</id><published>2010-11-14T07:00:00.000+07:00</published><updated>2010-11-14T07:00:02.028+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>พระพุทธเจ้า ชาร์มเมอร์ เกอเธ่</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TNfjBl5ss3I/AAAAAAAACuM/mEcyTsJeJRo/s1600/E.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 212px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TNfjBl5ss3I/AAAAAAAACuM/mEcyTsJeJRo/s320/E.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5537143883368805234" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กระบวนการอะไรเอ่ย ที่บรมศาสดาผู้ประกาศศาสนาซึ่งมีผู้นับถือหลายร้อยล้านคนอย่างพระพุทธเจ้า ปรมาจารย์ด้านองค์กรเรียนรู้จาก MIT สถาบันชั้นนำของโลก อย่างออตโต ชาร์มเมอร์ และ สุดยอดนักเขียนนักปรัชญาที่วางรากฐานของวิทยาศาสตร์ที่ใส่ใจมิติสุนทรียภาพและจริยธรรมอย่างโยฮันน์ วอล์ฟกัง ฟอน เกอเธ่ มีและใช้ร่วมกัน?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใบ้ให้ว่าเป็นกระบวนการสำคัญที่จิตตปัญญาศึกษานำมาใช้เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ หากขาดหายไปก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้  ถึงแม้จะมีแต่ถ้าคุณภาพไม่ดีก็ยากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation) ได้  เป็นกระบวนการแรกๆ ที่เราต้องฝึกในการอบรมยกระดับการเรียนรู้ของปัจเจก การอบรมพัฒนาองค์กร (Organization Development) หรือในชั้นเรียนจิตตปัญญา ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกหัด ก่อนที่เราจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ก่อนที่จะเรียนแนวคิดทฤษฎี ก่อนที่จะเรียนเทคนิคขั้นสูง กระบวนการที่เราต้องฝึกก่อน คือ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;สังเกต สังเกต สังเกต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ที่เขียนสามคำ ไม่ใช่เพราะพิมพ์เกิน แต่เพื่อให้เห็นว่าการสังเกตที่ว่านี้แตกต่างจากการสังเกตอย่างที่เรามักจะคุ้นเคยกัน โดยเฉพาะในกระบวนการวิทยาศาสตร์ตะวันตกที่ตั้งอยู่บนแนวคิดเดการ์ต-นิวตัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ปรมาจารย์ต่างๆ  ข้างต้นล้วนให้ความสำคัญกับเรื่องการสังเกตและการรับรู้ รวมทั้งให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับผู้สังเกตด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์พยายามสร้างเครื่องมือที่ขยายผัสสะการรับรู้ของเรา ให้เห็นไกลๆ เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble) หรือเห็นของอนุภาคขนาดเล็กที่วิ่งด้วยความเร็วสูงๆ เช่น เครื่องชนอนุภาคขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider, LHC) คนกลุ่มนี้เชื่อว่า&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เครื่องมือสำคัญที่สุดในการสังเกตคือตัวเราเอง&lt;/span&gt; ดังที่เกอเธ่เคยกล่าวไว้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“มนุษย์นั้นรู้จักตนเองเพียงแค่เท่าที่เขารู้จักโลก  เขารับรู้ตัวเขาเฉพาะในขอบเขตของโลก และรับรู้โลกเฉพาะในขอบเขตของตัวเขา  สรรพสิ่งใหม่ใดๆ หากได้เพ่งพิจารณาด้วยใจที่ใคร่ครวญแล้ว จะเกิดอวัยวะแห่งการรับรู้ใหม่ในตัวเรา”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อวัยวะใหม่ที่ปรากฏไม่ใช่เรื่องแปลก  เราสามารถจัดเงื่อนไขปัจจัยที่เอื้อให้เกิดขึ้นเองได้ ไม่ต้องใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรม อวัยวะแห่งการรับรู้ใหม่นี้น่ามหัศจรรย์ เพราะทำให้เราเข้าไปสัมผัสกับปัจจุบันขณะ กับความเป็นไปได้อันไม่จำกัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากไม่เกิดอวัยวะใหม่ เราก็สร้างและปฏิสัมพันธ์กับโลกในรูปแบบเดิม แม้จะดีขึ้นสักเพียงใดก็ตาม แต่ก็เป็นแบบเดิม ไม้บรรทัดที่วัดได้แต่ความยาว แม้จะยาวขึ้น ละเอียดขึ้น ก็เป็นไม้บรรทัด ไม่สามารถมองเห็นมุมใหม่ของเทอร์โมมิเตอร์ที่วัดอุณหภูมิ ตาชั่งที่วัดน้ำหนักได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กระทั่งเรื่องยากๆ ที่สุดในชีวิต เรื่องความทุกข์ เดือดเนื้อร้อนใจ เราก็สามารถแปรเปลี่ยน (transform) ได้ด้วยอวัยวะใหม่ ผ่านการสังเกตมองความทุกข์ด้วยใจที่ใคร่ครวญ และอย่างเนิ่นนาน ง่ายๆ อย่างนี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่มนุษย์ก็ไม่กล้า หรือไม่สามารถ สังเกตให้เป็นและนานพอ อาจเพราะมัน “อยู่ยาก” เพราะไม่รู้ทิศรู้ทางว่าจะดูจะสังเกตไปทำไม หรือเพราะเราไม่มีเครื่องมือ เราจึงมักวิ่งหนีไปหาไปดูอย่างอื่นที่ “อยู่ง่าย” กว่า อย่างไปดูหนัง ฟังเพลง ชอปปิ้ง เที่ยว เล่นเกม fb อินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งออกกำลังกาย แต่พอทำเสร็จกลับมา (แอบ) ดู โดยหวังลึกๆ ว่ามันจะหาย (ทุกข์) แต่ก็มักไม่ได้เป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แบบฝึกหัดง่ายๆ  ของการฝึกสังเกต ฝึกขยายศักยภาพการรับรู้ ทางตา ทางหู ทางกาย ทางใจ โดยการปรับเรื่องมุมมอง ระยะทาง ระยะเวลา หรือทีท่าของใจที่ใส่ให้กับการสังเกต จึงมีผลต่อการรับรู้ ต่อการเรียนรู้ ต่อการอยู่ร่วมและดูแลความทุกข์ของเราอย่างไม่น่าเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คนที่คิดว่าตนเองหรือคนอื่นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เปลี่ยนแปลงยาก อาจเพียงเพราะเขาเหล่านั้นยังไม่เคยฝึกฝน เพื่อการเฝ้ามองอย่างเนิ่นนานด้วยใจที่ใคร่ครวญ ยังไม่เกิดอวัยวะใหม่ เท่านั้นก็เป็นได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-5005918325177535784?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/5005918325177535784/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=5005918325177535784' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/5005918325177535784'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/5005918325177535784'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/11/blog-post.html' title='พระพุทธเจ้า ชาร์มเมอร์ เกอเธ่'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TNfjBl5ss3I/AAAAAAAACuM/mEcyTsJeJRo/s72-c/E.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-7230801291009788723</id><published>2010-10-10T21:56:00.004+07:00</published><updated>2010-10-11T22:10:26.153+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>อยู่รอดอย่างอยู่ร่วม</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TLMmy9nbGuI/AAAAAAAACtg/7JbOv9I_t14/s1600/IMG_2456.JPG"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TLMmy9nbGuI/AAAAAAAACtg/7JbOv9I_t14/s320/IMG_2456.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5526803824688962274" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“การแข่งขันทำให้เกิดผู้ชนะเพียงจำนวนน้อยนิด และทิ้งผู้แพ้ไว้เป็นจำนวนมาก”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   นักศึกษาคนหนึ่งเขียนสะท้อนระหว่างเรียนวิชาชีววิทยาเบื้องต้น ของมหาวิทยาลัยมหิดล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   นักศึกษาสองร้อยกว่าคนใช้เวลา ๑๒ ชั่วโมงร่วมกันในการเดินทางเรียนรู้ สัมผัสความน่าอัศจรรย์ใจในมหัศจรรย์ชีววิทยาและชีวิต ผ่านหัวข้อวิวัฒนาการ ความหลากหลายทางชีวภาพ พฤติกรรม นิเวศวิทยา และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เราได้ดูทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของความเป็นไปของโลก ตั้งแต่กำเนิดโลก ว่าสิ่งมีชีวิตกำเนิดมาได้อย่างไรเมื่อสามพันล้านปีก่อน กระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดและทุกชนิดมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นองค์รวมอย่างไร เห็นว่าสถานการณ์โลกข้างหน้านั้นวิกฤตแค่ไหน มนุษยชาติและสรรพชีวิตต้องการพวกเขาที่มีกระบวนทัศน์ใหม่อย่างไร  เป็นภาคทฤษฎีที่มีตัวอย่างจริงเรื่องราวจริงประกอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“เมื่อผมได้ดูวิดีโอคลิปการแข่งกันเจริญเติบโตของต้นไม้แล้วลองมามองตัวเองดู สภาพของผมก็คงไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ต้นหนึ่งในวิดีโอนี้ แต่ทว่ามันมีข้อต่างกันอยู่ที่การแข่งขันครั้งนี้ ผมมีเพื่อนๆ คอยช่วยเหลือ ช่วยกันติวอยู่ ทำให้ผมได้มีโอกาสมากขึ้น ... แต่ถ้าเป็นชีวิตนอกมหาวิทยาลัยหละ? การทำงานคือการแข่งขันกัน การเป็นหนึ่งเหนือคู่แข่งขัน ซึ่งไม่ใช่แนวของผม ผมควรทำอย่างไรดี”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   นักศึกษาคนดังกล่าวเขียนสะท้อนความรู้สึกต่อแนวคิดเรื่อง การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุด (Survival of the Fittest) ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานทางชีววิทยาที่คนมักเข้าใจผิดมากที่สุดแนวคิดหนึ่ง เพราะฟังและพูดต่อกันผิดๆ ว่าเป็น การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุด (Survival of the Strongest)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เราอาจมองว่าชีวิตเป็นแค่การแข่งขัน  เห็นแค่สิงโตล่ากวาง ต้นไม้แข่งกันโตเพื่อแย่งแสงอาทิตย์ หรือพยาธิอาศัยเป็นปรสิตอยู่ในคน แต่ชีวิตไม่ได้สัมพันธ์กันโดยต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสียประโยชน์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   หากเราเห็นว่าสิงโตไม่เคยล่ากวางมากเกินกว่าจะกินหมด ไม่เคยล่ามาสะสม ล่าเพื่อความบันเทิง พืชหลายชนิดก็อาศัยต้นอื่นอยู่ ได้รับประโยชน์โดยไม่ได้ทำอันตราย เช่น กล้วยไม้ จุลินทรีย์ในลำไส้ปลวกก็ช่วยย่อยเศษไม้ที่ปลวกกิน ส่วนที่อยู่ในลำไส้คนก็ช่วยสร้างวิตามินที่เราขาดไม่ได้ ต้นไม้หลายชนิดอยู่ได้ก็เพราะมีแมลงช่วยผสมเกสร แม้แต่ค้างคาวยังช่วยผสมเกสรทุเรียนซึ่งดอกบานเฉพาะตอนกลางคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เราไม่พบว่ามีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนที่ไม่เกี่ยวพันและไม่เกื้อกูลสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  เลย หรือเราอาจพูดได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้ดีคือสิ่งมีชีวิตที่เกื้อกูลสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   ประเด็นสำคัญของการเรียนรู้คงไม่ใช่แค่ให้นักศึกษาท่องได้ และทำข้อสอบถูก ว่ามันคือการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดนะ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุด แต่น่าจะอยู่ที่การช่วยให้เขาได้สะท้อน มองย้อนเข้าไปตนเองด้วยว่าความจริงข้อนี้มันเป็นจริงสำหรับมนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว สำหรับตัวเขาเองที่กำลังเรียนและอีกไม่นานจะจบออกไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เพราะหากว่าคนๆ  หนึ่งใช้เวลาในสถาบันการศึกษาตั้งหน้าตั้งตาเรียนเพื่อที่จะ  “อยู่รอด”  เห็นว่าโลกนี้เป็นโลกของการแข่งขัน ชีวิตหลังการเรียนก็คงเป็นความต่อเนื่องของการต่อสู้อันเหน็ดเหนื่อยและยาวนานที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   แต่หากมนุษย์คนหนึ่งได้เห็นว่าเขามีอะไรที่ต้องเรียนรู้มากกว่าการอยู่รอด ถ้าเขาได้มีโอกาสเห็นว่าโลกมีมิติของการ “อยู่ร่วม” ด้วยนั้น ชีวิตของเขาคงน่ารื่นรมย์ขึ้นมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   และยิ่งถ้าเขาได้นำเอาศักยภาพในการเรียนรู้และตื่นรู้ที่มีอยู่ในเฉพาะสัตว์ที่เรียกตนเองว่า มนุษย์ผู้ฉลาด (&lt;span style="font-style: italic;"&gt;Homo sapiens&lt;/span&gt;) มาพัฒนาและใช้อย่างเต็มที่ เขาก็จะค้นพบว่าตนเองจะ “อยู่อย่างมีความหมาย” ได้อย่างไร ชีวิตของเขาจะเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจไม่น้อยเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เขาอาจได้พบว่าหลังเรียนจบ ทั้งชีวิตครอบครัว ชีวิตการงานของเขามันน่าอยู่ เกื้อกูล อุดม และรุ่มรวยได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นที่หนึ่งหรือจะร่ำรวยหรือไม่ก็ตาม :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-7230801291009788723?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/7230801291009788723/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=7230801291009788723' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7230801291009788723'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7230801291009788723'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='อยู่รอดอย่างอยู่ร่วม'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TLMmy9nbGuI/AAAAAAAACtg/7JbOv9I_t14/s72-c/IMG_2456.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-8693667426815712786</id><published>2010-09-12T19:40:00.003+07:00</published><updated>2010-09-12T19:45:05.829+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><title type='text'>ตลาดเก่าแห่งใหม่</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TIzKp7fMyWI/AAAAAAAACq4/D8YwXjnotlI/s1600/DSC_1334a-1024x680.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 289px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TIzKp7fMyWI/AAAAAAAACq4/D8YwXjnotlI/s320/DSC_1334a-1024x680.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5516006465314015586" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๓&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หลังจากครอบครัวร่วมกันนั่งภาวนาเมื่อคืน แม้ว่าคุณแม่จะง่วงแล้ว แต่ก็ไม่ลืมเตือนให้รีบตื่นมาทานอาหารที่แม่เตรียมไว้แต่เช้านะ เพราะเรามีนัดไปจ่ายกับข้าวซื้อของที่ตลาดเก่าเยาวราชด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ถึงยามเช้า  กลิ่นกับข้าวหอมกรุ่นเคล้ามากับเสียงตะหลิวคุยกับกระทะอย่างออกรสออกชาติ บนโต๊ะมีบวบผัดไข่ กุ้งแชบ๊วยอบ ไข่ตุ๋นเต้าหู้ วางเรียงราย ถัดจากข้าวกล้องหอมมะลิชั้นดีจากทุ่งกุลาร้องไห้ควันฉุย เหยาะด้วยเสียงหัวเราะพูดคุยของคนร่วมโต๊ะ เหมือนได้เริ่มวันใหม่แบบร้อยสิบเปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ระหว่างเดินทาง  แม่บอกว่าไม่ได้มาตลาดเก่านี่หลายปีแล้วนะ ลูกๆ แย้งว่าไม่จริงหรอก รับรองครั้งสุดท้ายที่มาไม่เกินปีแน่นอน ผมนึกในใจว่าไม่ใช่ความจำของแม่ไม่ดีหรอก แต่เพราะความรู้สึกคิดถึงและชอบมาต่างหาก เลยรู้สึกว่านานจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ลงจากรถ หยิบถุงผ้าสามใบ แม่ดูสดใสมีพลังอย่างเห็นได้ชัด พวกเราแวะทำบุญทิ้งกระจาดวัดเล่งเน่ยยี่ แม่บริจาคทำบุญในนามครอบครัวแล้วยังฝากทำบุญให้ป้าที่อยู่แดนไกลด้วย ผมเสนอว่าจะอีเมลรูปใบอนุโมทนาบัตรไปให้ลูกชายคุณป้าที่มาเลเซีย คุณแม่ดีใจใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เริ่มเข้าตลาดเก่า แม่ยิ้มกว้าง เล่าเรื่องความประทับใจวัยสาว ตั้งแต่ลักษณะร้านรวง ยันลักษณะคนขายสองข้างทาง เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป คุณแม่บอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม่มักจะมีความสุขกับการได้เลือก ได้ต่อราคา ลูกๆ อธิบายให้กันฟังว่า “เป็นส่วนสำคัญของ transaction” หยิบผักมาพลิกไปพลิกมาเสียหน่อย ลูกพลับตากแห้งต้องเฟ้นอย่างดีจากถุงด้านใน ที่ลูกๆ ดูยังไงก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม่ค้าหยิบถั่วงอกหัวโตใส่ถุง  ผมน้ำลายสอ พรุ่งนี้สงสัยได้กินแกงจืดของโปรด แม่เดินถือถุงออกมา บอกว่าแม่ค้าคนที่มาเฝ้าแผงแทนเขาคิดราคาผิด ยืนยันว่า เห็นไหม ทำไมเราต้องต่อ ต้องเลือก ต้องใช้เวลาแต่ละที่นานหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รายการของที่ตั้งใจจะไปซื้อเริ่มสั้นลง (ธูป กระดาษเงินกระดาษทอง ใบชา วุ้นเส้น เกาลัด เห็ดหูหนู ฯลฯ)  ส่วนรายการของที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อ แต่ก็ได้มา เริ่มยาวขึ้น (ฟักเชื่อม ลูกพลับ ปลา ฯลฯ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมนึกถึงตอนเด็กๆ การมาตลาดเก่าเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่แม้จะไม่ได้แย่อะไร แต่ก็ไม่ได้น่ารื่นรมย์นัก เรียกว่าถ้าไม่มาได้ ก็ไม่มาดีกว่า ตลาดแคบๆ คนแน่นๆ เบียดกันไปมา ไหนจะหลบรถเข็น รถมอเตอร์ไซค์ แถมของกินเล่นแบบที่เราชอบก็ไม่ค่อยมี การมาตลาดเก่าคือการทำหน้าที่ช่วยหิ้วของ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วันนี้ได้กลับมาตลาดเก่าอีกครั้ง ก้าวไปตามตรอกเดิมๆ แคบๆ แต่อยู่บนเส้นทางที่ยังไม่เคยเดินมาก่อน หยิบความเข้าใจใหม่ๆ กับมุมมองที่เปิดกว้าง ใส่ถุงผ้าที่เตรียมมาจนเกือบเต็ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วันนี้การไปตลาดคือการได้ดูแลแม่ ได้เห็นแม่ที่แม้สูงวัย แต่ยังสดใส พุ่งทะยานไปข้างหน้า เดินเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้เหน็ดเหนื่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เริ่มตระหนักแล้วว่าวาระของแม่คือการได้ดูแลลูกๆ ผ่านการจับจ่ายสินค้าสะอาด คุณภาพดี ในราคาเหมาะสม มาเตรียมเป็นอาหารอย่างสุดฝีมือ (แม่เคยบอกว่าต้องช่วยประหยัดเงิน ลูกๆ จะได้ไม่ต้องทำงานหนัก) นี่แหละคือความภูมิใจของแม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแม่ชอบให้พวกเราไปเดินจ่ายกับข้าวด้วยกัน ชอบให้เรากินอาหารที่แม่เตรียมจนหมด มากกว่าให้เราพาไปกินอาหารอร่อยๆ (ตามความคิดของเรา) ในร้านอาหารหรูๆ  แพงๆ (ตามความคิดของแม่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมตั้งใจเดินตามหลังแม่เล็กน้อย  คอยเก็บภาพความทรงจำอันงดงามนี้ไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ตลาดเก่าวันนี้  แม้ว่าจะเก่าสมชื่อ แต่เป็นตลาดแห่งความรักใหม่ๆ ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในความสัมพันธ์ของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม่หันมาฉีกยิ้ม “ไม่ได้ไปไหนใช่ไหม เดี๋ยวกลับบ้านจะไปทำก๋วยเตี๋ยวราดหน้าให้กินนะ” พร้อมชูถุงเส้นก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยที่สุดของเยาวราชให้ดู :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-8693667426815712786?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/8693667426815712786/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=8693667426815712786' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8693667426815712786'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8693667426815712786'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='ตลาดเก่าแห่งใหม่'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TIzKp7fMyWI/AAAAAAAACq4/D8YwXjnotlI/s72-c/DSC_1334a-1024x680.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-8447560308366413562</id><published>2010-08-07T10:00:00.000+07:00</published><updated>2010-08-07T10:00:01.455+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>สุนทรียสนทนาในครอบครัว</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TFb8Nc0bxzI/AAAAAAAACp0/GYarXVUYAtY/s1600/Y.JPG"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 300px; height: 308px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TFb8Nc0bxzI/AAAAAAAACp0/GYarXVUYAtY/s320/Y.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5500861302884255538" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๓&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เมื่อไม่นานมานี้  ผมไปร่วมจัดการเรียนรู้เรื่องสุนทรียสนทนา (Dialogue) ร่วมกับเพื่อนในกลุ่มจิตตปัญญาวิถีที่วิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่งในหัวเมืองใหญ่ ได้พบและสนทนาจนคุ้นเคยกับอาจารย์พยาบาล แพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหลายคน เราใช้เวลาในช่วงพักทานกาแฟและขนม รวมทั้งช่วงอาหารกลางวัน แบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในหลายเรื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     อาจเป็นเพราะทีมไปเป็นแขกรับเชิญในฐานะกระบวนกรผู้มีความรู้และความชำนาญในเรื่องสุนทรียสนทนาและจิตตปัญญาศึกษา ทำให้ลักษณะของการสนทนากันค่อนไปในทางถามตอบประเด็นปัญหาที่อาจารย์หลายท่านสงสัย  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับชั้นเรียนที่มีจำนวนนักศึกษามากน้อยต่างกัน ไปจนถึงปัญหาการคุยกันในชั้นเรียนและวินัยของนักศึกษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     มีเรื่องหนึ่งซึ่งได้รับความสนใจจากทุกคนบนโต๊ะกาแฟมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องการจัดการเรียนการสอนเลย คือคำถามของอาจารย์แพทย์คนหนึ่ง เธอเป็นคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเอง ใช้แนวธรรมะและธรรมชาติบำบัดจนสามารถอยู่ร่วมกับมะเร็งในกายด้วยจิตแจ่มใส ใจไม่ป่วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     คุณหมอมาขอปรึกษาเรื่องลูกสาวของเธอเอง เธอว่าลูกเพิ่งเริ่มงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงมั่นคงในกรุงเทพฯ มาได้ระยะหนึ่ง ปรกติเธอกับลูกก็จะโทรศัพท์คุยกันและได้ฟังปัญหาเกี่ยวกับที่ทำงานของลูกสาว แต่ครั้งหลังสุดนี้ ลูกสาวบ่นให้เธอฟังว่าเพื่อนร่วมงานไม่ให้ความเชื่อถือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     “หนูบอกพี่เขาแล้วว่าเรื่องนี้ต้องจัดการแบบนี้ แต่เขาก็ไม่สนใจเลย แล้วพอเขาไปถามรุ่นพี่คนอื่นนะ คนอื่นก็บอกให้ทำตามแบบที่หนูบอกไปทีแรกอยู่ดี” ลูกสาวมีน้ำเสียงโมโหฉุนเฉียวมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เธอรู้สึกว่าลูกจะต้องมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้  อีกทั้งปัญหานี้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย จึงตอบไปว่า “หนูโมโหทำไมกับเรื่องแค่นี้ เราต้องอดทนได้นะ ทำงานยังจะต้องเจออะไรอีกมากมาย” แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือลูกสาวโมโหมากขึ้นไปอีก และโทษว่าแม่ไม่เข้าข้าง หลังจากนั้นทั้งคู่ก็โทรศัพท์คุยกันน้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     คำถามต่อเรื่องนี้ของเธอคือ  “พี่ควรจะสอนเค้ายังไงดี เค้าถึงจะเข้าใจและมีสติรู้ตัวว่ากำลังโกรธอยู่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ก่อนจะตอบ ผมขอถามกลับบ้าง ถามเธอว่าด้วยความที่เราเป็นแม่ เป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ทำงานมามากกว่า เราจึงพอเข้าใจสถานการณ์และคาดเดาได้ว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรใช่ไหม และสิ่งที่เราต้องการให้ลูกเรามีคือการมีสติและสามารถจัดการกับอารมณ์ใช่หรือไม่ เธอตอบว่าใช่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผมยืนยันให้ความมั่นใจแก่เธอก่อนว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นไม่ได้มีอะไรที่ผิด หากแต่คำพูดที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีของแม่นั้นอาจไม่ได้ตรงกับความต้องการของลูก ในห้วงเวลาของความน้อยใจระคนโกรธ ลูกอาจอยากจะได้ระบายออกและต้องการการรับฟังจากคนที่เธอไว้ใจ  ความปรารถนาดีที่เอ่ยไปจึงกลายเป็นคำสอนที่ผู้รับไม่ต้องการ เป็นยาขนานที่ผู้ป่วยไม่ยอมกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หากเราวางใจและไม่เร่งรีบกันนัก  ลึกลงไปกว่าความโกรธฉุนเฉียวในถ้อยคำ  เราย่อมจะได้ยินน้ำเสียงของอีกฝ่าย  เขาหวังจะให้เราฟัง เขาต้องการความเข้าใจ และเขาอยากได้ความเห็นใจจากเรา  มากไปกว่าคำสั่งสอนที่อาจจะทำให้เขารู้สึกแย่ลงไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผมถามเธออีกครั้งว่า ตอนที่ได้ยินลูกสาวเล่าเรื่องนั้น พี่รู้สึกอะไรบ้าง  เธอว่าสงสารลูก และรู้สึกเป็นห่วงลูกมาก  ผมแนะนำเธอว่า แทนที่จะช่วยลูกด้วยการสอน พี่ยังสามารถช่วยเขาได้ด้วยการบอกว่าพี่รู้สึกอย่างไร บอกอย่างที่พี่บอกเมื่อครู่นี้แหละ แล้วเขาก็จะรู้ว่าพี่อยู่ข้างเดียวกัน เมื่อใจอยู่ใกล้กันหากมีเรื่องอะไรอีกเราก็จะเป็นคนที่เขาอยากเล่าอยากปรึกษาด้วย เมื่อเขาวางใจและเย็นลงแล้วคำสอนไหนของเราเขาก็รับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ฉับพลันนั้นผมเห็นนัยน์ตาคู่สวยของเธอเป็นประกาย  “ใช่เลย แต่ก่อนพี่&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;อยากจะสอน มากกว่าอยากจะฟัง&lt;/span&gt; ขอบใจนะ เดี๋ยวพี่จะกลับไปฝึกที่จะฟังลูกสาวพี่ดูนะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ดีใจกับลูกสาวที่จะได้คุณแม่ที่น่ารักที่มีความสามารถในการรับฟังเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ดีใจกับคุณแม่ที่ได้เครื่องมือไว้ดูแลคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ดีใจที่ได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวดีๆ  เช่นนี้ครับ :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-8447560308366413562?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/8447560308366413562/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=8447560308366413562' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8447560308366413562'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8447560308366413562'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/08/blog-post_07.html' title='สุนทรียสนทนาในครอบครัว'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TFb8Nc0bxzI/AAAAAAAACp0/GYarXVUYAtY/s72-c/Y.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-5831141853779389446</id><published>2010-08-06T11:59:00.001+07:00</published><updated>2010-08-06T17:22:18.190+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิกฤต'/><title type='text'>เพื่อนที่หายไปในเฟซบุ๊ก</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TFY69Hw74JI/AAAAAAAACps/IIuClEXYn_A/s1600/unfriend.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 224px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TFY69Hw74JI/AAAAAAAACps/IIuClEXYn_A/s320/unfriend.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5500648816610369682" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์ หนังสือพิมพ์มติชน&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ 7 สิงหาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    “ประเทศอะไรมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่สามของโลก?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หากมีใครถาม อย่าเผลอตอบว่า “สหรัฐอเมริกา” (รองจากจีนและอินเดีย) เชียวนะครับ และก็อย่าได้ไปเปิดหาจากแผนที่เลย เพราะมันอยู่ในโลกเสมือน ในอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ประเทศที่ว่านี้เป็นประเทศเกิดใหม่ที่ชื่อ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“เฟซบุ๊ก” (facebook)&lt;/span&gt; ครับ คนไทยเรียกสั้นๆ ว่า เอฟบี (fb) เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) แม้จะเพิ่งตั้งมา ๗ ปี แต่ก็โตไวมาก ในช่วง ๑๕ เดือนที่ผ่านมา มีประชากรเพิ่มขึ้น ๘ คน ทุกๆ วินาที และเมื่อไม่กี่วันมานี้ เฟซบุ๊กก็เพิ่งประกาศว่าประชากรหรือสมาชิกทะลุหลัก ๕๐๐ ล้านคนแล้ว (เป็นชาวไทย ๔.๒ ล้านคน)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     จำนวนครึ่งหนึ่งในนั้นเข้าเว็บของเฟซบุ๊กทุกวัน เพื่อไปอ่าน ไปเขียนข้อความ ตอบจดหมาย รวมถึงเล่นเกมที่มีให้เลือกมากมาย บ้างก็ปลูกผัก (ฟาร์มวิลล์ – ๘๓ ล้านคน) เปิดร้านอาหาร (คาเฟ่เวิลด์ – ๓๐ ล้านคน) เล่นไพ่ (เทกซัสฯ – ๒๗ ล้านคน) เลี้ยงปลา (แฮปปี้อะควอเรียม – ๒๖ ล้านคน) ตั้งแก๊งมาเฟีย หาลูกน้อง สะสมอาวุธ (มาเฟียวอร์ – ๒๕ ล้านคน) ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     รวมกันแล้วเดือนหนึ่งๆ มีผู้คนเข้าไปใช้เวลาในเว็บแห่งนี้ ๗๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ นาที (เจ็ดแสนล้านนาที) หรือราว ๑๒,๐๐๐ ล้านชั่วโมงทำงาน (man-hour) เลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ข้อมูลหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือค่าเฉลี่ยจำนวน “เพื่อน” ของสมาชิกในเฟซบุ๊กที่มีอยู่ราว ๑๓๐ คน เมื่อเทียบเคียงไปยังข้อสรุปการวิจัยของ โรบิน ดันบาร์ นักชีววิทยาวิวัฒนาการและนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตกลุ่มไพรเมต (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มลิงและมนุษย์) เขาศึกษาขนาดและความสามารถของสมองโดยเฉพาะส่วนนีโอคอร์เทกซ์ (สมองส่วนนอก ควบคุมการรับรู้ อารมณ์ ความคิด) และพบว่าศักยภาพของสมองนั้นมีผลต่อจำนวนตัว (ของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน) ที่สิ่งมีชีวิตแต่ละตัวจะสามารถสร้างและดูแลความสัมพันธ์ทางสังคมที่มั่นคงด้วยได้ ในกรณีของมนุษย์แล้ว พบว่ามีค่าโดยประมาณที่ ๑๕๐ เผอิญใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยจำนวนเพื่อนในเฟซบุ๊กใช่ไหมครับ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ตัวเลข  ๑๕๐ นี้หมายความว่าในเชิงทฤษฎีแล้ว ตามข้อจำกัดของสมองของเรา ทำให้แต่ละคนจะมีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้ประมาณ ๑๕๐ คน โดยที่เรายังคงรู้จักแต่ละคน รู้ว่าแต่ละคนเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ อย่างไร และยังรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ได้ (แต่ถ้าจำนวนมากขึ้นกว่านั้นก็ต้องการกฎหรือระเบียบที่มากขึ้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     แต่ในยุคสมัยของเฟซบุ๊กที่การติดต่อสื่อสารระหว่างกันเป็นไปอย่างรวดเร็วและรวบรัดบนอินเทอร์เน็ตนี้ล่ะครับ? เรายังมีความแน่ใจแค่ไหนว่าจะยังคงสามารถดูแลรักษาความสัมพันธ์ให้มีคุณภาพได้ดีเท่าเดิม ศักยภาพของสมองให้เรามีความสัมพันธ์ในโลกความเป็นจริงได้กับ ๑๕๐ คน แต่ในความเป็นจริงเราดูแลได้สักเท่าใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     แม้ค่าเฉลี่ยของเพื่อนในเฟซบุ๊กอยู่ที่ ๑๓๐ คน แต่ในความเป็นจริงแล้วจำนวน “เพื่อน” ในเฟซบุ๊กของเรานั้นก็คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น สมาชิกจิตวิวัฒน์บางท่านมีเพื่อนเกิน ๕,๐๐๐ คนแล้ว (แม้ยังห่างไกลจากนักร้องอย่าง เลดี้กาก้า ที่มี “เพื่อน” ทั่วโลก ๑๔ ล้านคน) มันง่ายมากเลยที่จะมีเพื่อนใหม่ๆ มีเพื่อนมากๆ ในเฟซบุ๊ก ง่ายที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เพราะสิ่งที่เราต้องทำเพื่อสร้างความเป็น “เพื่อน” ในเฟซบุ๊ก ช่างสะดวกง่ายดายเพียงแค่กดคลิกเมาส์ขอ แล้วรอเขาตอบกลับ (ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางคนพร้อมเป็นเพื่อนมาก กดขอปุ๊บ ได้เป็นปั๊บ ... แหม ช่างทันใจจริงๆ!) ถึงแม้เราไม่กระตือรือร้นค้นหาชื่อเพื่อขอเพิ่มจำนวนเพื่อน เฟซบุ๊กก็จะคอยแนะนำเราอยู่เสมอว่าผู้ใช้คนไหนน่าสนใจให้เราไปพิจารณาขอเป็นเพื่อนบ้าง ส่วนจะเลิกคบกันยิ่งง่าย คลิกยกเลิกไปเลย ไม่ต้องขอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ศักยภาพของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น  เรามีเพื่อนในเฟซบุ๊ก ในโลกเสมือนเพิ่มขึ้น แต่ในโลกของความเป็นจริงที่เราต้องใช้ชีวิตและใช้เวลาอยู่จริงล่ะครับ? เรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นหรือเปล่า? เพื่อนที่หมายถึงทุกคนซึ่งเรามีความสัมพันธ์ด้วยนะครับ ใช่ว่าเพียงคนคอเดียวกัน แต่รวมไปถึงคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน และทุกคนที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยในโลกใบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ที่สำคัญ  คุณภาพของความสัมพันธ์ที่เรามีต่อเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้เล่า เป็นอย่างไรกันบ้าง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     พ่อ แม่ สามี/ภรรยา ญาติผู้ใหญ่  ลูกหลาน คนในครอบครัวของเรา บุคคลสำคัญเหล่านี้ที่เป็นเพื่อนอันมีฐานะเป็นกัลยาณมิตรผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลเราบนเส้นทางจิตวิญญาณ เรากำลังมีความสัมพันธ์กับเขาอย่างไรบ้าง เป็นความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพหรือไม่? เพื่อนเหล่านี้ถูกเราปล่อยทิ้งละเลยไว้ในขณะที่เราไปอัพโหลดรูป-อัพเดทสถานะ-ปลูกผัก-เลี้ยงปลา-ล่าสัตว์ในโลกเสมือนหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     หรือว่าเราใช้เฟซบุ๊ก (และอินเทอร์เน็ต) เป็นที่หลบจากความสัมพันธ์ยากๆ ในชีวิตจริง เราใช้เวลาในเฟซบุ๊กให้มากเพื่อหลีกเลี่ยงมาเผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ที่ยากกว่าในชีวิตจริงหรือเปล่า?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     โลกเรากำลังต้องการการปฏิรูป/ปฏิวัติที่ใหญ่ที่สุด คือ การปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ซึ่งเป็นทางออกเดียวของมนุษยชาติ และช่องทางหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การหวนกลับมาเยียวยา ฟื้นฟู และดูแลความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดของเราเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ไม่ว่าเราจะฝึกปฏิบัติเจริญสติหรือทำงานเสียสละแก่ส่วนรวมเพื่อลดละอัตตาอย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงๆ เราก็ยังจะอดหัวเสีย เครียดและจี๊ดได้ง่ายๆ และบ่อยๆ ก็เพราะคนใกล้ตัวนี่เอง ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน หลายครั้งโจทย์ที่ยากยิ่งในชีวิตของเราก็กลับเป็นคนที่เรารักหรือคนที่รักเราอย่างยิ่ง บ้างก็เป็นพ่อแม่ของเราเอง บ้างก็เป็นคู่ที่เราเลือกมาเอง หรือลูกที่เราเลี้ยงมาเองกับมือ แต่ถึงกระนั้นคนที่เราเลือก คนที่เราเลี้ยงมา ก็ยังไม่วายทำให้เราหัวเสียได้ทั้งวัน และนอกจากในบ้าน เราก็ยังพบว่ามันเกิดขึ้นง่ายและบ่อยครั้งมากกับคนที่ทำงานด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เราอาจอดทนกับกริยาท่าทางของคนแปลกหน้าได้นาน แต่แค่คนในครอบครัวพูดอะไรไม่เข้าหูแค่คำเดียวก็อาจทำให้เราโมโหหรือเสียใจไปครึ่งค่อนวันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     คำพูดสวยหรูที่ว่า &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“ดูแลคนใกล้ชิดดั่งอาคันตุกะ”&lt;/span&gt; จึงเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิต ในยามปรกติก็ว่าดูแลยากแล้ว ในยามที่เราเกิดอาการเซ็งกับสิ่งที่คนเหล่านี้ทำ พูด หรือเป็น การดูแลคนใกล้ชิดที่ว่านี้ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     แต่ความสัมพันธ์กับคนที่รักเรา กับคนที่เรารัก กับคนในครอบครัว ความสัมพันธ์ใกล้ตัวเราที่ว่ายากและถูกละเลยมองข้ามเหล่านี้เอง หากได้รับการเยียวยาและหล่อเลี้ยงจึงจะกลับกลายเป็นพลังและเป็นประตูที่พาเราไปสู่ชีวิตที่เต็มพร้อม ให้เราได้มีชีวิตที่ไม่เพียงแต่ “อยู่รอด” แต่ยัง “อยู่ร่วม” และ “อยู่อย่างมีความหมาย” ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     สิ่งที่กลุ่มจิตวิวัฒน์คุยกันหลายครั้งก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องขององค์ความรู้ที่ใช้ในการเยียวยาความสัมพันธ์ที่แตกหักเสียหาย หรือดูแลความสัมพันธ์ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสุนทรียสนทนา (Dialogue) การสนทนากับเสียงภายใน (Voice Dialogue) การสื่อสารด้วยความกรุณา (Compassionate or Non-violent Communication) หรือ นิเวศภาวนา (Vision Quest – Eco Quest)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เครื่องมือและความรู้เหล่านี้ทำให้การมีชีวิตอยู่นั้นมีความหมายมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     การไปอบรมเรียนทักษะความรู้ใดๆ สำหรับใช้ชีวิตหรือในการทำงานก็ตาม  ถ้าไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องความสัมพันธ์นี้ได้ก็ยากจะประสบผล จากประสบการณ์ของผู้เขียน ในการอบรมหลายครั้ง ผู้เข้าร่วมอบรมจะรู้สึกว่า ความรู้นี้เป็นสิ่งที่ใช่ และรู้สึกเชื่อมโยงกับเนื้อหา ก็ต่อเมื่อเขาพบหรือสัมผัสว่าสิ่งที่อบรมไปจะทำให้ความสัมพันธ์ที่เขาให้ความสำคัญนั้นมันดีขึ้นและกลับมามีความหมายต่อชีวิตเขาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     เรื่องเล็กๆ ง่ายๆ อย่างความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แข็งแรง ย่อมเป็นดั่งต้นทุนให้เราและครอบครัวสามารถรับมือกับวิกฤตที่อยู่เบื้องหน้าเราได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ยุคของอินเทอร์เน็ตที่มีข่าวสารข้อมูลไหลบ่าเข้ามาอย่างรวดเร็วจึงไม่ได้มีแค่พื้นที่บันเทิงในเฟซบุ๊กเท่านั้น อินเทอร์เน็ตยังสร้างพื้นที่และให้โอกาสดีแก่มนุษยชาติอย่างมาก ที่เปิดให้เราได้เข้าถึงเครื่องมือความรู้ต่างๆ ที่เราสามารถเอามาใช้ในการดูแลความสัมพันธ์เหล่านี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ผู้เขียนไม่ได้บอกให้ไปยกเลิกสมาชิกของเฟซบุ๊ก หรือเลิกเล่น แต่เชิญชวนว่าอย่าปล่อยให้เฟซบุ๊กหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ มาครอบงำปิดกั้นเราจากความจริงที่ว่าโลกเรานี้ช่างซับซ้อน การดูแลความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ต้องใช้ใจ ใช้เวลา ใช้พลัง และทำให้เราต้องเลิกใช้ตัวเราเองเป็นศูนย์กลางในการมองและตัดสินโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     ดูแลเพื่อนบนเฟซบุ๊กของเราก็ไม่เสียหายอะไร แต่อยากให้เราได้ดูแลความสัมพันธ์กับเพื่อนที่บ้านของเราด้วย&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-5831141853779389446?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/5831141853779389446/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=5831141853779389446' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/5831141853779389446'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/5831141853779389446'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='เพื่อนที่หายไปในเฟซบุ๊ก'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TFY69Hw74JI/AAAAAAAACps/IIuClEXYn_A/s72-c/unfriend.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-6755410205378541605</id><published>2010-07-11T07:00:00.001+07:00</published><updated>2010-07-11T07:00:03.626+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>จิตตปัญญา ๑๐๑</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TDGP4kU8zJI/AAAAAAAACo8/GaU00wqUFT4/s1600/h.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 214px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TDGP4kU8zJI/AAAAAAAACo8/GaU00wqUFT4/s320/h.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5490327622728338578" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ด้วยความรู้จากงานวิจัยสำรวจรวบรวมองค์ความรู้จิตตปัญญาศึกษาทั่วโลก ที่สรุปได้เป็นองค์ความรู้ “โมเดลจิตตปัญญาพฤกษา”  และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการประยุกต์ใช้โมเดลกับชั้นเรียน  ผนวกกับประสบการณ์การสร้างและทดลองใช้กระบวนการต่างๆ ในชั้นเรียนหลายแห่งและในชีวิตจริงร่วมสิบปี  &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;กลุ่มจิตตปัญญาวิถี&lt;/span&gt; (&lt;a href="http://www.jittapanya.com/"&gt;jittapanya.com&lt;/a&gt;) ได้ร่วมกันเปิดคอร์สอบรม แบบ in-house ให้กับสถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาครัฐ บริษัทเอกชนจำนวนมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;“จิตตปัญญา ๑๐๑”&lt;/span&gt; ที่เป็นคอร์สเปิดรับทั่วไปเป็นครั้งแรก คนสมัครมาเกินจำนวนที่ตั้งใจ เกินจำนวนที่ห้องจะรับได้ สามวันสบายๆ แม้จะสั้นและไม่ค้างคืน แต่ก็ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย เห็นถึงศักยภาพการเรียนรู้อย่างยิ่งของมนุษย์ที่มีความใฝ่ใจ สนใจใคร่รู้ คอร์สเข้มข้นไปด้วยข้อมูลวิจัย เอกสารตัวอย่าง ประสบการณ์ เรื่องราว เรื่องเล่า อารมณ์ความรู้สึก คำถาม คำตอบของอาจารย์ที่เคยสอน นักศึกษาที่เคยผ่านกระบวนการ และผู้เข้าร่วมทั้งที่เคยและไม่เคยรู้จักจิตตปัญญามาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังจบคอร์ส ว่างเว้นจากการครุ่นคิดคำนึงถึงไปหลายวัน ผมใช้เวลาคุณภาพมาละเลียดอ่านสิ่งที่ผู้เข้าร่วมเขียนประเมินสะท้อน ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่อ่านผ่านตาไปรอบแรก  ชื่นชมกับการเดินทางของเขา แม้ว่าบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“ถ้าใครมาถามว่าได้อะไรบ้างจากคอร์สนี้ก็คงไม่สามารถบรรยายหรือถ่ายทอดออกมาได้หมด รู้เพียงแต่ว่ามันเกิดอาการถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ผู้เข้าร่วมอยู่ในการเรียนรู้จนประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ใช่ด้วยการคิดนึกเอา แต่ด้วยการสัมผัสโดยตรงว่าจิตตปัญญาศึกษาเป็นเรื่องของการเรียนรู้ด้านใน เป็นเรื่องของการเรียนรู้ด้วยใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“การเรียนรู้ข้างในเพิ่งตื่น พร้อมที่จะก้าวเรียนต่อๆ ไป  ... ช่วยส่งเสริมให้เรากล้ามากขึ้น  ความกระจ่างมีความใสมากขึ้น กระจ่างในกรอบคิด กระจ่างในแนวปฏิบัติ กระจ่างในหนทางข้างหน้า  ขอบคุณเหลือเกินที่ทุกๆ คนช่วยให้เกิดพลังนี้ขึ้นในตนเอง”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ไม่เพียงแต่คำตอบนั้นจะมาจากเรา  แต่คำถามยังต้องมาจากเราด้วย  การเรียนรู้จึงจะเป็นของเรา เป็นของผู้เรียนอย่างแท้จริง พร้อมกันนั้นก็ตระหนักถึงคุณค่าของชุมชนผู้ปฏิบัติ (Community of Practice) หรือกัลยาณมิตร และแนวคิดอื่นๆ ด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“เป็นช่วงเวลาที่มีค่ายิ่งที่ทำให้ตัวเองได้ตระหนักรู้ถึง ‘สิ่งมีค่า’ ที่มีอยู่ในตนเอง ครอบครัว และสังฆะที่ดี ซึ่งมีอยู่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย และทำให้ตนเองได้เติบโตและงอกงามในจิตใจขึ้นมา จะพยายามรักษาสภาวะเช่นนี้อย่างจิตใจที่เป็นกลาง ไม่คาดคั้น คาดหวัง ... ให้โอกาสตัวเองมีความกล้าหาญ ยืนหยัด ยืนยันในสิ่งที่จะทำอย่างเสมอต้น เสมอปลาย อย่างไม่เร่งรีบ ... แนวทางนี้น่าจะเหมาะกับตนเอง เพราะได้รู้ผ่านการปฏิบัติจริง ที่ไม่ต้องรอให้มีเวลาเข้าวัด มีเวลาเงียบจึงจะทำได้”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ก่อนเริ่มคอร์สผู้เข้าร่วมหลายคนสนใจมองหาเทคนิค  อยากจะมาเรียน  จะมาเห็น จะมาลอง จะมาจำเอาไปใช้ในชั้นเรียน ที่ทำงาน ที่บ้านของตน  แต่กลับได้อะไรที่มากไปกว่าวิธีการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“สร้างความมั่นใจมากขึ้น ได้แก้ไขข้อข้องใจหลายๆ อย่างเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองทำ สิ่งที่ตัวเองเป็น มันเป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง ทั้งชีวิตเราเอง งาน ครอบครัว จินตนาการ ความใฝ่ฝัน ความมุ่งหมาย ได้จริงๆ  คิดว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน ๓ วันนี้ ได้เกินกว่าความคาดหมาย ... ได้มากกว่าคือได้ทบทวนสิ่งที่ค้างคาใจ สิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาของเราจริงๆ ในส่วนลึกจริงๆ และ&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ยังทำให้เกิดความอยากที่จะเผยแพร่สิ่งดีๆ แบบนี้ต่อๆ ไป ให้กับคนที่เรารัก คนที่ไม่มีความสุขในชีวิต ไม่มีความสุขในที่ทำงาน”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-6755410205378541605?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/6755410205378541605/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=6755410205378541605' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/6755410205378541605'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/6755410205378541605'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='จิตตปัญญา ๑๐๑'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TDGP4kU8zJI/AAAAAAAACo8/GaU00wqUFT4/s72-c/h.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-8890652312408793473</id><published>2010-06-13T06:30:00.002+07:00</published><updated>2010-06-13T09:47:02.117+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มหิดล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>จิตตปัญญาวิทยาศาสตร์</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TA8O_cWRK-I/AAAAAAAACoU/pip7xSoqZ6A/s1600/Dreaming_by_Kikariz.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 213px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TA8O_cWRK-I/AAAAAAAACoU/pip7xSoqZ6A/s320/Dreaming_by_Kikariz.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5480615754637323234" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;(ฉบับตีพิมพ์ถูกเปลี่ยนชื่อให้เป็น "แฟชั่นเผาเมือง")&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ผมรักวิทยาศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เคยคิดถึงขนาดว่าถ้าตอนเด็กๆ มีโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์คงได้ไปเรียน เพราะเชื่อว่าเป็นโรงเรียนในฝันของผู้รักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    วันนี้ข่าวไฟไหม้โรงเรียนจึงมีความหมายพิเศษสำหรับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    แม้จะไม่เคยเรียน  ไม่เคยเป็นศิษย์เก่าก็ตาม แต่ครั้งหนึ่ง ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่โรงเรียน จึงได้ไปแบ่งปันความเคลื่อนไหวในการเรียนรู้ของโลก ที่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันอันมีอายุอานามราว ๔๐๐ ปี ตั้งอยู่บนงานนักคิดหลักๆ อย่าง กาลิเลโอ กาลิเลอี เรอเน เดส์การตส์ ไอแซค นิวตัน นั้น แม้จะสร้างความเจริญทางวัตถุทางเทคโนโลยีให้กับโลกเป็นอย่างมาก แต่ก็นำพามนุษยชาติมาถึงทางตันแล้ว  ความรู้วิทยาศาสตร์ที่ตัดขาดมิติด้านใน ทำให้โลกปัจจุบันเป็น “โรคขาดพร่องทางจิตวิญญาณ (spiritual deficiency)” มีรูปธรรมอาการของโรคเป็นวิกฤตที่เราเห็นไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ทางออกไม่ใช่การปฏิเสธวิทยาศาสตร์  แต่เป็นการ ก) ปรับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้ เรียนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ “คิดเป็น” ไม่ใช่เน้นการเรียนหรือท่อง “วิชา” วิทยาศาสตร์ เพื่อไปสอบแข่งขันกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    และ ข) เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับอีกสองสิ่ง คือ การเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม เพื่อให้ “ทำเป็น” ต้องให้ผู้เรียนผ่านการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ  ย้ายการศึกษาไปอยู่ในชุมชน ทำให้ผู้เรียนร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคม มีอุดมการณ์ร่วม คือ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ของสมาชิกทุกคนในสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    และ การเรียนรู้ด้วยจิตตปัญญาศึกษา เพื่อให้ “รู้แจ้ง” การเรียนให้คิดเป็นและทำเป็นนั้นยังไม่สามารถพามนุษย์ออกจากกิเลสตัณหาได้ โลกที่กำลังป่วยอย่างหนักจึงต้องการการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้คนรู้จักสติ รู้กายรู้ใจตนเอง รู้อยู่กับปัจจุบันให้เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    บรรยายจบ  ได้คุยกับคุณครูหลายท่าน  จึงได้รู้ว่าโรงเรียนคัดเลือกเด็กอันดับหนึ่งของแต่ละจังหวัดมาเรียน (ปัจจุบันคาดว่าเปลี่ยนเป็นระบบสอบทั่วประเทศแต่เพียงอย่างเดียว) โดยเรียนฟรีทุกคน (ทุนจากรัฐบาลคนละประมาณหนึ่งแสนบาท) ทุกคนต้องอยู่หอพัก เรียนหนัก เนื้อหา ม.๖ เรียนจบตั้งแต่ ม.๕ (หรือ ม.๖ เทอมต้น) คลินิกวิชาการเปิดถึงสองทุ่ม ห้องสมุดเปิดถึงเที่ยงคืน วันเสาร์มีกิจกรรม วันอาทิตย์เท่านั้นที่นักเรียนสามารถกลับบ้าน ซึ่งนักเรียนต่างจังหวัดไกลๆ ไม่สามารถกลับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ผมถามคุณครูแนะแนวว่าเด็กๆ จะไม่เครียดหรือ เอาที่หนึ่งจากแต่ละจังหวัดมาเรียน  เหลือที่หนึ่งเพียงคนเดียว  แล้วที่เหลือจะรู้สึกอย่างไร  คุณครูตอบชัดถ้อยชัดคำ  ไม่ลังเล “เครียดสิคะ เครียดมาก อย่าว่าแต่เด็กเลย ครูยังเครียดเลยค่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณครูบอกต่อว่า  “วิทยาศาสตร์อย่างที่อาจารย์เล่ามาดีมากเลยค่ะ แต่โรงเรียนเขาคงไม่สนใจหรอกค่ะ” เพราะมันไม่ได้ทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียงจากการที่นักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ที่สูงๆ  เธอยังเล่าถึงความพยายามของอาจารย์บางคนที่จะให้การเรียนรู้มีมิติอื่นๆ บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากทั้งผู้บริหาร เพื่อนอาจารย์ และนักเรียน เธอเองก็กังวลแต่ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ผมออกจากโรงเรียนมาพร้อมกับความห่วงใย  ห่วงทั้งคนที่โรงเรียนและผู้ปกครองที่บ้าน เหมือนเขากำลังนั่งอยู่บนระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลังอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ข่าวนักเรียนเครียด  ไม่อยากมาโรงเรียน จนเผาห้องสมุดเพื่อให้โรงเรียนปิด ย่อมเป็นเรื่องเศร้า แต่ก็น่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้กลับมาตั้งคำถามตัวเองอย่างจริงจังเกี่ยวกับการเรียนรู้ การศึกษา เป้าหมายชีวิต และวิทยาศาสตร์เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-8890652312408793473?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/8890652312408793473/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=8890652312408793473' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8890652312408793473'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8890652312408793473'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/06/blog-post.html' title='จิตตปัญญาวิทยาศาสตร์'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/TA8O_cWRK-I/AAAAAAAACoU/pip7xSoqZ6A/s72-c/Dreaming_by_Kikariz.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-4132535274947050284</id><published>2010-05-09T07:27:00.003+07:00</published><updated>2010-05-18T10:44:53.050+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเมือง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>เพื่อนภาวนา</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S_HgORhh-DI/AAAAAAAACns/H4MblGCEVIg/s1600/n110188039016714_6045.jpg"&gt;&lt;img style="display: block; margin: 0px auto 10px; text-align: center; cursor: pointer; width: 200px; height: 150px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S_HgORhh-DI/AAAAAAAACns/H4MblGCEVIg/s320/n110188039016714_6045.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5472401558058694706" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 9 พฤษภาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    “&lt;span style="font-style: italic;"&gt;สันติภาพเริ่มจากภายในตนเอง ไม่อาจเรียกร้องจากผู้อื่นได้&lt;/span&gt;”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr align="center" width="40%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ขณะที่สังคมส่วนใหญ่กำลังก่อกรรมร่วม คือ ตะโกนใส่กันมากขึ้น แต่ฟังกันน้อยลง เข้าใจกันน้อยลง เลือกรับรู้ เลือกพิจารณา และเลือกส่งต่อเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับแนวทางทางการเมืองของตนเอง “ดูสิข้อมูลอะไรๆ ที่เราดูจากสื่อที่เราเลือกก็สนับสนุนความเชื่อเรา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ขณะที่เราปล่อยให้ศัตรูที่แท้จริงลอยนวล คือ ความโกรธ ความเกลียดชังกัน เติบโต แผ่ขยายบั่นทอนสุขภาพองค์รวม คอยยุแยงให้เราปักใจว่าสิ่งที่เราเชื่อนี่แหละถูกที่สุดแล้ว อีกฝ่ายก็ดูมีความเป็นมนุษย์น้อยลงเรื่อยๆ “สมแล้วที่เราจะต้องจัดการให้สิ้นซากด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ขณะที่สังคมตัดญาติ ตัดมิตร ตัดคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดความเชื่อทางการเมืองของตนออก โดยลืมไปว่าการกลับมาคืนดีกันไม่ง่ายเหมือนกับการคลิกขอเป็นเพื่อนอีกครั้งใน facebook หลังจากได้คลิก unfriend หรือ defriend ไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ขณะที่สังคมบ้างก็ผลัก บ้างก็ถูกผลักไปยืนข้างใดข้างหนึ่งในการเมืองเลือกข้างมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เป็นข้างนี้ แสดงว่าต้องเป็นอีกข้างหนึ่ง  เหลือพื้นที่ตรงกลางน้อยลงไปทุกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ในชั่วขณะเดียวกันนี้ ... คนกลุ่มหนึ่งมุ่งมั่น ตั้งใจสร้างพื้นที่ที่เป็นมิตรกับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนในวาทกรรมการเมืองเรื่องสี (แดง เหลือง เขียว น้ำเงิน ขาว ชมพู) ฐานะ (ไพร่ ชนชั้นกลาง อำมาตย์) หรือผักผลไม้ (มะเขือเทศ แตงโม สับปะรด)  ไม่ใช่แค่พื้นที่ตรงกลางที่ต้อนรับคนไม่มีสี แต่ต้อนรับทุกคนทุกฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    คนกลุ่มนี้ชักชวนผู้คนมาภาวนาด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ด้วยเชื่อว่าการภาวนาเป็นส่วนสำคัญของทางออก เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สังคมเข้าสู่คำตอบที่ยั่งยืน ที่มีทุกคนอยู่ในนั้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    หัวใจของภาวนา คือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การแสดงออกอย่าง active สันติ สร้างสรรค์  &lt;/span&gt;ไม่ใช่การหนีโลก แบบ passive ลี้เร้นโลกวุ่นวายไปอยู่ในที่สงบ ใครเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอสบายใจไว้ก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    หัวใจของการภาวนา  คือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การช่วยให้เรามีช่วงเวลาที่ช้าลง มีสติ &lt;/span&gt;ตระหนักว่าเราจะนำพาตนและทุกๆ คน (ไม่เว้นแม้คนที่เราไม่เห็นด้วย) ไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ด้วยความรัก ความเข้าใจได้อย่างไร เมื่อเราตระหนัก เราจะมีกำลัง ความมุ่งมั่น ทุ่มเทที่จะลงมือทำอย่างไม่น่าเชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    หัวใจของการภาวนา คือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การช่วยให้เรามีทีท่าที่เหมาะสมว่าจะอยู่กับความทุกข์หรือปัญหาได้อย่างไร &lt;/span&gt;มีอะไรบ้างที่เราควรทำ/ไม่ควรทำ มีอะไรบ้างที่เราต้องทำ/ต้องไม่ทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    หัวใจของการภาวนา คือ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การเข้าไปสร้างและสัมผัสสันติภาพภายในใจตนเอง&lt;/span&gt;ก่อน สันติภาพภายในที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา ขอเพียงเราตั้งใจที่จะรับรู้ รับฟัง  ไม่ใช่การสร้างสันติภาพภายนอกผ่านการนั่งหลับตา แล้วขอ ขอ ขอ ขอปาฏิหาริย์ โดยไม่ทำอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    คนกลุ่มนี้เชื่อว่าการมาภาวนาด้วยกัน มาใช้เวลา สถานที่ มามีลมหายใจเดียวกัน นั้นเป็นพลังเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่และสร้างสรรค์สังคมได้  เพื่อนเป็นหัวใจของการภาวนา ดังปราชญ์ผู้รู้กล่าวไว้ว่า “เพื่อนที่ดีนั้นเป็นทั้งหมดของการปฏิบัติ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr align="center" width="40%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    กลุ่ม “&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เพื่อนภาวนา&lt;/span&gt;” จัดกิจกรรมสร้างสันติภาพจากภายใน ด้วยการภาวนาร่วมกัน โดยไม่จำกัดศาสนา/ความเชื่อ ไม่จำกัดสถานที่ ทุกวัน เวลา ๒๐.๐๐ - ๒๐.๓๐ น. ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดได้ที่ &lt;a href="http://siambhavana.jittapanya.com/" target="_blank"&gt;siambhavana.jittapanya.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-4132535274947050284?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/4132535274947050284/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=4132535274947050284' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/4132535274947050284'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/4132535274947050284'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/05/blog-post_09.html' title='เพื่อนภาวนา'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S_HgORhh-DI/AAAAAAAACns/H4MblGCEVIg/s72-c/n110188039016714_6045.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-7687790607288293331</id><published>2010-05-07T13:00:00.002+07:00</published><updated>2010-05-18T07:27:36.568+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การเมือง'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><title type='text'>คนช่างฝัน (ดี)</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S-BYf0dzGUI/AAAAAAAACnc/UmVloMGuI1E/s1600/Screen+shot+2553-05-05+at+0.24.36.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 214px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S-BYf0dzGUI/AAAAAAAACnc/UmVloMGuI1E/s320/Screen+shot+2553-05-05+at+0.24.36.png" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5467467251310598466" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์ หนังสือพิมพ์มติชน &lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ได้อ่านบทความของคุณ ประวิตร โรจนพฤกษ์ ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น วันที่ 28 เมษายน 2553 เรื่อง “หยุดตอนนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป” (Stop Now Before It’s Too Late) ก็ได้ลองคิดจินตนาการตามไปถึงสถานการณ์ที่เป็นไปได้อย่างแย่ที่สุด (worst case scenario) ที่ผู้เขียนได้ลองช่วยทำการบ้านมาให้ มันก็น่ากลัวไม่น้อยทีเดียวครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    คุณประวิตร  มองว่าอาจเกิดเหตุการณ์ &lt;span style="font-style:italic;"&gt;“สงครามกลางเมืองที่ยาวนานถึงสามวันสามคืน โดยมีผู้บาดเจ็บล้มตายจากทั้งสองฝ่ายเป็นพันคน ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมหรูย่านราชประสงค์ ที่ซึ่งคนเสื้อแดงปักหลักชุมนุมอยู่ ก็อาจจะกลายเป็นซากปรักหักพังดังที่เราเคยได้เห็นที่เมืองคาบูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    หลังสิ้นสุดวันและคืนอันยาวนานแห่งสงครามกลางเมือง  คนเสื้อแดงก็คงจะแปลงสภาพไปเป็นขบวนการใต้ดิน ตามด้วยสงครามกลางเมืองหลายเดือนหรือไม่ก็เป็นปี เหล่าอนาธิปไตยทั้งหลายก็คงจะยึดพื้นที่ตามต่างจังหวัดเป็นฐานที่มั่นเพื่อ ต่อสู้กับรัฐต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ในขณะเดียวกัน เหล่าชายชุดดำลึกลับก็คงจะพยายามทำ  ‘หน้าที่’ ของเขา ในการทำให้เกิดการสูญเสียมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะความสูญเสียในฝั่งรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ความเกลียดชังระหว่างคนเสื้อแดง  ทหารและพันธมิตรฯ (หรือคนเสื้อชมพู  หรือสีเสื้ออะไรก็ตามแต่ที่สนับสนุนรัฐบาล) อาจจะถึงจุดที่ทำให้เกิดการฆ่าแขวนคอ  ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และถึงแม้ว่าจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นในช่วงนี้ มันก็ไม่น่าที่จะสามารถทำให้ประเทศกลับสู่ความสงบสุขได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    พม่าอาจจะกลายเป็นประเทศที่ปลอดภัยกว่าประเทศไทย  และเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่รวันดาก็จะมีการถูกนำมาฉายซ้ำที่นี่ เศรษฐกิจจะพังทลาย  เหล่าคนเสื้อแดงก็จะไม่เหลือความศรัทธาและวางใจในระบบการเมืองที่เหลืออยู่ อีกเลย และก็คงจะพยายามล้มล้างระบบการเมืองใดๆ ที่มีอยู่ด้วยการปฏิวัติประชาชน”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr width="60%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    อ่านแล้วก็รู้สึกเห็นด้วยว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคงไม่อยากพบเจอกับสภาพเช่นนั้นแน่นอน  ถึงแม้ไม่อยากเห็นสภาพรัฐที่ล้มเหลว (failed state) จัดการอะไรไม่ได้ แต่สภาพของประเทศชาติที่ถูกทำลายและเต็มไปด้วยความเกลียดชัง (destroyed and hate-filled nation) คงจะเป็นภาพที่ทุกคนไม่อยากเห็นยิ่งกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เลยลองออกไป คิดนอกกล่อง คิดนอกกรอบ จินตนาการดูว่าสถานการณ์ที่เป็นไปได้อย่างดีที่สุด (best case scenario) สักเวอร์ชั่นหนึ่งเป็นอย่างไรได้บ้าง เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ทุกคนมาร่วมกันสร้างทางออกของประเทศที่ทุกฝ่ายเป็นผู้ชนะร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ไม่สนับสนุน ไม่เลือกข้าง หรือแนวทางที่สร้างทางออกเร็วๆ ผ่านความรุนแรง แต่เลือกสนับสนุนเฉพาะการสร้างทางออกดีๆ ผ่านสันติวิธี แม้จะช้ากว่าก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สิ่งงดงาม (ที่พอจะมี) ของการเดินทางอันเจ็บปวดร่วมกันของประเทศมาถึงทุกวันนี้ ก็คือ การที่คนส่วนใหญ่เริ่มยอมรับแล้วว่าสำหรับการชุมนุมนี้คงจะไม่มีการชนะหรือแพ้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแน่ๆ ซึ่งทั้งดีและทั้งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการแพ้ชนะแบบเดิมๆ ที่ผู้ชนะกินรวบ ชนะทั้งหมด ผู้ชนะลำพองใจ จะทำให้เราไม่ไปไหน ถอยหลังกลับไปอยู่ที่จุดเดิม คือ มองโลกแบบขาว-ดำ ดี-เลวแบบง่ายเกินไป มองเห็นว่าฝ่ายแพ้เลวหมด ไม่มีดีอะไรเลย ทำให้ไม่สามารถนำเอาสิ่งดีของอีกฝ่ายมาใช้ได้  อีกทั้งยังมองข้ามด้านไม่ดีของฝ่ายตนเองที่ต้องเอาออก อะไรที่เป็นโรคเป็นฝีของฝ่ายตน มีเสี้ยนมีหนองก็ไม่จัดการ ปล่อยให้ปวดระบมอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วยพลังของสัจจานุรักษ์ คือ ซื่อตรงต่อสัจจะ เปิดใจรับฟังผู้อื่นโดยไม่ด่วนตัดสิน  ไม่เอาศรัทธาของตนเป็นเครื่องชี้ขาดว่าสิ่งที่เราเชื่อเท่านั้นที่เป็นความจริง สามารถชื่นชมความดีของอีกฝ่ายได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เมื่อสังคมมีสิ่งนี้ร่วมกันก็จะสามารถสร้างทางออกที่มีลักษณะข้ามพ้นแต่ปนอยู่ (transcend and include) คือ ทางออกที่ไม่ใช่แค่แดง ไม่ใช่แค่เหลือง แต่ดีกว่าแดง ดีกว่าเหลือง มีทั้งแดงและเหลือง (และสีอื่นๆ ด้วย) รวมอยู่ในนั้น ทางออกเช่นนี้จะสามารถเป็นทางออกนำไปสู่สันติที่แท้จริง ไม่ใช่การซื้อเวลา ที่ยังต้องรอลุ้นระทึกกับการเผชิญหน้าครั้งถัดไปอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ผู้คนหันมามีจินตนาการแบบเด็กๆ ใสๆ ที่อะไรๆ ก็เป็นไปได้ เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ทุกฝ่ายเอ่ยปวารณาระดับชาติกัน&lt;/span&gt; ยอมรับความผิดจริงๆ อยากเอ่ยปากขอโทษกับทุกคน เสื้อแดงขอโทษเสื้อเหลือง เสื้อเหลืองขอโทษเสื้อแดง ขอโทษประชาชนทั้งหมด ขอโทษแผ่นดิน ขอโทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านนี้เมืองนี้ ขอโทษผู้เสียหาย ขอโทษตนเอง ขอโทษแม้กระทั่งลูกเล็กเด็กแดง ที่พวกเราเองทุกคนปล่อยให้เรื่องราวใหญ่โตบานปลายมาถึงขนาดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สังคมยินดีที่จะนิรโทษกรรม ทั้งคดีต่างๆ ของพันธมิตร เสื้อเหลือง ปิดสนามบินและอื่นๆ คดีของรัฐบาลชุดก่อนๆ หน้า รวมทั้งรัฐบาลปัจจุบัน การสั่งสลายการชุมนุม ขอพื้นที่คืน และอื่นๆ รวมทั้ง นปช. เสื้อแดง ด้วย การปิดราชประสงค์ การบุกโรงพยาบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ลูกหลานของพวกเราได้เติบโตในวัฒนธรรมที่การ “กล้าทำ กล้ารับ กล้าขอโทษ กล้าให้อภัย” เป็นคุณธรรมหลักประจำใจ เพราะพวกเขาได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่พวกเราเหล่าบรรพบุรุษได้เคยทำเป็นแบบอย่างในอดีต  เขารู้ว่าถ้าเขาแสดงความกล้าหาญพอ กล่าวขอโทษจากใจ เพื่อนร่วมสังคมเดียวกับเขาจะกล้าหาญที่จะให้อภัยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;นักต่างๆ ไม่ติดกรอบตนเอง ทะลุกำแพงของความถูกต้องทางวิชาการ ของตัวบทกฎหมายที่อุตส่าห์ไปร่ำไปเรียนมาจากเมืองนอก สร้างทางออกโดยใช้ใจ ใช้ความรู้สึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา ใช้สามัญสำนึก ร่วมด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ลองนึกว่าหากต้องช่วยประนีประนอมพี่น้องในบ้านเดียวกันที่ทะเลาะกันอยู่ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวชายคาเดียวกัน ใช่ว่าจะเป็นตัดสินหาคนถูกแล้วไล่อีกคนออกจากบ้าน ทำให้พ่อแม่เสียใจ ทำให้บ้านแตกสาแหรกขาดเสมอไป เหมือนผู้ใหญ่เขาสอนว่าเวลาสามีภรรยาทะเลาะกันอย่าใช้แต่เหตุผล ชีวิตไม่ได้มีแต่ความถูกต้องอย่างเดียวที่สำคัญ ความสัมพันธ์ก็สำคัญ ดังนั้นให้ใช้ความรักกันเยอะๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ยกให้แกนนำ นปช. รัฐบาล พันธมิตร หลากสี เป็นผู้กล้าหาญ แม้แต่ละคนแต่ละฝ่ายจะเคยทำอะไรผิดมาบ้าง แม้จะมีใครไม่ชอบบ้าง แต่อย่างน้อยก็เป็นผู้มีบุญคุณ ที่ช่วยกันนำพาประเทศออกจากขอบเหวได้อย่างหวุดหวิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สร้างความเป็นธรรมในสังคม แก้รัฐธรรมนูญเฉพาะมาตราที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ เท่านั้น เช่น กำหนดว่ารัฐต้องปฏิรูประบบภาษี ให้จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าและเป็นธรรม ปฏิรูปการถือครองที่ดิน ปฏิรูปการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น ส่งเสริมความเป็นธรรมในการค้า ส่งเสริมผู้ค้ารายย่อย ป้องกันการผูกขาด การทุ่มตลาด ภายในระยะเวลาสั้นที่สุดที่เป็นไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    กลุ่มผู้นำของสถาบันต่างๆ ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ ท้าทาย ต่างก้าวออกมา แล้วถือโอกาสนี้เป็นเจ้าภาพร่วมในการสังคายนาประเทศ โดยเริ่มจากการบอกว่าตนเองและสถาบันของตนเองจะเสียสละอย่างไร ที่ควรลดขนาดก็ลดขนาดตนเอง ที่ควรโปร่งใสก็ทำให้ตนเองโปร่งใส ที่ควรได้น้อยลงก็จะประกาศขอลดรายได้ของตนเองลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สถาบัน  องค์กร บริษัท ห้างร้านใด พอมีทรัพย์ มีกำลังก็บริจาคเงินออกมาช่วยชาติอีกครั้ง (ครั้งที่แล้วลำพังโครงการช่วยชาติของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็รวบรวมได้ทองคำถึง 967 แท่ง น้ำหนักมากกว่า 12 ตัน เงินสดอีก 10 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ) นำเงินบริจาคช่วยชาติที่ร่วมกันนี้ไปช่วยดูแลคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้ได้รับผลกระทบ ล้มตาย พิการ บาดเจ็บ สูญเสียรายได้ จากการเผชิญหน้าหลายปีที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ทำให้ทุกภาคส่วนได้เป็นเจ้าภาพการทำสังคายนาและกอบกู้อารยธรรมของเราร่วมกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ท้าทายเยาวชนออกจากโลกไซเบอร์มาลงมือลงไม้ทำกิจกรรมจิตอาสา ร่วมสั่งสมทุนและตระเตรียมโครงสร้างทางสังคมไว้รอรับภัยธรรมชาติระดับโลกที่จะมาแน่ๆ ในเร็วๆ นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม สนับสนุนละคร ส่งเสริมดนตรี ศิลปะ เพื่อสร้างความรัก ความเข้าใจอันดี ตลอดปี หรือตลอดทศวรรษยิ่งดี สร้างอัตลักษณ์ใหม่จากทุนทางวัฒนธรรมเดิมของเรา นำความเป็นสยามเมืองยิ้มกลับมาอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    แกนนำทุกสี  ทุกกลุ่ม ทั้งคุณทักษิณ คุณวีระ คุณณัฐวุฒิ คุณจตุพร คุณเหวง คุณสนธิ คุณสมศักดิ์ คุณสมเกียรติ คุณจำลอง คุณพิภพ คุณอภิสิทธิ์ คุณอนุพงษ์ ร่วมกันเล่นมิวสิกวิดีโอเพลง “เสียงในความเงียบ” (ดูตัวอย่างได้ที่ &lt;a href="http://bit.ly/8may2553"&gt;http://bit.ly/8may2553&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;รัฐและประชาชนทุกคนร่วมกันจัดงานรื่นเริงฉลอง เหมือนตักบาตร ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ รับขวัญประเทศ&lt;/span&gt; ลด แลก แจก แถม เชิญชวนชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยว มาใช้จ่าย มาดูว่าคนไทยใจกว้าง เป็นพี่เป็นน้อง ทะเลาะกันก็ยังกลับมาคืนดีกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr width="60%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    เสียงเพลงนุ่มๆ  ของจอห์น เลนนอน ลอยมากับสายลม  ชวนให้มี “จินตนาการ” เหมือนกับชื่อเพลง ในเพลงยังบอกอีกว่า “You may say I’m a dreamer, but I’m not the only one.” เธออาจจะบอกว่าฉันเป็นคนช่างฝัน แต่ฉันจะบอกเธอให้นะ ไม่ใช่ฉันคนเดียวหรอก แล้วฉันก็หวังไว้ว่าสักวันหนึ่งเธอจะก็จะมาร่วมฝันด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ใช่สิ ฉันอาจจะเป็นคนช่างฝัน  แต่ เฮ้! ไหนๆ จะฝันกันแล้ว ฉันก็อยากจะฝันดีนะ!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-7687790607288293331?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/7687790607288293331/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=7687790607288293331' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7687790607288293331'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7687790607288293331'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='คนช่างฝัน (ดี)'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S-BYf0dzGUI/AAAAAAAACnc/UmVloMGuI1E/s72-c/Screen+shot+2553-05-05+at+0.24.36.png' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-3229969135029716321</id><published>2010-04-11T06:30:00.000+07:00</published><updated>2010-04-11T06:30:00.161+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><title type='text'>ยิ่งช้า ยิ่งง่าย</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S7yDQQKY7pI/AAAAAAAACmU/3cMbBIexWBU/s1600/s.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 219px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S7yDQQKY7pI/AAAAAAAACmU/3cMbBIexWBU/s320/s.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5457381163705888402" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 11 เมษายน 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในวิถีจิตตปัญญาที่การใช้ชีวิตอยู่กับโลกและการเดินทางทางจิตวิญญาณมิได้แยกออกจากกัน ความรู้และทักษะในการรู้จัก เข้าใจ และดูแลโลกภายนอก มีลักษณะหลายประการที่คล้ายคลึงกันกับความรู้และทักษะในการรู้จัก เข้าใจ และดูแลตนเอง หนึ่งในนั้นคือ ความสามารถที่เราจะช้าลง หยุด เฝ้ามอง เฝ้ามอง และเฝ้ามองจนกระทั่งเรากระจ่างแจ้งสิ่งที่ไม่อาจเห็นได้ง่ายด้วยสายตา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หาไม่แล้ว เราอาจไม่เข้าใจตนเอง ไม่เข้าใจระบบ ไม่เข้าใจโลกอย่างถูกต้อง การจัดการไปตามความเข้าใจอันจำกัด อันบิดเบี้ยวของเรา แม้เกิดจากความตั้งใจดี อาจก่อปัญหาให้มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเพิ่งจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพแก่ภาควิชาหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เราใช้เวลาสนทนาแบ่งปันกันมากว่า เราจะช่วยกันดูแลและส่งเสริมให้ทั้งเจ้าหน้าที่ อาจารย์รุ่นใหญ่ และอาจารย์ใหม่ มีชีวิตในภาคอย่างมีความสุขและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร เราแบ่งกลุ่มเล็กๆ จัดบรรยากาศผ่อนคลาย ให้โอกาสทุกคนแบ่งปันและรับฟังมุมมองของกันและกันอย่างทั่วถึง ทั้งรู้สึกปลอดภัย ไม่กดดัน ผลออกมาดีมาก ทุกคนได้รับฟังและดูแลทุกคน รวมทั้งตนเองจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในกลุ่มหนึ่งมีเรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก มีผู้เสนอว่าเมื่อภาควิชารับอาจารย์ใหม่เข้ามา ควรมีคนพาไปแนะนำตัวกับทุกๆ คน เพื่อได้รู้จัก ช่วยเหลือ ดูแลกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพียงแต่ข้อเสนอระบุด้วยว่า หัวหน้าภาคควรทำหน้าที่นี้ อีกทั้งให้ออกเป็นระเบียบไว้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมเห็นด้วยกับแนวคิด แต่ไม่แน่ใจเรื่องวิธีการ สงสัยว่าชีวิตเรายังมีกฎระเบียบไม่พออีกหรือ? เรื่องของความสัมพันธ์ไม่น่าจะแก้ไขกันด้วยการออกระเบียบ เพราะมันดูเหมือนสร้างง่าย แต่หากความสัมพันธ์ไม่ดีเสียแล้ว ข้อบังคับต่างๆ อาจตามมาหลอกหลอนภายหลังได้ อย่างเช่นถ้าคนในภาคไม่รักกัน หากหัวหน้าภาคไม่พาอาจารย์ใหม่ไปแนะนำ คงเกิดตามเช็คบิลไล่เฉ่งกัน จับผิดการทำงานกันไปมา เจตนาดีจึงกลายเป็นประสงค์ร้ายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากมองย้อนกลับไปในชีวิตส่วนตัวและที่ทำงาน เราเคยจัดการปัญหาอะไรแบบไวๆ บ้างไหม ที่ทำให้เราต้องปวดหัว ตามล้างตามเช็ด หรือยังได้รับผลกระทบในแง่ลบอยู่อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราเคยหักหาญน้ำใจใครเพียงเพราะกำลังอารมณ์ไม่จอย เราเคยไม่ได้พูดสิ่งที่เราควรได้พูดเพราะมันกระดากปาก หรือเราเคยเลิกคบกับบางคนเพียงเพราะคิดว่านิสัยเข้ากันไม่ได้หรือเขาพูดอะไรไม่เข้าหูหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากแก้ไขปัญหาด้วยวิธีรีบๆ ชีวิตและองค์กรของเราอาจพะรุงพะรังไปด้วยกฎระเบียบ จะทำอะไรสักทีก็ต้องตรวจต้องเช็คดูก่อนว่าทำได้ไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ถ้าช่วยกันทำให้คนในภาครักกัน เมื่อมีอาจารย์ใหม่เข้ามา ใครๆ ก็เสนอหัวหน้าภาคด้วยวาจาให้พาไปแนะนำได้ หากหัวหน้าภาคไม่ว่าง เราก็ช่วยกันทำแทนไปเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        “ถ้าเราอยากแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น เราต้องยิ่งช้าลง ... การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และสร้างสรรค์ได้ -- หากแต่พื้นที่หรือสิ่งที่จะเป็นจุดคานงัดอันทรง ประสิทธิภาพที่สุดนั้น ไม่อาจเห็นได้อย่างแจ้งชัดประจักษ์กับสายตา”  ปีเตอร์ เซ็งเก้ นักวิทยาศาสตร์ด้านทฤษฎีระบบและองค์กรเรียนรู้ กล่าวไว้ในหนังสือ &lt;span style="font-style:italic;"&gt;The Fifth Discipline&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทางออกของปัญหาผ่านการหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ให้ดี  แม้ดูเหมือนจะช้า ต้องใช้ความตั้งใจ  ใช้ความรู้และทักษะมากกว่า  แต่แท้จริงแล้วง่ายกว่าตามไปแก้ไขกฎระเบียบก่อนหน้า ง่ายกว่าเยียวยาความสัมพันธ์ที่ถูกทำลายยับให้กลับมาคืนดีเหมือนเก่า ง่ายกว่าเป็นไหนๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-3229969135029716321?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/3229969135029716321/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=3229969135029716321' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/3229969135029716321'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/3229969135029716321'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='ยิ่งช้า ยิ่งง่าย'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S7yDQQKY7pI/AAAAAAAACmU/3cMbBIexWBU/s72-c/s.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-3223153781017287137</id><published>2010-03-14T06:00:00.001+07:00</published><updated>2010-03-14T06:00:02.366+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='วิกฤต'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>คุยกันด้วยหัวใจ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S5Ul_KSXCwI/AAAAAAAAClM/SK-D1bUlQMM/s1600-h/00.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 240px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S5Ul_KSXCwI/AAAAAAAAClM/SK-D1bUlQMM/s320/00.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5446301091397831426" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 14 มีนาคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยใช้วิธีคิดแบบเดียวกับที่เราใช้สร้างมัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไอน์สไตน์เคยพูดไว้  ซึ่งผมว่าจริงมากๆ เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้ช่วงนี้มีคนช่วยกันคิดว่าเราจะออกจากการเผชิญหน้าของบ้านเมืองนี้อย่างไร แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังมักมองหาเทคนิควิธีง่ายๆ มันทำไม่ได้หรอกครับ เพราะทางออกง่ายๆ เหล่านั้นอยู่ในระดับวิธีคิดแบบเดียวกับปัญหาที่เขากำลังพยายามแก้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ดังนั้นเราอย่าเพิ่งเบื่อนะครับ  ที่ปัญหาความขัดแย้งแดง-เหลืองนี้ยังไม่จบเสียที นั่นเพราะสังคมโดยรวมยังไม่ร่วมกันสร้างวิธีคิดที่ไปพ้นจากระดับความขัดแย้งเดิมๆ ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สังคมต้องยกระดับของการมองและเข้าใจปัญหา ต้องมีจิตสำนึกใหม่ (New consciousness) จึงจะสามารถสร้างทางออกที่สร้างสรรค์  มีผู้เปรียบสังคมไทยเปรียบเสมือนลูกเจี๊ยบอยู่ในเปลือกไข่ ที่โตเต็มที่แล้ว ต้องเจาะเปลือกไข่ออกมาถึงจะรอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กิจกรรมดีๆ  หลายอย่างที่จะมีส่วนช่วยให้สังคมเติบโตข้ามผ่านวิกฤตนี้ กลับไม่เกิดขึ้นเพราะผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าธุระไม่ใช่ ไม่สนใจ หรือรู้สึกว่าตนเองไม่มีอำนาจจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราอาจจะไม่เห็นทางออกเพราะเราคิดถึงแต่โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ คิดว่าความขัดแย้งนี้ขึ้นกับการต่อรองตกลงกันของผู้นำ ต้องเปิดโต๊ะเจรจาระดับชาติเท่านั้น นี่ก็คือความคิดแบบแยกส่วน ที่จะทำให้เราแก้ไขปัญหาไม่ได้นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หนึ่งในสิ่งที่จะช่วยได้คือ  การคุยกันด้วยหัวใจ ซึ่งก็มีรูปธรรมหรือมิติที่หลากหลาย ในหลายชื่อ หลายจุดเน้น เช่น สุนทรียสนทนา ไดอะล็อก สานเสวนา การสื่อสารด้วยความกรุณา การสื่อสารอย่างสันติ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การคุยกันด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง  ต้องการที่จะรับฟัง เข้าใจ และดูแลกันและกัน เป็นการแก้ไขปัญหาโดยใช้กระบวนทัศน์องค์รวม ไม่แยกส่วน เป็นระดับที่เหนือกว่าวิธีคิดที่สร้างปัญหาที่เราเผชิญอยู่ร่วมกัน เป็นการปฏิวัติจิตสำนึกที่เกิดได้ในการคุยกันของคนตัวเล็กๆ ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นในแผนก ในบริษัท ในหมู่บ้าน หรือแม้แต่ในครอบครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การคุยกันที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี และนำไปสู่ทางออกของสังคมได้  ควรมีองค์ประกอบของคนที่หลากหลาย  มาคุยกันโดยมีข้อตกลงร่วมกันชุดหนึ่ง (อาทิ ฟังกันอย่างลึกซึ้ง deep listening ห้อยแขวนการตัดสิน สด-เปลือย-เปราะบาง ชื่นชมวัฒนธรรมความเงียบ) ให้เวลาแต่ละครั้งอย่างเพียงพอ คุยกันอย่างสม่ำเสมอ โดยคนที่มาคุยกันนี้เป็นใครก็ได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้นำแต่ละฝ่าย เพียงเป็นคนกลุ่มเดิมที่มาคุยกันอย่างต่อเนื่อง แต่ละกลุ่มอาจมีขนาด ๑๐-๓๐ กว่าคน และควรให้มีหลายๆ กลุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ถ้าได้คุยกันเช่นนี้สักระยะ  ผู้คนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน จะเห็นว่าทางออกของสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด กลุ่มจะมีลักษณะ transcend and include คือข้ามพ้นแต่ปนอยู่ คำตอบจะอยู่ในระดับที่มีความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่โจทย์และความต้องการของทุกฝ่ายจะได้รับการดูแล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กิจกรรมเช่นนี้  ไม่ต้องใช้เงินมากมาย เพียงอาศัยความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกฝ่ายที่จะเรียนรู้กัน และร่วมแสวงหาทางออกอย่างสันติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กลุ่มดำเนินไปได้ และเกิดทางออกได้ ก็คือ  &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความไม่คาดหวัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องนี้เป็นสิ่งท้าทาย และเป็นความจริงคู่ขัดแย้ง (paradox)  เหมือนกับการเดินทางและการปฏิบัติทางจิตวิญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หากมีความคาดหวังเป็นที่ตั้ง บางคนอาจจะไม่มา เพราะคิดว่าคุยไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นมา ระหว่างคุยก็จะมุ่งหาแต่ผลลัพธ์ ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง  แต่ถ้าบอกให้ไม่มีความคาดหวัง บางคนก็อาจจะบอกว่าแล้วจะมาคุยทำไมให้เสียเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;แต่วิกฤตสังคมครั้งนี้ ก็เป็นวิกฤตทางจิตวิญญาณจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผู้คนอาจจะไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมทำในสิ่งที่จะนำพาเขาออกจากความทุกข์  จนกระทั่งเขาเจอความทุกข์จริงๆ  จังๆ จนทนไม่ไหวนั่นแหละ ความทุกข์นั้นเองที่จะนำพาให้เขามาลงมือปฏิบัติในสิ่งที่จะทำให้ความทุกข์นั้นจางคลายหรือหายไปในที่สุด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-3223153781017287137?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/3223153781017287137/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=3223153781017287137' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/3223153781017287137'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/3223153781017287137'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='คุยกันด้วยหัวใจ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S5Ul_KSXCwI/AAAAAAAAClM/SK-D1bUlQMM/s72-c/00.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-6552258469624037449</id><published>2010-02-14T07:00:00.001+07:00</published><updated>2010-02-14T07:00:01.747+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><title type='text'>ดูแลคนใกล้ชิดดั่งอาคันตุกะ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S3NoAlTGsuI/AAAAAAAACj0/MJmpl7N_aOM/s1600-h/000.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 216px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S3NoAlTGsuI/AAAAAAAACj0/MJmpl7N_aOM/s320/000.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5436803534387852002" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รู้สึกเขินจังที่ตนเองเพิ่งจะรู้จักเพลงตรุษจีน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้ว่าได้ร่วมงานตรุษจีนทุกปี  เชื่อว่าคงตั้งแต่ยังจำความไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เพราะว่าที่บ้านถือเป็นตรุษใหญ่ ฉลองกันอย่างตั้งใจ  แต่ผมเองรู้สึกไม่ “อิน” กับเทศกาลนี้สักเท่าใดนัก ไม่ค่อยได้ให้ความหมาย ก็เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมาก ไม่ได้รอคอย ไม่ได้คิดถึง (ต่อให้มีแต๊ะเอียอั่งเปามาล่อก็ตาม) กระทั่งเพลงประจำตรุษจีนก็ยังไม่รู้จัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผิดกับเพลงประเภท  Merry Xmas หรือ Silent Night ที่ร้องได้ตั้งแต่เด็ก ที่โรงเรียนก็มีเต้นรีวิวประกอบเพลงตั้งแต่ประถม ได้เรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตกถึงการให้ความหมายของวันคริสต์มาสและวันปีใหม่ของฝรั่ง ชอบตรงที่รู้ว่าเขาตั้งใจให้ใกล้เคียงกับวัน winter solstice (วันที่กลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือ วันเห-มายัน) ผ่านไปแต่ละวันตะวันก็จะฉายแสงให้ความอบอุ่นนานขึ้น ดั่งว่าเป็นหมุดหมายของการเดินทางของชีวิตและการเริ่มต้นใหม่ของหลายๆ คน หลายๆ ครอบครัว ผมชอบประเพณีการกลับมาเจอและร่วมฉลองกัน รู้สึกเห็นใจเวลาได้ข่าวคนเดินทางกลับไปหาครอบครัวลำบากเพราะเที่ยวบินเต็ม มิหนำซ้ำมักจะมีพายุหิมะช่วงนี้เสียด้วย  ยิ่งตอนที่ตนเองอยู่ต่างประเทศก็ยิ่งอินเข้าไปใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่กับเทศกาลตรุษจีนที่ไม่ค่อยอินนัก ความรู้สึกมาเปลี่ยนตอนได้ยินเพลงตรุษจีน เพลงจังหวะเร็วๆ ที่มีท่อนฮุกว่า “กง...ซี กง...ซี กง...ซี นี่” ได้เข้าใจความหมายเรื่องราวที่ผู้คนบนท้องถนนต่างทักทายแสดงความยินดีแก่กัน ที่ฤดูหนาวอันยาวนานกำลังจะสิ้นสุด สายลมอันอบอุ่นแห่งฤดูใบไม้ผลิกำลังปลุกโลกให้ตื่นจากความหลับใหล หิมะหนาละลายไป ต้นพลัมกำลังผลิดอกเบ่งบาน ค่ำคืนอันแสนนานจะผ่านเลย  หลังจากผ่านความยากลำบาก อาศัยความอุตสาหะไม่น้อย ผู้คนต่างรอคอยข่าวดีแห่งฤดูใบไม้ผลิ มาร่วมเฉลิมฉลองยินดีกันเถอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อันที่จริงตรุษจีนกับคริสต์มาสก็ไม่แตกต่างกันในแง่วัฒนธรรม ผู้คนรอคอยการกลับมาของคนรักในช่วงท้ายของเหมันตฤดู  ผมตกใจกับอคติของตนเองที่ให้ความหมายตรุษฝรั่งยิ่งกว่าตรุษจีนนัก จำได้ว่าตนเองก็เคยได้ข่าวคนจีนทั่วโลกติดอยู่ตามสถานีรถประจำทาง สถานีรถไฟ สนามบิน ไม่สามารถกลับบ้านได้เพราะตั๋วหมดหรือพายุหิมะ แต่ไม่เคยเชื่อมโยงเลยว่าเขากำลังกลับบ้านไปฉลองปีใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      รู้สึก  “อิน” ตรุษจีนขึ้นมาโดยพลัน พร้อมตั้งคำถามกับตนเองว่าแล้วปรกติเราให้คุณค่ากับสิ่งใกล้ตัวแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใจหายว่าคุณย่า  คุณพ่อ คุณแม่ คุณอาจะเสียใจมากไหมหนอที่ลูกหลานแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ความสำคัญและรอคอยตรุษจีนอย่างผู้ใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “ดูแลคนใกล้ชิดดั่งอาคันตุกะ” ผุดขึ้นแจ่มชัดอยู่ในห้วงคำนึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จริงสินะ  บางครั้งมนุษย์เราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคนใกล้ชิด เพราะรู้จักกัน เห็นกัน  อยู่ด้วยกัน หรือเป็นครอบครัวเดียวกันมานาน ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้คอยดูแลเอาใจใส่ ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบเราทุกบ่อย  หลายครั้งที่เรามองเห็นความห่วงใยเหล่านี้เป็นสิ่งน้อยค่า ด้อยค่า หรือกระทั่งไร้ค่า  กระทั่งมีนิทานอีสปที่ทำให้เกิดสำนวนฝรั่งที่ว่า familiarity breeds contempt ด้วย  หรือบางทีความใกล้ชิดทำให้เราละเลยคุณค่าของคนใกล้ตัว ทำให้เราไม่ใส่ใจดูแล ไม่ได้เป็นกัลยาณมิตร (อาทิ น่ารัก เป็นที่ปรึกษาที่ดี อดทนต่อถ้อยคำ) ทั้งที่เราก็รู้ว่ามันควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เสียใจที่ความไม่รู้ของเราอาจทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ซาบซึ้งในความรักยิ่งใหญ่ ดุจดังท้องทะเล ที่ท่านยังคงรักเราเสมอมาไม่เปลี่ยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ไม่อยากจะโทษระบบการศึกษาที่ทำให้เราไม่รู้จัก  ไม่รักรากของเรา ไม่รักครอบครัวของเรา ไม่รักวัฒนธรรมของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่ตั้งใจไว้ว่าจะน้อมเอาวลี “ดูแลคนใกล้ชิดดุจดั่งอาคันตุกะ” มาสู่ใจและชีวิตให้มากขึ้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-6552258469624037449?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/6552258469624037449/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=6552258469624037449' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/6552258469624037449'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/6552258469624037449'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='ดูแลคนใกล้ชิดดั่งอาคันตุกะ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/S3NoAlTGsuI/AAAAAAAACj0/MJmpl7N_aOM/s72-c/000.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-7199785293550231337</id><published>2010-01-10T07:00:00.002+07:00</published><updated>2010-01-10T07:00:00.146+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>............</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 10 มกราคม 2553&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในงานอบรมสิ่งแวดล้อมศึกษาแก่ครูชาวต่างชาติ เพื่อนสนิทของผมที่บุกเบิกงานด้านนิเวศแนวลึก (Deep Ecology) โคจรมาพบกับสาวนักนิเวศวิทยารุ่นพี่ ผู้มีชื่อเสียงและผลงานมายาวนานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เธอสารภาพว่ารู้สึกจี๊ดและไม่ชอบหน้าเขาตั้งแต่ยังไม่พบ เพราะรู้สึกทำนองว่าอะไรกันเนี่ย Deep Ecology แปลว่าคนอื่นเขา Shallow Ecology เป็นนักนิเวศตื้นๆ กันหรืออย่างไร  จนต้องได้พูดคุย เรียนรู้ อยู่ทำงานด้วยกันสักพัก จึงได้เข้าใจ รู้สึกเคารพนับถือ เห็นคุณค่าในความสามารถและในงานของกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SzzL85eEufI/AAAAAAAACLk/XBvgDva2rWY/s1600-h/Writing____by_bokka.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 225px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SzzL85eEufI/AAAAAAAACLk/XBvgDva2rWY/s320/Writing____by_bokka.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5421432298526783986" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เป็นธรรมดาสามัญที่นักคิด  นักปฏิบัติ นักเปลี่ยนแปลง และนักอื่นๆ อีกนักต่อนัก มักจะคิดและขับเคลื่อนอะไรดีๆ ใหม่ๆ ด้วยการตั้งชื่อเพราะๆ  เก๋ๆ ให้งานนั้น เรามักมองเห็นว่าของเรามันดีอย่างไร แตกต่างจากที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างไร เราอยากชูประเด็นนี้ และชอบที่มันสื่อความหมายและความเป็นตัวเรา คิดว่าคนอื่นฟังแล้วจะได้เข้าใจ เกิดความสงสัย เกิดแรงบันดาลใจ จนอยากมาร่วมขบวนรถไฟทำงานนี้ด้วยกัน ไม่ว่าจะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จิตวิวัฒน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สุขภาวะทางจิตวิญญาณ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จิตตปัญญาศึกษา  ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พวกเขา (และหลายครั้งหมายรวมถึงพวกเราด้วย) มักต้องใช้เวลาไม่น้อยตอบคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า  อธิบายแล้วอธิบายอีกว่าจิตวิวัฒน์คืออะไร  อะไรบ้างล่ะที่เป็นสุขภาวะทางจิตวิญญาณ  แล้วอะไรบ้างที่ไม่ใช่ มีคนร้องขอให้ช่วยนิยามจิตตปัญญาศึกษาในเกือบทุกการอบรมสัมมนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลายเวทีมีคนตั้งเป้าในใจเพื่อเข้ามาบอกว่าตนรู้สึก “ไม่โดน” อย่างแรง กับการใช้คำนั้นๆ อย่างไร ร่ำๆ จะทะเลาะกันก็มี  บ้างก็บอกว่าไม่ควรใช้คำบางคำเพราะมันไม่เคยมีอยู่ในหลักความเชื่อหรือคำสอนเดิม เช่น คำว่าจิตวิญญาณไม่เคยมีในพุทธศาสนา เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้กระทั่งเรื่อง การแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ (Humanized Health Care) ก็มีผู้ติติงว่า “งั้นงานที่ฉันทำอยู่นี้ไม่มีหัวใจ หรือมีหัวใจที่ไม่ใช่มนุษย์หรือ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เป็นศาสตร์และศิลป์ของการขับเคลื่อนอย่างยิ่งว่าทำอย่างไรจึงจะนำพาผู้คนจากหลากหลายความเชื่อ ให้ได้ร่วมกันทำงานดีๆ ที่ไม่ว่าเราจะตั้งชื่อสวยงามแค่ไหน ก็คงมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เป็นไปได้ไหมที่ชื่องานใหม่ของเราอาจทำให้ผู้คนที่ทำงานมาก่อนหน้ารู้สึกด้อยค่าหรือแปลกแยก เช่น วิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ (“ของฉันมันเก่าตรงไหนหรือ?”)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;      หรือว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องตั้งชื่องานของเราให้กิ๊บเก๋ แม้อาจจะไม่สร้างแรงบันดาลใจนัก แต่ไม่ทำให้คนรู้สึกว่าไปต่อว่าต่อขานงานอะไรของใคร แค่เชิญชวนให้คนเข้าร่วม ค้นหา และสร้างความหมายร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      โจแอนนา เมซี่ นักเขียนผู้บุกเบิกเรื่องนิเวศแนวลึก เธอใช้ชื่อการอบรมว่า The Work that Reconnects เธอว่ามันตรงดี เป็นพื้นที่ว่างๆ เปิดกว้างสำหรับทุกคน ว่าเป็นงานที่ทำให้หลายอย่างกลับมาเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พาร์คเกอร์  เจ พาล์มเมอร์ ผู้เขียนหนังสือ กล้าสอน (Courage to Teach) อันโด่งดัง จัดอบรมหลายร้อยครั้งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งให้กับนักบริหาร ผู้นำ ครู บุคลากรสาธารณสุข นักกฎหมาย จำนวนมาก ยังใช้ชื่อธรรมดาๆ ง่ายๆ ว่า ความกล้าหาญและความมีชีวิตชีวา (Courage and Renewal)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ท่ามกลางสังคมที่เร่งรีบ ความสนใจสั้น ผู้คนเลือกบริโภคจากรูปลักษณ์หีบห่อบรรจุภัณฑ์ การใช้คำกลางๆ พื้นๆ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้ามาสร้างเรื่องราวและความหมายสำหรับชีวิตของเขาเอง อย่างช้าๆ และร่วมกับเครือข่ายของเพื่อนแท้บนเส้นทางสายจิตวิญญาณ ก็อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ควบคู่ไปกับการใช้คำใหญ่ที่ฟังดูเร้าใจ  ฮิตติดตลาดเร็ว ก็เป็นได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-7199785293550231337?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/7199785293550231337/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=7199785293550231337' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7199785293550231337'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/7199785293550231337'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='............'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SzzL85eEufI/AAAAAAAACLk/XBvgDva2rWY/s72-c/Writing____by_bokka.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-2286151520442240617</id><published>2009-12-13T18:08:00.002+07:00</published><updated>2009-12-13T18:12:07.858+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>จิตตปัญญา วิชาสิ้นคิด</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      งานประชุมวิชาการประจำปีจิตตปัญญาศึกษา ครั้งที่ ๒ “ทางเลือก หรือ ทางรอดของสังคม?” โดย ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เป็นงานที่ใช้กระบวนกร/วิทยากรมากที่สุดงานหนึ่ง นับรายชื่อศิลปิน นักปฏิบัติ นักคิด นักวิชาการที่ขึ้นเวทีสุนทรียสนทนา ปาฐกถา นำเสนอผลงาน จัดกระบวนการ ขับขานดนตรี อ่านบทกวี ในสองวัน ได้มากกว่า ๙๐ คน ต่างมาร่วมแบ่งปันเป้าหมาย ความหมาย รายละเอียด วิธีการ และรสชาติของกระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาตามความเข้าใจ ตามการใช้ชีวิตของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      งานประติมากรรมทางสังคมที่เกิดจากการถักทอเชื่อมร้อยการเดินทางของคนเหล่านี้ มี&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ลักษณะร่วมกันที่สำคัญ คือ การช้าลง เข้าไปสัมผัสปัจจุบันขณะตรงๆ ผ่านงานผ่านการใช้ชีวิต ด้วยใจที่เปิดรับ และแบ่งปันประสบการณ์นั้นๆ ร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หัวใจ คือ การไปพ้นจากความคิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SyTL3bk-7ZI/AAAAAAAACHg/wD_W88ULels/s1600-h/000T.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 201px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SyTL3bk-7ZI/AAAAAAAACHg/wD_W88ULels/s320/000T.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5414676805162298770" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ระยะหลัง  นานๆ จะปรากฏตัวต่อสาธารณะสักที มองเรื่องจิตตปัญญาผ่านมุมมองของวิภาษวิธี (Dialectic) เทียบเคียงกับความเชื่อทางพุทธ ว่าไม่ใช่เอา anti -thesis ไปท้าสู้กับ thesis แต่ต้องใช้ synthesis ซึ่งในตัวมันมีลักษณะที่ทั้งใช่และไม่ใช่ thesis และ anti-thesis อยู่ด้วยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ต้องข้ามพ้นเครื่องมือเก่า คือ ความคิด ไปเสีย ดังนั้น “วิธีจัดการความขัดแย้งภายใน ไม่ได้ทำโดยการเอาความคิดเรื่องการไม่มีตัวตนไปสู้กับความคิดเรื่องการมีตัวตน หากเอา ‘การไม่คิด’ เข้าไปแทนที่ ‘การคิด’ เสียมากกว่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      งานนี้จึงอุดมไปด้วยผู้ที่มานำเวิร์คชอป จัดกระบวนการมากมาย แบ่งปันตัวอย่างช่องทางการเข้าถึงสภาวะดังกล่าว ผ่านงานอันหลากหลายของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม อาทิ การตระหนักรู้สู่การเปลี่ยนแปลงตน (โดยกลุ่มจิตตปัญญาวิถี สถาบันขวัญแผ่นดิน) การภาวนา (เสถียรธรรมสถาน) การจัดดอกไม้และใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ (มูลนิธิเอ็มโอเอไทย) จิตอาสา (เครือข่ายพุทธิกา มูลนิธิพุทธฉือจี้) การรักษาและฟื้นฟูความสัมพันธ์ (สถาบันปลูกรัก) และอื่นๆ อีกมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เวทีสุนทรียสนทนา หัวข้อ “กล้าที่จะเลือก” มีตัวอย่างของคนที่อยู่ทั้งในและนอกระบบ แต่ก็กล้าที่จะ “ขบถ” เลือกวิธีการเดินทางของตนเอง โดยเฉพาะเมื่อมันแตกต่างแปลกแยกจากมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานองค์กร มาตรฐานสังคม หรือแม้กระทั่งมาตรฐาน “สากล” ที่สถาบันต่างๆ มักวิ่งตามกันอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        “ยิ่งมีรายละเอียดในความคิดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความขัดแย้งในใจมากขึ้นเท่านั้น เมื่อผมออกจากความคิด ... มาอยู่กับตัวเองง่ายๆ ไม่มีความขัดแย้งในตัวเอง ไม่ขัดแย้งกับคนอื่น จึงไม่มีความขัดแย้งกับธรรมชาติ” อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้เขียนหนังสือ เดินสู่อิสรภาพ สะท้อนประสบการณ์กล้าที่จะเลือก และกล้าที่จะหยุดเอาไว้ในวงสุนทรียสนทนานี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แล้วชาวจิตตปัญญา กล้าที่จะเลือกหรือยัง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใน  “ปัญญาสู่ทางรอด” เวทีสุนทรียสนทนาปิดงาน อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ อธิบายว่าปัญญาเพื่ออยู่รอดอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องอยู่ร่วม และอยู่อย่างมีความหมายด้วย ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับฐานกาย (มวยจีน โยคะ ชี่กง) ฐานใจ (ความสัมพันธ์ อารมณ์ความรู้สึก) นอกเหนือไปจากฐานคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “คนเรามีสมอง ใจ กาย แต่ทุกวันนี้เราหมดเวลาไปกับการคิด การเรียน” อาจารย์ฟันธงเอาไว้อย่างตรงไปตรงมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อาจารย์เสกสรรค์ อาจารย์ประมวล และอาจารย์วรภัทร์ อาจารย์ทั้งสามได้มาดำรงอยู่ร่วมกันในเวทีแห่งนี้ ต่างคนก็ราวกับว่ามีวิถีของชีวิตที่แตกต่างกันมากเหลือเกิน ทว่าลึกลงไปแล้วทั้งสามล้วนมิได้ผิดแผกแตกต่างกัน มีการเดินทางด้านในร่วมกัน ขณะเดียวกันก็เป็นการเดินทางที่เฉพาะตนไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ทุกคนล้วนเดินทางบนเส้นทางจิตวิญญาณ และ&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;หนทางสายนี้ได้เป็นทั้งเป้าหมายและวิธีการ (The path is the goal) อันมีหัวใจร่วมกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      วันหน้าหากมีใครถามนิยามว่าจิตตปัญญาศึกษาคืออะไร ผมอาจจะตอบว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;“จิตตปัญญาเป็นวิชาสิ้นคิด” &lt;/span&gt;ไง :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-2286151520442240617?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/2286151520442240617/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=2286151520442240617' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/2286151520442240617'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/2286151520442240617'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='จิตตปัญญา วิชาสิ้นคิด'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SyTL3bk-7ZI/AAAAAAAACHg/wD_W88ULels/s72-c/000T.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-287730951047921040</id><published>2009-11-27T14:45:00.000+07:00</published><updated>2009-11-27T14:45:00.272+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตวิวัฒน์'/><title type='text'>9000600</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SwysO0iClgI/AAAAAAAABsQ/jQdWvwRLVB8/s1600/numbers_by_Flow_HATE.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 260px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SwysO0iClgI/AAAAAAAABsQ/jQdWvwRLVB8/s320/numbers_by_Flow_HATE.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5407886623184688642" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตวิวัฒน์&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน 2552&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในโลกไซเบอร์ อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงกันด้วยอิเล็กตรอน มีฟังก์ชันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ แชท เอ็ม บล็อก บอร์ด ดิ๊ก วิดีโอแชร์ริง และอื่นๆ ผู้คนกลายเป็นที่รู้จักโด่งดังกันในชั่วข้ามคืน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      สาวใหญ่ หน้าตาธรรมดา ซูซาน บอยล์ (Susan Boyle) จากเมืองเล็กๆ ในสกอตแลนด์ กลายเป็นดาราดังจากการประกวดร้องเพลง คลิปในยูทูปของเธอมีคนดาวน์โหลดชมถึงร้อยกว่าล้านครั้งแล้ว เธอมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเป็นนักร้อง และเป็นดั่งตัวแทนของตัวแทนผู้คนทั่วไปที่ตามค้นหาความฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นิก วูจิซิซ (Nick Vujicic) เกิดออกมามีอาการผิดปรกติแบบเตตร้าอมีเลีย คือไม่มีแขนและขาทั้งสี่ เคยคิดจะฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุสิบขวบ แต่เขาก็พบว่าเขาเองไม่ใช่คนเดียวที่ประสบกับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต เขาค้นพบว่าศรัทธาเป็นดั่งบ่อน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้เขามีความสุขในการใช้ชีวิต มีพลังไม่เพียงแต่จะมีชีวิตต่อ แต่ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกต่อผู้คนไม่ว่าจะเป็นผู้พิการหรือครบสามสิบสองอีกเป็นจำนวนมาก คลิปการบรรยายอันน่าประทับใจของเขาถูกคนโหลดดูเป็นล้านครั้งเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แต่บางครั้งอินเทอร์เน็ตก็ทำให้บางคนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือเต็มใจของเขาคนนั้นหรือไม่ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ ชายคนหนึ่งเขียนขอความช่วยเหลือจากชุมชนเว็บบอร์ดพันทิป ห้องมาบุญครอง (ที่พูดคุยเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เสริม และผู้ให้บริการระบบ) โดยตั้งหัวข้อกระทู้ว่าเบอร์โทรศัพท์ของตนถูกขโมยซึ่งๆ หน้าจากผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เรื่องมีอยู่ว่าเบอร์ของเขาเป็นเบอร์สวย  หมายเลข 08X9000600 (มูลค่าตลาดน่าจะเกินครึ่งแสน) อยู่สองหมายเลข เติมเงินใช้ได้ถึงปี ๒๕๕๓ แต่จู่ๆ ก็พบว่าเบอร์ของเขาไม่สามารถใช้งานได้ ศูนย์บริการแจ้งว่าเบอร์นี้ไม่มีในระบบ วันถัดมาไปติดต่อที่ศูนย์ใหญ่ก็พบว่าเบอร์ของตนถูกเปิดใช้บริการโดยคนอื่นไปเรียบร้อยแล้ว เจ้าของกระทู้บอกว่า “อยากได้เบอร์นี้คืนมากๆ เพราะมันมีความหมายกับผมมากๆ (ดูจากชื่อล็อกอินของผมก็ได้)”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เท่านั้นแหละครับ  ปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวเรียกร้องยุคดิจิตอลก็เกิดขึ้นเหมือนไฟลามทุ่ง ผู้คนทั้งทวิต บล็อก เอ็ม แชท ฟอร์เวิร์ดเมล และอื่นๆ มีคนเขียนลงหนังสือพิมพ์ เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง กระทู้ถูกโหวตดันขึ้นให้เป็นกระทู้แนะนำของห้องอย่างรวดเร็ว บางช่วงกระทู้แนะนำของห้องเป็นกระทู้ที่เกี่ยวเนื่องกับกรณี 9000600 เกือบทั้งหมด หากนับรวมความคิดเห็นต่างๆ ก็คงเป็นจำนวนหลายพัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ชายผู้มีล็อกอินว่า  “#เก้าพันหกร้อย#” กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของคนเล็กคนน้อยกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่คนเชื่อ (จากข้อมูลเท่าที่ได้รับมา) ว่าเอาเปรียบผู้บริโภค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มีการตั้งกระทู้โหวตว่าควรทำอย่างไร  ผลออกมาว่าเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรฟ้องร้อง ในขณะกลุ่มที่คิดว่าควรรอจนได้เบอร์คืน หรือรับข้อเสนออื่น มีเพียงอย่างละสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กลางเดือน พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เหตุการณ์มาถึงข้อสรุปที่ว่า ทางคุณ #เก้าพันหกร้อย# ยอมรับข้อเสนอจากบริษัท เนื่องจากหมายเลขเดิมคงไม่สามารถใช้ได้อีก เพราะมีคนโทรเข้ามาเยอะมาก จึงเลือกรับเบอร์ใหม่ ซึ่งแม้จะไม่สวยเท่าเดิม แต่ก็พอใจ “ต้องยอมรับว่า ผมไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการฟ้องร้อง เนื่องด้วยภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน เวลา และอื่นๆ” และลงท้ายว่า “สุดท้ายนี้ ผมขออภัยเพื่อนๆ ในบอร์ด ทุกๆ คนครับ หากการตัดสินใจของผมอาจจะไม่ถูกใจของใครหลายๆ คน ผมยอมรับคำตำหนิของทุกความเห็นครับ ผมจึงขออนุญาตจบเรื่องนี้แต่เพียงเท่านี้ครับ ขอขอบคุณทุกๆ ความคิดเห็น ทุกๆ กำลังใจ ทุกๆ คนที่ติดตาม และช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้ผม ขอบคุณทุกๆ คนมากจริงๆ ครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อนิจจา  เหตุการณ์ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ แม้กองเชียร์ส่วนหนึ่งจะรู้สึกยินดีด้วยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะที่คนอีกจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกว่าตนเองถูกหลอกใช้ให้เรียกร้องต่อรองกับบริษัทเท่านั้น เรียกง่ายๆ ว่า “เซ็งเป็ด” เกิดกระทู้วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์อีกมาก ด่าทอเจ้าของเบอร์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะความเชื่อว่าเรื่องนี้อาจเป็นกรณีตัวอย่างสร้างบรรทัดฐานแย่ๆ สำหรับการเรียกร้องให้กับผู้บริโภค เพราะแทนที่บริษัทจะทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดว่าถูกต้อง คือคืนเบอร์ให้กับเจ้าของ แต่กลับไปตกลงต่อรองยอมความกันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ที่น่าตกใจ  คือ ปรากฏการณ์ที่หลายคนบอกว่าหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่ยอมไปร่วมเรียกร้องอะไรอีกแล้ว อยู่แบบตัวใครตัวมันดีกว่า หรือถ้าจะทำจริงก็ต้องคิดหลายตลบก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กรณีนี้น่าสนใจ  เพราะคงไม่ได้เป็นกรณีสุดท้ายแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      มีสิ่งดีงามมากมายเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คุณ #เก้าพันหกร้อย# ได้รับน้ำใจจากผู้คนจำนวนมาก ช่วยผลักดันให้เกิดทางออกที่เขายอมรับได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บริษัทมือถือได้รับบทเรียนว่าการขโมยเบอร์ของผู้ใช้กลับไปไม่สามารถทำได้ง่ายๆ ผลประโยชน์อันใดที่ได้รับไม่คุ้มกับต้นทุนทางสังคมจำนวนมหาศาลที่เสียไปแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      กองเชียร์ทั้งหลายก็ได้เห็นถึงพลังของคนเล็กคนน้อยที่ช่วยกันเรียกร้องจนผู้เสียหายได้รับการตอบแทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เราควรเรียนรู้และหาข้อสรุปที่สร้างสรรค์ของกรณีเช่นนี้ให้ดี อนาคตของเราและสังคมเราจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับจิต (consciousness) ของเรา จิตของเราเป็นอย่างไรขึ้นกับเราใส่เหตุอะไรเข้าไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การเรียกร้องความยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ดี หากว่าเราทำควบคู่ไปกับการสะท้อนใคร่ครวญภายใน จนเราเข้าใจผู้อื่น เข้าใจตนเอง ลดละอัตตาและเท่าทันความคาดหวังของตนเอง ย่อมเป็นการเรียกร้องที่ยิ่งงดงามมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “ไม่มีใครทำให้คุณรู้สึกต่ำต้อย โดยปราศจากความยินยอมพร้อมใจของคุณ” (Eleanor Roosevelt) มิใช่หรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความรู้สึกแย่ๆ  ของเราเป็นสัดส่วนโดยตรงกับช่องว่างระหว่างคาดหวังกับความจริง ความคาดหวังของเราที่อยากจะให้ใครบางคน บริษัทบางแห่ง หรือเหตุการณ์บางอย่าง ได้เป็นไปตามที่เราต้องการ กับความเป็นจริงที่เราพบว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราอาจเชียร์ให้คุณ  #เก้าพันหกร้อย# เป็นตัวแทนหรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ (เพราะเป็นการตัดสินใจของเรา) แต่เราคงไม่สามารถบังคับให้เขาเป็นหรือทำดังใจเราต้องการได้ (เพราะเป็นการตัดสินใจของเขา) &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความทุกข์ในใจเราอาจเกิดจากใจยังไม่ยอมรับความแตกต่างในข้อนี้ใช่หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การแบ่งปันและร่วมกันสร้างการเรียนรู้ให้สังคมเช่นนี้มีความสำคัญ หากเราอุปโลกน์ให้ใครเป็นผู้นำ (ไม่ว่าโดยความตั้งใจหรือยินยอมหรือไม่) แล้วเขากลับไม่ทำตามใจเรา เราก็ด่าทอเขา สาดเสีย เทเสีย อนาคตจะมีใครยอมเป็นผู้นำเล่า หากถูกรัฐหรือบริษัทเอารัดเอาเปรียบ เขาอาจจะก้มหน้ายอมรับแล้วเฉยๆ ไป เพียงเพราะเกรงว่าเขาไม่อาจทำตัวได้เทียบเท่ากับความคาดหวังของกองเชียร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;สังคมที่หล่อเลี้ยงดูแลกันสร้างได้ด้วยการที่เราทุกคนกลับมาเริ่มที่ตนเอง  ไม่ยกภาระการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทั้งจิตสำนึกและการกระทำไปให้ผู้อื่น ไม่ยอมให้ตนเองใช้การกระทำของผู้อื่นที่ไม่ตรงกับใจของเรามาเป็นเหตุผลในการที่เราจะไม่ทำในสิ่งที่เราควรทำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เราสามารถประสบผลสำเร็จอันน่าทึ่งมากมาย หากว่าเราทำโดยไม่คาดหวังผล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อกลางปีที่แล้ว  คุณรสนา โตสิตระกูล มาเล่าเรื่องแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางของเธอให้กลุ่มจิตวิวัฒน์ฟัง (บันทึกการประชุมจิตวิวัฒน์ทั้งหมดสามารถหาอ่านได้ที่ &lt;a href="http://sph.thaissf.org/"&gt;sph.thaissf.org&lt;/a&gt;) เธอเล่าถึงประสบการณ์การทำงานร่วมสามสิบปีกับโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง (“ต้องเน้นคำว่าเพื่อการพึ่งตนเองนะ” เธอว่า) รู้สึกพอจะมีความสำเร็จอยู่บ้าง แต่เมื่อระบบประกันสุขภาพเข้ามา ประชาชนกลับเลิกพึ่งตนเอง หันไปพึ่งหน่วยงานรัฐเหมือนเดิม ทำให้เธอท้อแท้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ภายหลังเธอนึกถึงหนังสือ ตำนานของซิเซฟัส (The Myth of Sisyphus) ของ อัลแบร์ กามู (Albert Camus) ที่พูดถึงซิเซฟัส ตัวละครในตำนานเทพปกรณัมกรีก ผู้ถูกสาปให้ทำงานที่ดูเหมือนจะไม่มีความหมาย คือเข็นก้อนหินขึ้นไปยอดเขา เพียงเพื่อให้มันไหลกลับลงมาอีก “วันหนึ่ง ขณะซิเซฟัสเข็นหินขึ้นภูเขา เขาได้พบดอกไม้เล็กๆ ที่บานสะพรั่งอยู่ริมทางแล้วพลันก็มีความสุข มนุษย์อาจจะเป็นอย่างนั้น” หรืออย่างในหนังสือของกามูจบลงตรงที่ว่า การต่อสู้โดยตัวมันเองแล้วก็เพียงพอที่จะเติมเต็มหัวใจของมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อีกเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยควรได้ร่วมรับรู้อย่างยิ่ง  ก็คือกรณีการยับยั้งไม่ให้นำการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เข้าตลาดหุ้น หลายคนไม่เห็นด้วยกับเธอที่จะต่อสู้ เธอพูดเล่นๆ ว่า “เธอไม่เคยฟัง ภาษิตจีนเหรอว่า ‘ความพยายามอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า’ เรากำหนดไม่ได้หรอกว่าความสำเร็จจะมาได้อย่างไร แต่หน้าที่ของเราคือพยายามไปก่อน” หรือ “ประชาชนมีแต่กำไรกับเสมอตัวเท่านั้น ไม่มีอะไรขาดทุน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ตอนศาลตัดสินยับยั้ง ผู้คนต่างตื่นเต้นยินดี นักข่าวมาสัมภาษณ์ว่าตอนที่ทำคาดหวังไหมว่าจะชนะ เธอว่าเปล่าเลย ไม่ได้คาดหวังว่าจะมันจะต้องชนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นักข่าวถามอีกว่า  “ถ้าไม่คิดว่าจะชนะแล้วสู้ทำไม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เธอตอบไปว่า “อ้าว ... มีแต่เรื่องที่ชนะเท่านั้นหรือที่คุณจะสู้?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จริงสินะ  หรือว่าชีวิตนี้มันดีตรงที่มันได้สู้  ได้ลงมือทำ ไม่ใช่แค่ตรงที่มันต้องได้ผลชนะเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-287730951047921040?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/287730951047921040/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=287730951047921040' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/287730951047921040'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/287730951047921040'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2009/11/9000600.html' title='9000600'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SwysO0iClgI/AAAAAAAABsQ/jQdWvwRLVB8/s72-c/numbers_by_Flow_HATE.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-515599724311055913</id><published>2009-11-08T07:00:00.001+07:00</published><updated>2009-11-08T07:00:01.523+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>คำถามสำคัญ</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในชีวิตของคนเราล้วนเต็มไปด้วยคำถาม  นับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลาเช้า  เรานึกขึ้นในใจทันทีว่า “นี่มันกี่โมงแล้วนะ?” แม้ในระหว่างอาบน้ำแต่งตัวก็ยังไม่วายได้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “วันนี้จะใส่เสื้อตัวไหนสีอะไรดี?” จนช่วงเพลินๆ ระหว่างการเดินทางไปทำงาน ในใจพลอยคิดไปแล้วว่า “งานที่ยังทำค้างอยู่จะเร่งให้เสร็จทันวันนี้ไหม?” “เช้านี้จะส่งลูกไปทันเวลาไม๊นะ?” ยิ่งช่วงนี้ใกล้จะสิ้นปี มักมีคำถามทำนองว่า “จะได้ขึ้นเงินเดือนสักเท่าไหร่?” หรือ “อนาคตการงานของเราจะไปได้ในในบริษัทนี้หรือเปล่า?” จนเย็นทำงานเลิกค่ำเรายังมีคำถาม “ทำงานหนักขนาดนี้ไปทำไมกัน?” หรือบางครั้งก็เป็นคำถามที่มาตามสถานการณ์แต่ละช่วงของชีวิต เช่น ตกลงจะซื้อบ้านดีไหม? โรคที่เป็นควรจะผ่าตัดหรือรักษาด้วยวิธีอื่น? ไปเรียนต่อดีไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SvF73kRqs5I/AAAAAAAABoI/sFBhNfr_2KU/s1600-h/question_by_skysell.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 225px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SvF73kRqs5I/AAAAAAAABoI/sFBhNfr_2KU/s320/question_by_skysell.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5400233622754734994" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คำถามเหล่านี้ล้วนมีระดับความยากง่ายและความซับซ้อนของเรื่องราวต่างกันไป  บางคำถามก็อยู่ในภาวะที่เราต้องตัดสินใจลงมือกับสถานการณ์ตรงหน้า บางคำถามเป็นแค่เรื่องที่ต้องคิดอย่างเป็นประจำทุกวัน  เป็นคำถามที่ตัดสินใจตอบหรือเลือกแล้วก็จบกันไปในแต่ละครั้ง แต่ว่าบางคำถามกลับยังซุกซ่อนและวนเวียนในใจ และคำถามเช่นนี้ก็มีพลังในการผลักดันการตัดสินใจ การเลือกใช้ชีวิตของเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ในการฝึกอบรมด้วยกระบวนการแบบจิตตปัญญาซึ่งเน้นการมีสติ การเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ ผมและเพื่อนกระบวนกรมักจัดกิจกรรม “คำถามสำคัญ” ให้ผู้เข้าร่วมได้ลองทบทวนว่า&lt;span style="font-weight:bold;"&gt; อะไรคือคำถามสำคัญในการเดินทางของชีวิต อะไรคือคำถามที่ผลักดันหรือ drive ชีวิตเขา หรืออาจจะพูดได้ว่า ชีวิตของเขาที่ดำเนินอยู่นี้เป็นไปเพื่อตอบคำถามอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อทุกคนได้แบ่งปัน อ่านคำถามของตนทีละคน เราได้ยินทั้งคำถามที่ดูเรียบง่าย เช่น “ทำงานไปเพื่ออะไร” มีคำถามที่เป็นเรื่องของครอบครัว เช่น “ฉันจะดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุดได้อย่างไร” “ลูกจะเป็นยังไงบ้างในตอนนี้” “ฉันจะหาสมดุลของชีวิตงานและชีวิตครอบครัวได้อย่างไร” ไปจนถึงคำถามที่พยายามสืบค้นหาความหมายของชีวิต เช่น “อะไรคือความสุขของชีวิต” “เราเกิดมาทำไม” “เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตเราคืออะไร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      คำถามหลากหลายเหล่านี้ล้วนถูกเอ่ยออกมาจากปากของผู้คนทุกแบบทุกระดับนับแต่ลูกจ้างชั่วคราว  ครูอาจารย์ ไปจนถึงผู้บริหารผู้นำองค์กร  แม้ถ้อยคำจะดูแตกต่างกันมาก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเราล้วนคล้ายคลึงกันเหลือเกิน สิ่งที่เราครุ่นคิดคำนึงถึงล้วนผูกพันกับชีวิตและการดำรงอยู่ของแต่ละคนอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ช่วงเวลาการรับฟังคำถามสำคัญของเพื่อนร่วมองค์กร เพื่อนร่วมทางเดินชีวิตนี้ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความงดงาม ทรงพลัง และน่าทึ่ง เราต่างร่วมเป็นประจักษ์พยานในการเผยถึงคำถามสำคัญในชีวิตของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      แม้ว่าการอบรมหลายครั้งจะมีผู้เข้าร่วมมาจากองค์กรเดียวกัน  มีความคุ้นเคยกันดี แต่กระบวนการนี้กลับทำให้เราทุกคนได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งในมิติแง่งามที่หลากหลายต่างกันและทำให้เราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นไปทุกครั้ง ได้เข้าใจกันว่าทำไมแต่ละคนถึงเป็นเช่นนั้น และไม่เพียงรู้จักผู้อื่น เรายังได้รู้จักตัวของเรามากยิ่งขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากคำถามสำคัญในชีวิตของเรานี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      หลังจากนั้น ผมมักอ่านตัวอย่างคำถามสำคัญในชีวิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรีจากชั้นเรียนที่ผมใช้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ดังเช่น “จบแล้วทำอะไร ไปไหน?” “ทำไมถึงต้องมานั่งเรียนหนักขนาดนี้ ผลักดันตัวเองไปทำไม?” “สิ่งที่เราเลือกและทำจะเป็นที่พอใจของพ่อแม่รึป่าว?” “ทำอย่างไรชีวิตถึงจะมีความสุข?” เราเห็นร่วมกันอย่างชัดเจนไม่ว่าคำถามของคนในวัยทำงานหรือคำถามของนักศึกษาก็ไม่ต่างกัน &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ไม่มีคำถามไหนที่ผิด เล็กเกินไป ไม่มีความหมาย หรือไม่มีความสำคัญ ล้วนเป็นคำถามที่ “จริง” ทั้งสิ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      การศึกษาจะเป็นการศึกษาที่มีความหมาย ผู้เรียนให้คุณค่า ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วอยากไปโรงเรียน อยากไปมหาวิทยาลัย นักเรียนนักศึกษารักและตั้งใจในการเรียน ก็ต่อเมื่อการศึกษานั้นเชื่อมโยงกับคำถามสำคัญในชีวิตของเขาได้ ไม่ใช่ทำให้เขาเพียงแค่เรียนเพื่อสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      งานจะเป็นงานที่มีความหมาย คนทำงานให้คุณค่า ตื่นเช้าขึ้นแล้วอยากไปที่ทำงาน ทำให้เขารักและตั้งใจในการทำงาน ก็ต่อเมื่องานนั้นเชื่อมโยงกับคำถามสำคัญในชีวิตของเขาเช่นกัน ไม่ใช่ทำให้เขาทำงานเพียงเพื่อหาเงินเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     &lt;span style="font-weight:bold;"&gt; กระบวนการเรียนรู้และการทำงานแบบจิตตปัญญาที่มีความหมาย จึงต้องเป็นกระบวนการที่เข้าไปดูแล (address) มีความสัมพันธ์ (relate) เชื่อมโยง (connect) หรือทำความชัดเจน (clarify) ให้แก่คำถามสำคัญที่ผลักดันการดำเนินชีวิตของเรา&lt;/span&gt; ... แม้ว่าอาจจะยังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญของเราในตอนนี้ก็ตาม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-515599724311055913?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/515599724311055913/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=515599724311055913' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/515599724311055913'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/515599724311055913'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='คำถามสำคัญ'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SvF73kRqs5I/AAAAAAAABoI/sFBhNfr_2KU/s72-c/question_by_skysell.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-8330223376207253738</id><published>2009-10-11T07:00:00.003+07:00</published><updated>2009-11-07T21:55:44.396+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มหิดล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กายใจ'/><title type='text'>เพ้อฝัน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SvWJ8BCGxGI/AAAAAAAABoY/X6wMsVLx9Pc/s1600-h/Lecture_Hall_by_CorpFantastic.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 209px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SvWJ8BCGxGI/AAAAAAAABoY/X6wMsVLx9Pc/s320/Lecture_Hall_by_CorpFantastic.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5401374992263201890" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เหมือนขึ้นรถไฟเหาะทางอารมณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จากใบประเมินที่ผมให้นักศึกษาปีหนึ่ง มหิดล หลายคณะ เขียนสะท้อน “อะไรก็ได้” โดยที่ไม่ต้องลงชื่อและไม่มีผลต่อคะแนน หลังจากจบชั่วโมงบรรยาย ๑๒ ชั่วโมงของวิชาชีววิทยาเบื้องต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเขียนอะไรที่จะแทนความประทับใจ ความขอบคุณให้แก่อาจารย์ ... ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณครับที่มอบทางสว่าง ไม่สิ ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นจุดหมาย ก่อนมาที่นี่ ผู้คนมากมายถามผมว่ามาเรียนคณะวิทยาศาสตร์แล้วจะทำอาชีพอะไร ก็ตอบไปก่อนว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ในใจน่ะหรอ ไม่เลย ไม่รู้เลยจริงๆ” (อรรถพล อ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “เริ่มรู้สึกว่าการเรียนมหาลัยไม่ใช่เพื่อเป็นที่ 1 คณะ หรือได้คะแนนเกินมีนมาเยอะๆ แต่มันประกอบด้วยการมีศีลธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักธรรมชาติ รู้จักการเอาใจใส่คนรอบข้าง เกรดก็สำคัญ แต่เกรดไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มีอะไรให้ชีวิตเราค้นหามากกว่านั้น มันคือความสุขของชีวิต เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ต้องสนใจว่าสาขานี้เป็นสาขาที่ต้องการ มีรายได้ดี ขอบคุณอาจารย์มากๆ ครับที่สอนแนวคิดดีๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่นให้ผมครับ” (จิรพงศ์ บ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      เมื่อเราเปิดพื้นที่ให้กับอารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ และความรัก พลันสิ่งที่ปรากฏขึ้นในห้องเรียนอย่างเรียบง่ายและงดงามก็คือ ความเป็นมนุษย์ อันเรียบง่ายและงดงามเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      นักศึกษาแบ่งปันบางส่วนของชีวิตที่มีทั้งความสุข ตื่นเต้น ในการเรียนรู้และความทุกข์ในการสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      จำนวนไม่น้อยระบายความอัดอั้นตันใจจากระบบการศึกษาที่ทำให้คนครึ่งหนึ่งรู้สึกโล่งอก เพราะคะแนนสอบกลางภาคผ่านมีน (คะแนนเฉลี่ย) ส่วนอีกร้อยกว่าคนรู้สึกเซ็งเป็ด พยายามเอาตัวรอดในระบบที่ต้องดิ้นรนเกือบตลอดเวลา เพียงเพื่อจะให้ไม่ “ตกมีนหัวแตกตาย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บ้างโหยหาอ้อมกอดและความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ผู้อยู่แดนไกล  เพราะต้องอยู่ห่างบ้านเป็นครั้งแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บ้างมีความรักให้ผู้อื่น แม้ตนเองจะเรียนในคณะที่คะแนนไม่สูงและไม่มั่นใจกับคุณค่าภายในของตนเอง  “ผมขอให้อาจารย์ดูแลน้องของผมในปีหน้าดีๆ นะคร้าบ ผมเชื่อว่าอาจารย์ทำได้  เท่าที่ผมเรียนมาอาจารย์บางท่านท่านพูดออกมาเลยว่า ‘ไม่มีอาจารย์คนไหนอยากสอน [คณะของผม]’ แต่ผมว่าอาจารย์ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น จิงป่าวคราาบ”  (สุทธิศักดิ์ ป.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ความทุกข์ ความกังวลใจถูกระบายออกมาให้คนที่เขาเชื่อว่าฟังเขา โดยไม่ได้ตัดสินเขา แม้ว่าเพิ่งจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันแค่สิบกว่าชั่วโมงในห้องบรรยาย  อ่านไปร่วมสี่ร้อยแผ่นเล่นเอาผมน้ำตาซึม กับความสดใส ตรงไปตรงมาของพวกเขา กับความทุกข์-ความสุขของคนที่อยู่ในวัยแสวงหาและเติบโต กับความไว้วางใจที่เขามอบให้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      อันที่จริงผมได้ลองพยายามผสานเอาแนวคิดจิตตปัญญา (Contemplative Learning /Education) เข้าไปในมิติต่างๆ ของชีวิต ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน การเรียนการสอน ทั้งวิชากึ่งปฏิบัติการชั้นปีสูงๆ และวิชาบรรยายชั้นปีหนึ่งห้องละ ๒๐๐ กว่าคน  แล้วก็วิชาบรรยายเช่นนี้แหละที่ดูเหมือนจะท้าทายทั้ง ความหวังและจินตนาการอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บางครั้งก็ต้องหยุดตั้งคำถามกับตนเอง เมื่อผู้หวังดีซึ่งมีประสบการณ์กับระบบการศึกษาไทยมายาวนาน ได้ช่วยประเมินเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ เพื่อสร้างสมดุลของการรับรู้และเรียนรู้ทั้งตนเองและโลกภายนอกนี้ ให้อย่างสั้นๆ กระชับได้ใจความว่า “เพ้อผัน” ไม่มีหวังหรอกกับระบบและสถานการณ์โลกความเป็นจริงอย่างเช่นในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ผมพลันนึกถึงคำที่ สาทิศ กุมาร (หนังสือ มีเธอจึงมีฉัน: คำประกาศแห่งการพึ่งพา) ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ The Guardian (๑๖ มกราคม ๒๐๐๘) ไว้ว่า “ดูผลงานที่พวกอยู่ในโลกความเป็นจริงทำกับพวกเราสิ  เขานำเราไปสู่สงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ความยากไร้เกินจะคาดคิด และระบบนิเวศอันย่อยยับ  มนุษยชาติครึ่งหนึ่งหลับไปพร้อมกับความหิวโหย เป็นเพราะบรรดาผู้นำที่ติดอยู่ในโลกความเป็นจริงเหล่านี้นี่แหละ  ฉันบอกกับคนที่เรียกฉัน ‘เพ้อฝัน’ ให้ช่วยแสดงให้ดูด้วยว่าความเชื่อในโลกความเป็นจริงของเขานั้นมีผลอะไรบ้าง มันเป็นความเชื่อที่ล้าหลัง ถูกใช้จนเกินเลย และโอ้อวดจนเกินจริง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      บางทีคำว่าเพ้อฝันอาจเป็นคำชมว่าเราเป็นผู้มีความหวังและจินตนาการก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      “อาจารย์ ... อาจารย์ สิ่งที่อาจารย์ให้มันมากกว่าคำว่าความรู้ มากกว่าสิ่งที่เคยได้จากห้องเรียน ต่างจากที่เคยรู้สึกในทุกๆ วัน  อาจารย์เชื่อไหมว่าเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดชอบชีวะเลย ... คิดว่ามันน่าเบื่อ  แต่ตอนนี้กลับอยากเข้าห้องเรียน อยากมานั่งฟัง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ... มันสนุกนะ  ถามว่าอะไรโดนเหรอคะ โดนตรงที่มันเปลี่ยนความคิดของคนได้ เนี่ยหล่ะโดนสุด” (ไม่ลงชื่อ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      ใช่หรือไม่ต้องเอาไปลองฝันดู :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-8330223376207253738?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/8330223376207253738/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=8330223376207253738' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8330223376207253738'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/8330223376207253738'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2009/10/blog-post_11.html' title='เพ้อฝัน'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_QwjBfpkmoEU/SvWJ8BCGxGI/AAAAAAAABoY/X6wMsVLx9Pc/s72-c/Lecture_Hall_by_CorpFantastic.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-188346633607627064</id><published>2009-10-02T19:00:00.002+07:00</published><updated>2009-10-02T19:10:54.012+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ณ พรมแดนแห่งความรู้'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มหิดล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><title type='text'>ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางบทใหม่</title><content type='html'>ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้&lt;br /&gt;หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์&lt;br /&gt;ฉบับประจำวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเขียนอะไรที่จะแทนความประทับใจ ความขอบคุณให้แก่อาจารย์ ทึ่งในตัวอาจารย์มาก ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณครับ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ที่มอบทางสว่าง ไม่สิ ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นจุดหมาย  ก่อนมาที่นี่ ผู้คนมากมายถามผมว่ามาเรียนคณะวิทยาศาสตร์แล้วจะทำอาชีพอะไร ก็ตอบไปก่อนว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ในใจน่ะหรอ ไม่เลย ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าตนเองต้องการเป็นแบบไหน”&lt;/span&gt; (อรรถพล อ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr align="center" width="70%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  “ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา”  ผมนึกถึงสำนวนนิยายจีนของโกวเล้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ภาคการศึกษานี้  อาจจะเป็นภาคการศึกษาสุดท้ายของผมในการเลกเชอร์ให้กับนักศึกษาปีหนึ่งของมหิดล  การสอนบรรยายให้นักศึกษาห้องละสองร้อยกว่าคน หลายคนมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ เบื่อกันทั้งคนสอนและคนเรียน ก็น่าเห็นใจอยู่หรอกนะ กับระบบการศึกษาที่ท่องไปเพื่อคะแนน เรียนไปเพื่อสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  แต่&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สำหรับผมแล้ว การไปสอนเลกเชอร์เป็นการเติมเต็มความหมายของชีวิต&lt;/span&gt; การได้เปลี่ยนบทบาทจากเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เคยนั่งหันหน้าหากระดานดำ เรียนบ้าง จดบ้าง คุยบ้าง หลับบ้าง แอบกินขนมบ้าง กลับมายืนหน้าห้องบรรยายห้องเดิม แต่ครั้งนี้หันหน้าไปทางหลังห้อง &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เหมือนมองย้อนกลับไปจนเห็นตนเองในอดีต มันเปรียบดั่งการจาริกไปสู่ต้นกำเนิดแห่งตัวตนของผมเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ไม่มีวันไหนแม้แต่วันเดียวที่ไม่อยากไปสอน ฝนตก แดดออก รถติด ถนนว่าง วันเดินทางไปศาลายาเป็นวันที่ตื่นเต้น อุดมไปด้วยโอกาสและความเป็นไปได้ ไม่มีสองวันไหนที่เหมือนกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ยิ่งปีสุดท้ายปีนี้ด้วยแล้ว  เลกเชอร์แต่ละครั้งยิ่งมีความหมายกับผมอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ผมรู้ว่าจะทำให้ดีที่สุด แต่ไม่เคยรู้เลยว่าผลจะออกมาอย่างไร และการที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรนี่ด้วยกระมังที่ทำให้มันน่าตื่นเต้นเข้าไปใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_IkSagOfpF3o/SsXtAEjSvlI/AAAAAAAAAeE/xvKt1ExVvNg/s1600-h/IMG_5777+20pct.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 423px; height: 317px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_IkSagOfpF3o/SsXtAEjSvlI/AAAAAAAAAeE/xvKt1ExVvNg/s400/IMG_5777+20pct.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5387973114696220242" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  คืนก่อนหน้า ผมมักจะนั่งทำ PowerPoint อย่างบรรจง เตรียมเล่าข่าวสดๆ ทันเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหา เลือกรูป เลือกสไลด์ เลือกคลิปด้วยความพิถีพิถัน จนบางทีสงสัยว่าย้ำคิดย้ำทำเกินไปหรือเปล่า  แต่เมื่อคิดว่ากับช่วงเวลาสั้นๆ ๖ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง แต่ละนาทีนับว่ามีความหมายไม่น้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  อันที่จริง  ๑๒ ชั่วโมง กับเนื้อหา ๑๑ บท ๑๙๘ หน้าแล้ว มันง่ายมากเลย  ที่คนสอนอย่างเราๆ จะเดินทางเข้าสู่ร่องของการเรียนรู้ที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเราเป็นนิสิตนักศึกษาเอง เพราะลำพังแค่สรุปเนื้อหาในหนังสือมาสอนก็แทบจะไม่ทันแล้ว  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“ไม่ใช่แต่ พูดๆ ไปตามหนังสือ พอเสร็จ เด็กก็ไปคายๆๆ ในห้องสอบ ใครจำได้มากได้คะแนนมาก หนูรู้สึกว่ามันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่”&lt;/span&gt; (รหัส 520517X)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  หรือว่าเราต้องเชื่อว่านักศึกษาเขาเรียนรู้เองได้ รับผิดชอบตนเองได้ หากว่าเขาต้องการ  ถ้าเช่นนั้น ความท้าทายของเราอาจจะไม่ได้อยู่ที่การพยายามอัดหรือยัดเนื้อหาให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้เขาเห็นคุณค่า ความหมาย ความสำคัญ ความน่าทึ่ง ในโอกาสและวิชาที่อยู่เบื้องหน้าเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  หากเราเชื่อในเจตจำนงอิสระของมนุษย์แต่ละคน และสามารถโยงสิ่งที่เขาเรียนเข้ากับชีวิตของเขาได้ ก็คงไม่ต้องขู่เข็ญใครให้มาเข้าเรียน รวมไปถึงบังคับข่มขู่ด้วยระบบคะแนน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ผมสนุกกับการ&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สร้างความหมายใหม่ให้กับวิชาชีววิทยา วิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ และการมีชีวิต&lt;/span&gt; ร่วมกันไปกับรุ่นน้องคณะ  เชื้อเชิญอารมณ์ ความรู้สึก ความมีชีวิตชีวา ความเป็นมนุษย์กลับเข้ามาสู่การเรียนรู้อีกครั้ง (โดยไม่ได้พูดถึงคำว่า จิตตปัญญาศึกษา, Contemplative Education หรือ Humanized Educare เลย)  เชิญชวนให้เขาตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาเรียน วิธีการที่เขาเรียน และเป้าหมายของการเรียนของเขา (สไลด์แรกสุดคือคำถามว่า “จะเรียนไป ... ทำไม?”)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  แน่นอน  นักศึกษาจะรู้สึกงงๆ ในตอนต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“แรกๆ ผมก็โดด คิดว่าไปอ่านเองแล้วจะได้อะไรมากกว่า แต่หลังๆ ก็เริ่มเข้า [เรียน] ทำให้รู้สึกว่าไม่น่าโดดเลย  อาจารย์สอนอะไรมากกว่าในหนังสืออีก ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าการเรียนมหาลัยไม่ใช่เพื่อเป็นที่ 1 คณะ หรือได้คะแนนเกินมีนมาเยอะๆ แต่มันประกอบด้วยการมีศีลธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักธรรมชาติ รู้จักการเอาใจใส่คนรอบข้าง เกรดก็สำคัญ แต่เกรดไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มีอะไรให้ชีวิตเราค้นหามากกว่านั้น มันคือความสุขของชีวิต เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ต้องสนใจว่าสาขานี้เป็นสาขาที่ต้องการ มีรายได้ดี ขอบคุณอาจารย์มากๆ ครับที่สอนแนวคิดดีๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่นให้ผมครับ”&lt;/span&gt; (จิรพงศ์ บ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ทุกครั้ง ก่อนหมดคาบ ๑๐ นาที ผมให้ทุกคนเขียนสะท้อนว่า ๑) สิ่งสำคัญที่สุดที่เขาได้เรียนรู้ หรือสิ่งที่เขารู้สึก “โดน” ที่สุดในวันนั้นคืออะไร และ ๒) เขามีอะไรที่อยากจะถาม/รู้/บอก/แนะนำ แต่ละสัปดาห์ผมจึงมีกระดาษสองร้อยกว่าแผ่นกลับบ้าน ผมอ่านทุกใบด้วยความสนใจใคร่รู้ อยากรู้จักแต่ละคน อยากเข้าใจในที่มาของแต่ละคน ผมคัดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อมาอ่านตอนต้นชั่วโมงถัดไป ทั้งข้อคิดเห็น คำบ่น คำแซว คำชม โดยเฉพาะคำถาม ซึ่งผมมักตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;“อย่าฆ่าคำถามดีๆ ของเขา ด้วยคำตอบห่วยๆ ของเรา”&lt;/span&gt; ผมเตือนตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  วันนี้วันสุดท้ายแล้ว  ผมชวนนักศึกษาทำ Intuitive Writing ให้เขาได้แบ่งปัน “อะไรก็ได้” เพื่อสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจากชั้นเรียนที่ผ่านมา การเขียนนี้ไม่มีผลต่อคะแนน และไม่จำเป็นต้องลงชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  คำแนะนำสั้นๆ ของผม คือ เขียนโดยไม่หยุด ไม่ยกปากกาขึ้น เขียนไปเรื่อยๆ หากนึกไม่ออก ก็เขียน “นึกไม่ออก นึกไม่ออก” สบายๆ ผ่อนคลาย ไปเรื่อยๆ เป็นเวลา ๑๐ นาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  สิบนาทีสั้นๆ ที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายสำหรับผม สัมผัสรับรู้ได้ว่าทำไมมีนักศึกษาหลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“At first, I thought that there was nothing interesting in sitting and studying in the room.  Though it was freaking hard waking up in the morning, walking to the [Lecture Hall], but I did it with cheering ’cause it was Monday, the day I get to study Biology with you. ... There are lots of things out there waiting to be explored, but I just ... waste my time fooling around on the internet.  Your words are like wake up calls to me. ... Thank you for everything.  You’re such a heaven-sent.  I’m honored.”&lt;/span&gt; (ภัทราวรรณ พ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“อาจารย์เชื่อไหมว่าเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดชอบชีวะเลย ... คิดว่ามันน่าเบื่อ  แต่ตอนนี้กลับอยากเข้าห้องเรียน อยากมานั่งฟัง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ... ถามว่าอะไรโดนเหรอคะ โดนตรงที่มันเปลี่ยนความคิดของคนได้ เนี่ยหล่ะโดนสุด”&lt;/span&gt; (ไม่ลงชื่อ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“การได้เรียนรู้แนวการเรียนที่มันแตกต่างออกไป มันทำให้เราได้คิดย้อนกลับมามองตัวเองมากขึ้นว่าสิ่งที่เราเรียนเราเรียนไปเพื่ออะไร เพื่อเอาไปทำอะไร แล้วมันมีความสัมพันธ์กับชีวิตรอบตัวของเราอย่างไร  ทั้งคน-สัตว์และพืช (สิ่งแวดล้อม) มีความสัมพันธ์กันทั้งนั้น แต่เรากลับมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป ทำให้เราไม่รู้จักพอ”&lt;/span&gt; (โฆษิต ฐ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาจากที่อื่นมาทดแทนได้ การเรียนชีววิทยาที่น่าตื่นเต้นในมุมมองของคนที่จะศึกษาวิทยาศาสตร์กายภาพอย่างผมนี้”&lt;/span&gt; (พิษณุ บ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“แท้จริงแล้วมนุษย์ก็เป็นส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติ  แม้ว่าจะได้เจออาจารย์เพียงช่วงสั้นๆ แต่หนูก็ดีใจและภูมิใจมากๆ ค่ะ ที่ได้เป็นศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์  หนูจะใช้เวลาอีก 3 ปี+1 เทอมในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้มีคุณค่ามากที่สุดเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในห้องเรียน ก่อนออกไปเผชิญกับโลกภายนอกอย่างเต็มภาคภูมิ  หนูสัญญาว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีเหมือนอย่างที่อาจารย์เป็น จะไม่เอาความรู้ที่เรามีไปเอาเปรียบใคร ... ขอบคุณมากๆ ค่ะ สำหรับการเรียนใน 6 ครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่หนูก็ดีใจ และขอบคุณจากใจค่ะ”&lt;/span&gt; (520517X)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  &lt;span style="font-style: italic;"&gt;“ก็ไม่รู้สิ มีอะไรอยากบอกมากกว่านี้ตั้งมากมาย แต่ก็นะ บอกไม่หมดหรอก ขอบคุณล่ะกันครับ ความรู้สึกที่มากที่สุดตอนนี้คงเป็นคำว่า ขอบคุณ”&lt;/span&gt; (อรรถพล อ.)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;hr align="center" width="70%"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ใช่เลย ความรู้สึกเด่นชัดที่สุดของผมขณะนี้ คือ ขอบคุณ ขอบคุณเหล่านักเดินทางรุ่นเยาว์เหล่านี้ พวกเขาเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้การเดินทางท่องไปในโลกใบกว้าง พร้อมๆ กับเดินทางเข้าไปในใจในกาย ที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ น่าอัศจรรย์ไม่แพ้กัน  ดังเช่นที่ สาทิศ กุมารเคยกล่าวไว้ “มีเธอ จึงมีฉัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ชวนให้ผมนึกถึงการเดินทางด้วยเท้าอันยิ่งใหญ่ในโลก โดยเฉพาะการเดินทางของคานธี ไปทำเกลือทะเลที่นำไปสู่การประกาศอิสรภาพของอินเดีย การเดินทางโดยปราศจากเงินแม้เพียงรูปีเดียว ของสาทิศ กุมารจากอินเดียไปยุโรปและอเมริกา เพื่อส่งมอบ “ชาสันติภาพ” แก่ผู้นำประเทศมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ รวมถึงการเดินทางของประมวล เพ็งจันทร์ อันเป็นที่มาของหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  การเดินทางเล็กๆ ในชั้นเรียน แม้จะไม่โด่งดังและยิ่งใหญ่เท่ากับการเดินทางเหล่านั้น แต่ก็ “จริง” อย่างยิ่งสำหรับบรรดาเหล่านักเดินทางรุ่นใหม่ &lt;span style="font-weight: bold;"&gt;เป็นดั่งคำเชื้อเชิญให้เปิดใจ เรียนรู้ และออกเดินทางสู่การตื่นรู้ ในวิถีที่ไม่แยกเป้าหมายทางวิชาชีพ (professional quest) ออกจาก เป้าหมายทางจิตวิญญาณ (spiritual quest)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ชั้นเรียนของเราอาจจะจบแล้ว  แต่การเดินทางของเราอาจจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางบทใหม่ครับ :-)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4695755062259100133-188346633607627064?l=pingwab.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pingwab.blogspot.com/feeds/188346633607627064/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=4695755062259100133&amp;postID=188346633607627064' title='15 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/188346633607627064'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4695755062259100133/posts/default/188346633607627064'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pingwab.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางบทใหม่'/><author><name>knoom</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_IkSagOfpF3o/SsXtAEjSvlI/AAAAAAAAAeE/xvKt1ExVvNg/s72-c/IMG_5777+20pct.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>15</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4695755062259100133.post-2527699630640685401</id><published>2009-09-28T08:21:00.003+07:00</published><updated>2009-09-28T09:04:32.281+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จิตตปัญญาศึกษา'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='กา
