
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
จู่ๆ แสงไฟฟลูออเรสเซนต์ในห้องบรรยายขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านศาลายาก็พลันดับลง อาจารย์ผู้สอนหันไปมองเลิ่กลั่ก สีหน้าดูแปลกใจนิดๆ ที่ไฟฟ้าดับทั้งที่ฝนก็ไม่ได้ตก สักพักไฟดาวน์ไลท์สีเหลืองนวลหลายดวงค่อยสว่างขึ้นทีละน้อย พร้อมกับเสียงร้องเพลงของนักศึกษาคนหนึ่งดังขึ้นเป็นต้นเสียง ตามมาด้วยนักศึกษากว่าสามร้อยคนต่างร่วมกันร้องเพลง "คนไม่เอาถ่าน" และ "ขอบคุณที่รักกัน"
เมื่อเพลงจบลง ตัวแทนนักศึกษาบอกว่าในวันวาเลนไทน์นี้นอกเหนือจากความรักระหว่างคู่รัก ยังมีความรักความผูกพันระหว่างคณะลูกศิษย์กับอาจารย์อีกด้วย นอกจากของขวัญแล้ว พวกเขาจึงขอมอบเพลงนี้และความมุ่งมั่นว่าจะทำให้ดีที่สุด ให้แด่อาจารย์ผู้สอน ตอบแทนความรัก ความเอาใจใส่ และการดูแลตลอดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา เสียงคนพูดสั่นเครือ ด้วยกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เหนี่ยวนำให้เพื่อนๆ อีกหลายคนร้องไห้ไปด้วย พวกเขาอาจไม่รู้ว่าอาจารย์ผู้อยู่ด้านหน้าห้องก็กำลังเสียน้ำตาด้วยเหมือนกัน
อาจจะไม่เป็นเรื่องแปลกอะไรที่นักศึกษามอบของขวัญเนื่องในวันพิเศษให้แก่ครู แต่ห้องเรียนนี้เป็นห้องเรียนธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดา
ในบรรยากาศที่เร่งรีบและบางทีก็สับสนของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ พวกเขาร่วมกันสร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น ห้องเรียนนี้ที่มีอาจารย์สองท่านร่วมกันสอน คนหนึ่งถือไมค์เดินไปรอบๆ บรรยายและยกตัวอย่างให้เข้าใจ อีกคนหนึ่งนั่งเขียนอยู่ที่เครื่อง visualizer คอยบันทึกความรู้ จับประเด็นสำคัญ ให้นักศึกษาได้มีอะไรจด
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อาจารย์สองท่านจำชื่อเล่นนักศึกษาร่วมสามร้อยคนได้เกือบหมด พวกเขาทำการบ้านมาอย่างดี นั่งท่องชื่อนักศึกษา ตามไปรู้จักแต่ละคนในห้องปฏิบัติการที่นักศึกษาแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ พยายามตามถ่ายรูปนักศึกษาที่รูปติดบัตรที่มีอยู่ในระบบกับตัวจริงไม่ค่อยเหมือนกัน พวกเขารู้เอง โดยไม่ต้องอ่านทฤษฎีใดๆ ว่านักศึกษาจะตั้งใจเรียน จะเข้าใจและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับวิชา หากว่าผู้เรียนกับผู้สอนมีใจที่เชื่อมโยงกัน
พวกเขาเลือกให้ความสำคัญกับการปลูกฝังความรักและความเข้าใจในวิชาฟิสิกส์ ที่นักศึกษาส่วนใหญ่จะได้เรียนเป็นปีสุดท้ายแล้ว (เพราะส่วนใหญ่แยกย้ายไปเรียนต่อในภาควิชาอื่น) มากกว่าจะพยายามอัดเนื้อหาให้ได้มากที่สุดในเวลาที่จำกัด (ตามนโยบายของรัฐ)
ผมได้ลองเก็บข้อมูลง่ายๆ อย่างไม่เป็นระบบนัก ผ่านการคุยกับนักศึกษาทุกชั้นปีจำนวนหนึ่ง เกือบทุกคนบอกว่าประทับใจอาจารย์สองท่านนี้มากที่สุดในคณะ สาเหตุที่พวกเขารักและเข้าใจวิชาฟิสิกส์มากขึ้นมาก ก็เพราะอาจารย์สองท่านนี้ แถมยังบอกว่า อาจารย์ทั้งสองเป็นคนที่มีความหมายต่อชีวิตอย่างยิ่ง ช่วยทำให้ชีวิตในปีแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ที่นักศึกษาส่วนใหญ่ต้องออกจากบ้านมาอยู่หอ ทั้งเรียนหนักและกิจกรรมเยอะ เป็นชีวิตที่มีทั้งความสุข ความสนุก และความหวัง
เด็กๆ ทุกคนของเรา ไม่ว่าจะเรียนในชั้นประถม มัธยม หรืออุดมศึกษา พวกเขาน่าจะได้พบโอกาสพัฒนาจิตวิญญาณอิสระ ความคิดสร้างสรรค์ และความสนใจใฝ่รู้ มากกว่าที่เป็นอยู่นี้ หากว่าอาจารย์ผู้สอนไม่ได้แค่บรรยายและทำตามๆ กันไป ... ใช่ไหม? :-)

ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
หญิงสูงอายุวัยหลังเกษียณคนหนึ่งที่ผมรู้จักดี เธอทำงานโดยไม่ได้สนใจเรื่องความลำบากหรือความสบาย คำชมหรือคำขอบคุณ แต่ประการใด เธอทำกิจวัตรประจำวันด้วยความใส่ใจอย่างให้คุณค่าและความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าว ซักผ้า ถูบ้าน ไหว้พระสวดมนต์ ออกกำลังกายว่ายน้ำ แม้กระทั่งการได้กินอาหารธรรมดาๆ หรือการอยู่บ้านเฉยๆ ความสัมพันธ์ของเธอกับคนอื่นๆ รอบข้างก็นำมาซึ่งความผ่อนคลายสบายใจ บ่อยครั้งผมชวนเธอไปเที่ยวหรือทานอาหารข้างนอก เธอก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
อะไรนะที่ทำให้เธอช่างแตกต่างจากคนอื่นๆ คนเมืองจำนวนไม่น้อยบางวันขับรถมาถึงที่ทำงานตอนเช้าโดยจำไม่ได้เลยว่าวันนี้รถคันข้างหน้าเป็นรถยี่ห้ออะไรสีอะไรบ้าง ขณะที่เพิ่งทานอาหารเบื้องหน้าเสร็จ พลันสงสัยว่า เอ๊ะมื้อนี้กินอะไรลงไป รสชาติเป็นอย่างไรบ้างนะ ลืมตั้งใจดูตอนกิน ตอนเย็นกลับถึงบ้าน พอจำได้ลางๆ ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เหลือบดูปฏิทิน อ้าว นี่เดือนกุมภาแล้วหรือ เหมือนเพิ่งสิ้นปีไปหยกๆ โลกทั้งโลกเหมือนผ่านไปไวๆ แว้บๆ ที่ให้ได้รอลุ้นว่าจะมาเมื่อไหร่ ก็คือโบนัส วันหยุดยาว และเทศกาลลดกระหน่ำของห้างต่างๆ
ชีวิตแบบหลังนี้เปรียบเป็นรถก็เหมือนขับด้วยเกียร์ออโต้ แถมด้วยระบบครูซคอนโทรล ตั้งความเร็วปุ๊บ รถเคลื่อนด้วยความเร็วคงที่เสร็จสรรพไม่ต้องแม้ขยับเหยียบคันเร่ง แค่คอยหักหลบซ้ายหลบขวานิดๆ หน่อยๆ ก็พอไปได้ ด้านหนึ่งก็ดูเหมือนง่ายดี ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดมากมาย แต่อีกด้านหนึ่ง ดูเหมือนอะไรๆ มันผ่านไปแบบเบลอๆ ดูไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่ แถมติดๆ ขัดๆ งงๆ ว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตที่เหมือนจะดูดี แต่ก็บ่อยครั้งที่ดูโหวงๆ เราเรียกชีวิตแบบนี้ว่าอยู่ในโหมด Automatic หรือ "อัตโนมัติที่หลับไหล" (แปลโดย วิศิษฐ์ วังวิญญู) คือไปเรื่อยๆ แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ในขณะที่ตัวอย่างต้นเรื่อง เป็นชีวิตที่อยู่ในโหมด Autotelic หรือ "อัตโนมัติที่ตื่นรู้"
ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้คือ กลุ่มอัตโนมัติที่ตื่นรู้เป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายของชีวิตอยู่ภายในที่ไม่ได้แยกออกจากตนเอง (รากศัพท์ภาษากรีก Autotelic คือ ตนเอง + เป้าหมาย) แม้ว่าเขาอาจจะพูดออกมาเป็นภาษาสวยหรูไม่ได้ก็ตาม
มีไฮ ชีคเซนทมิไฮอี ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ชาวฮังกาเรียน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสุขและความคิดสร้างสรรค์ ระบุว่ากลุ่มอัตโนมัติเป็นคนที่ตื่นรู้มีแรงขับเคลื่อนจากภายในจะแสดงออกถึงการมีเป้าหมายและความสนใจใคร่รู้ในตนเอง ตรงกันข้ามกับกลุ่มที่ใช้แรงขับเคลื่อนจากภายนอก จะอาศัยความสะดวกสบาย ทรัพย์สมบัติ อำนาจ และชื่อเสียงเป็นแรงจูงใจ
ที่กลุ่มอัตโนมัติที่ตื่นรู้จะไม่ค่อยต้องการทรัพย์สมบัติสิ่งของ ความบันเทิง ความสะดวกสบาย ชื่อเสียงอำนาจ ก็เพราะชีวิตที่พวกเขาได้ใช้ สิ่งที่พวกเขาได้ทำมันเหมือนให้รางวัลในแต่ละวันอยู่แล้ว พวกเขาจะเข้าถึงสภาวะ "ความลื่นไหล" (Flow) คือสภาวะทางจิตในคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องในกิจกรรมหนึ่งๆ ด้วยความตั้งใจ โฟกัสอย่างมีพลัง และประสบความสำเร็จในกระบวนการของกิจกรรมนั้น และนี่คือแนวคิดสำคัญของจิตวิทยาเชิงบวกนั่นเอง
สภาวะ "ความลื่นไหล" และ "ความพ้องจองซึ่งกันและกัน" (synchronicity) มีความใกล้ชิดเชื่อมโยงกันอย่างยิ่ง มีผู้ศึกษาวิจัยและเสนอเทคนิคมากมายที่จะดึงเอาศักยภาพของสภาวะทั้งสองมาใช้ประโยชน์ ในการทำงานและการใช้ชีวิต
เรื่องขำๆ ก็คือ หากผมไปแนะนำหญิงสูงอายุต้นเรื่อง เธออาจบอกว่า "พูดอะไรไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวไปทำกับข้าวก่อนนะ"

ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยฝัน หรือฝันก็จำไม่ค่อยได้ แต่มีคืนหนึ่งเมื่อ 13 ปีที่แล้ว ฝันชัดเจนมาก ว่าตกอยู่ในอันตรายกับพี่สาวคนโต เราวิ่งหนีคนร้ายอยู่ในสวนมืดๆ คล้ายในยุโรปยุคกลาง ขณะที่เธอกำลังจะถูกรุมทำร้าย ผมก็ตกใจตื่นขึ้นมา หายใจหอบแฮ่กๆ เหงื่อโทรมกาย นึกสงสัยว่าอะไรหนอ ทำไมฝันมันเด่นชัดแบบนี้ ยังจำรายละเอียดของประตู แนวพุ่มไม้ คูเมือง และอื่นๆ ได้อยู่เลย
เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์ เช็คอีเมล พบว่ามีรุ่นน้องที่ทำปริญญาเอกอยู่ต่างประเทศด้วยกัน บอกว่ามีเครื่องบินการบินไทยตกที่ภาคใต้ เขาเห็นในรายชื่อผู้โดยสารมีนามสกุลผมอยู่ด้วย ผมขนลุกเสียวสันหลังวาบ รีบโทรกลับมาเช็คข่าวที่เมืองไทย ... ปรากฏว่าใช่เลย พี่สาวคนดีของผมเสียชีวิตแล้ว
ปรากฏการณ์นี้คืออะไร? จริงหรือว่าแค่ความบังเอิญ?
เราเคยนึกถึงใครบางคนที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดถึงไหม แต่แล้วจู่ๆ เขาคนนั้นก็โทรศัพท์มาหา มันอาจเรียกง่ายๆ ว่าเป็น “เรื่องบังเอิญ” แต่ลึกๆ เราก็รู้ว่าไม่ใช่แค่ความบังเอิญแน่ๆ
ปรากฏการณ์เช่นนี้มีอยู่และได้รับการรับรองในโลกของชนเผ่าพื้นเมือง ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือศาสนาความเชื่ออันหลากหลายมานานแล้ว หลายวัฒนธรรมก็มีพิธีกรรมอันสืบเนื่องเกี่ยวโยงกัน กระทั่งได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้
สำหรับวิทยาศาสตร์แล้ว นี่มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญหรือเหลวไหล ถึงแม้ในอดีตจะมี คาร์ล ยุง (Carl Jung) แพทย์และนักจิตวิทยา เคยพยายามอธิบายมันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ บอกว่าโลกและจักรวาลนี้มีกฎอื่นๆ นอกเหนือจากที่มนุษย์เข้าใจกันทั่วไป
แต่เมื่อปีกลายนี้เอง วงการวิทยาศาสตร์อาจต้องทบทวนใหม่ เพราะมีการค้นพบทางฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบห้าสิบปี นั่นคือ พบว่ามีอนุภาคที่มีความเร็วมากกว่าแสง!
เจ้าอนุภาคนิวตริโน (neutrino) นี้มีการค้นพบมานานแล้ว มีขนาดเล็กมาก เบาหวิวจนแทบไม่มีมวลอยู่เลย มีความเป็นกลางทางกระแสไฟฟ้าจึงเดินทางโดยไม่ได้รับผลกระทบจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า นักวิทยาศาสตร์ในยุโรปเพิ่งจะวัดความเร็วได้ พบว่าเร็วกว่าแสงที่เดินทางด้วยความเร็ว 299,792,458 เมตรต่อวินาที ใช่ครับ สามพันล้านเมตรต่อวินาที แต่นิวตริโนนี้เร็วกว่าแสงอีก เร็วขนาดที่ “มันไปถึงที่หมายก่อนที่จะออกจากจุดตั้งต้น” เสียอีก
ฟังแล้วงงๆ ใช่ไหมครับ ไปถึงที่หมายก่อนออกจากจุดตั้งต้น?
นั่นเพราะนิวตริโน อาจไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงในโลกสี่มิติของเรา (กว้าง ยาว ลึก เวลา) แต่ผ่านมิติที่มากกว่านั้น (จะติดเบอร์ว่ามิติที่ห้า หรือเลขอะไรก็แล้วแต่) จึงไม่ต้องเดินทางจากวินาทีที่หนึ่ง ไปยังวินาทีที่สองและสามตามลำดับ
การที่อนุภาคหนึ่งหายแว้บจากปัจจุบันไปโผล่ในอีกเวลาหนึ่งที่ไม่ได้ต่อเนื่องกัน มันเปิดความเป็นไปได้สู่การเดินทางท่องเวลา จากปัจจุบันไปอดีต หรือไปอนาคต (แต่ยังไม่ต้องรีบซื้อตั๋วจองที่นั่งไทม์แมชชีนนะครับ คงอีกนานมาก)
นักฟิสิกส์ทฤษฎีบอกว่าการค้นพบนี้เป็นเสมือนประตูไปสู่บางสิ่งที่พื้นฐานและลึกซึ้งที่เรายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ
และนี่อาจเป็นหนึ่งในรูปธรรม หลักฐาน หรือคำอธิบายของปรากฏการณ์ “ความพ้องจองซึ่งกันและกัน” (synchronicity) ดังตัวอย่างเหตุการณ์ที่ยกมาข้างต้น ที่อนุภาค (ซึ่งก็คือคลื่นและ/หรือข้อมูลนั่นเอง) สามารถเดินทางในมิติอื่นนอกเหนือจากสี่มิติที่เรารับรู้ตามปรกติ
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปิดใจ ไม่ยึดติดแค่ในระบบคิดแบบเดิม และเปิดศักยภาพของการเรียนรู้ให้พ้นจากกรอบเก่าๆ นี้เสียที

ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๕
ตัวเลขบางตัวมีความหมายในเชิงสังคมวัฒนธรรมที่สำคัญในตัวมันเอง เช่น หากพูดว่า “พร้อมรับปีใหม่” ขึ้นมาในวงสนทนา ผู้ร่วมวงก็อาจรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าพูดว่า “พร้อมรับปีใหม่ 2012” คาดว่าบางคนอาจ “จิ้น” (อิมเมจิ้น-จินตนาการ) ไปได้ไกลใช่ไหมครับ
วันขึ้นปีใหมที่ผ่านมา ผมได้เชิญชวนให้ลองตั้งปณิธานปีใหม่ New Year’s resolution พร้อมเสนอปณิธานร่วมสมัยต้อนรับปี 2012 ว่า “จะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภัยพิบัติ” กันอย่างไรดี ซึ่งการเตรียมพร้อมกายหรือทางโลกนั้นได้ลองแบ่งปันไปแล้ว ลองมาดูทางใจกันบ้าง
การเตรียมความพร้อมทางใจ ถ้าพูดแบบเข้าเป้าตรงประเด็นเลย ก็คือ การเตรียมตัวยอมรับความตาย นั่นเองครับ (บอกแบบนี้ก็ใช่ว่าปี 2012 นี้เราจะต้องตายกันยกโขยงพร้อมกันเสมอไปนะครับ เท่าที่ทราบตอนนี้ก็ยังไม่มีใครที่มีข้อมูลที่ยืนยันได้ 100%)
การเตรียมตัวตายเป็นการเตรียมตัวที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์เลยทีเดียว และไม่ใช่เฉพาะสำหรับรับภัยพิบัติเท่านั้น เป็นสิ่งที่ผู้รู้จำนวนมากกล่าวสรรเสริญเอาไว้ ทางพุทธศาสนามีคัมภีร์เขียนกันไว้มากถึงแนวคิดและวิธีปฏิบัติมรณานุสติ ซึ่งเป็นการเจริญสติที่เชื่อว่าเหมาะสมทันยุคทันสมัย 2012 อย่างยิ่ง
มรณานุสติมิได้หมายถึงการครุ่นคิดหดหู่ไม่เป็นทำอะไร แต่เป็นการระลึกนึกถึงความตายว่าเป็นของธรรมดา ซึ่งหากพิจารณาบ่อยๆ จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งคือทำให้เป็นคนไม่ประมาท
ยิ่งหากเป็นคนที่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า ก็จะไม่หลงระเริงเล่นสนุก หรือเอาแต่ทำงานโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว แต่จะเร่งทำความดี เพื่อเป็นทุนรอนต่อไปภพหน้า
ถึงแม้จะไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด การเตรียมตัวตายก็ยังมีประโยชน์ ดังที่พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวไว้ว่า หากเรารู้ว่าเราอยากจะตายอย่างไร เราก็จะรู้ว่าเราต้องอยู่อย่างไร เพราะถ้าจะรอไปเตรียมช่วงภัยพิบัติมาก็มีแนวโน้มว่าจะไม่ทัน
คนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความหงุดหงิด โกรธเกรี้ยวโมโหง่าย ก็มีแนวโน้มว่าจะจากไปพร้อมๆ กับความคับข้องเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด การมีโทสะเป็นเจ้าเรือน ย่อมร้อนเนื้อร้อนใจไม่ว่าจะอยู่หรือจะไป
คนที่มีชีวิตอยู่อย่างยึดติด ห่วงนู่นห่วงนี่ ห่วงบ้าน ห่วงรถ ห่วงเงินทอง ห่วงหน้าตา ห่วงชื่อเสียง ห่วงลูก ห่วงพ่อแม่ ก็มักต้องตายพร้อมกับภาระในใจ หนักเท่าใดก็ตามจำนวนห่วงที่แบกอยู่ทุกวัน
คนที่ไปดี ไปอย่างสงบ ไม่ใช่เพราะเตรียมตัวพร้อม หากแต่ด้วยเพราะเตรียมใจพร้อม
ยิ่งเรายอมรับความตายได้เร็วเท่าใด เรายิ่งมีโอกาสที่จะเลือกใช้ชีวิตทุกชั่วขณะอย่างมีคุณค่า เราจะเลิกดิ้นรน เลิกเตรียมการมากมาย (เกินไป) เพื่อต่อสู้ยื้อยุดเพื่อให้ไม่ตาย แต่จะกลับมาใส่ใจกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในทุกๆ วัน และในทุกๆ ลมหายใจ
เพราะนี่คือโอกาสกลับไปดูแลความสัมพันธ์กับคนที่เราให้ความสำคัญ คนที่รักเรา คนที่เรารัก และผู้คนอื่นๆ รอบตัวเรา ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ที่ได้รับการเยียวยาฟื้นฟูจะยิ่งทำให้เรามีความพร้อมทางใจมากขึ้นด้วย
สิ่งสำคัญ คือ การฝึกให้รู้ตัวเอง หรือการเจริญสติ เพราะเป็นทางที่ทำให้เราเกิดอิสรภาพในทันที หลุดพ้นจากความบีบคั้นของเวลา เข้าถึงความสงบ ความสุข ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใดๆ
การเตรียมการเรื่องอื่นๆ นั้นไม่รู้จบ แต่หากเราได้เตรียมใจ ยอมรับความตายนั้นทำให้จบได้ จิตไม่ติดค้าง เพราะทำให้เราได้ดูแลเรื่องความสัมพันธ์ มีสติ รู้เนื้อรู้ตัวเสมอๆ น่าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมแล้วอย่างยิ่ง

ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕
ใครได้ตั้งใจไว้แล้วบ้าง ว่าปีใหม่ 2012 นี้ จะทำอะไรสักเรื่องให้สำเร็จ หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตบางอย่าง?
ปณิธานปีใหม่ หรือ New Year’s resolution นี้ มันอาจจะเป็นอะไรที่ส่วนตั๊วส่วนตัวของเราเอง จะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม หรือเป็นความตั้งใจยอดฮิตติดอันดับท็อปเท็น อย่างเช่น ให้เวลากับครอบครัวและเพื่อนๆ ออกกำลังกายหรือไปฟิตเนส ลดน้ำหนัก เลิกสูบบุหรี่ มีความสุขกับชีวิตให้มากขึ้น เลิกดื่ม ปลดหนี้ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทำกิจกรรมจิตอาสา จัดระเบียบในชีวิต เป็นต้น
เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำอะไรบางอย่างตอนขึ้นปีใหม่กันมาบ้าง แล้วประสบการณ์ของเราที่ผ่านๆ มาแล้วล่ะ โดยมากมันประสบผลสำเร็จ หรือลงเอยด้วยการเลิกรากลางคันครับ
ถ้าทำไม่สำเร็จก็ไม่น่าแปลกใจเลยครับ เพราะข้อมูลจากงานวิจัยบอกว่าคนทั่วไปเพียง 12% เท่านั้นที่สามารถทำได้ตามปณิธานปีใหม่ของตนเอง ส่วนหนึ่งก็เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา โดยเฉพาะที่ทำบ่อย ลงรากฝังลึกนั้น มันไม่ได้จะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ
แม้จะรู้อย่างนี้ แต่ก็อย่าเพิ่งล้มเลิกความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเอง และความตั้งใจที่จะตั้งปณิธานไปง่ายๆ นะครับ บางคนอาจผิดหวังกับที่ตนเองเคยตั้งใจไว้ช่วงขึ้นปีใหม่แล้วทำไม่ได้ พอหลายๆ ครั้งเข้าก็ท้อแท้ หันมาปลอบใจหรือแก้ตัวให้ตนเอง เป็นทำนององุ่นเปรี้ยวมะนาวหวานว่า “โอ๊ย อย่างฉันน่ะหรือ ไม่ต้องมาตั้งอะไรตอนปีใหม่หรอก ถ้าจะเปลี่ยนน่ะ ฉันเปลี่ยนได้เอง ไม่ต้องรอปีใหม่หรอก”
แต่ในความเป็นจริงก็มักไม่เป็นเช่นนั้นครับ เพราะว่างานวิจัยจากวารสารวิชาการด้านจิตวิทยาคลินิกพบว่าคนที่ตั้งใจมีปณิธานปีใหม่นั้นประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายมากกว่าคนที่ไม่ได้ตั้งใจไว้ถึง 11 เท่าทีเดียว
อย่าถูกกิเลสหลอกเอาง่ายๆ ว่าตั้งใจไว้แล้วทำไม่ได้ก็ไม่ตั้งดีกว่า ไม่ได้มีใครลงโทษเราเสียหน่อยนะครับ หากว่าปีนี้เรายังทำไม่สำเร็จ อีกเป้าหมายบางอย่างอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการทำ
การตั้งปณิธานอาจนับว่าเป็นก้าวแรกของความสำเร็จก็ได้ ในอิทธิบาทสี่ (รากศัพท์ คือ ความสำเร็จ + เส้นทาง) นั้น ข้อแรกก็คือ ความพอใจ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักที่จะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ
ในทางพุทธก็มีภาษิตที่ว่า ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ สทฺธา สาธุ ปติฏฺฐิตา
ดังนั้น อยากชวนให้ลองตั้งปณิธานปีใหม่กันดูครับ
หากนึกไม่ออก ก็ขอเสนอปณิธานปีใหม่ที่ร่วมสมัย เข้ากับสถานการณ์มากๆ คือ การตั้งใจว่าจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภัยพิบัติ ด้วยเป็นที่แน่นอนแล้วว่านับแต่นี้ต่อไป ภัยพิบัตินั้นจะเกิดทั้งถี่ และทั้งรุนแรงขึ้น ซึ่งแต่ละคนก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งทางกาย (หรือทางโลก) และทางจิตใจ
การเตรียมตัวทางโลกนั้นว่ากันว่ามีสามขั้นตอน คือ จัดถุงยังชีพ เตรียมแผนรับมือ และหาความรู้ ซึ่งข้อมูลที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตก็มากมาย หาได้ไม่ยาก มีเว็บที่แนะนำ คือ ready.gov ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีข้อมูลครบถ้วนมาก หรือที่เป็นภาษาไทย เช่น “คู่มือคนไทยเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ” ของบริษัทบางจาก ก็อ่านง่าย เป็นการเริ่มต้นที่ดี
ส่วนการเตรียมตัวทางใจหรือทางจิตตปัญญานั้นเอาไว้จะมาลองแบ่งปันให้ฟังในตอนหน้านะครับ
ใครได้ตั้งปณิธานปีใหม่นี้แบบจิตตปัญญาอย่างไรกันบ้าง ส่งมาเล่าสู่กันฟังกันบ้างสิครับที่ 2012NYresolution@gmail.com มีของขวัญปีใหม่มอบให้สำหรับสามท่านที่ตอบได้โดนใจครับ
ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีแห่งสติและการเตรียมพร้อมนะครับ

ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๔
"น้ำที่มาที่ดอนเมืองเป็นแค่ทัพหน้า ทัพหลวงกำลังตามมา"
"ด่านเมืองเอกแตกแล้ว ชาวบ้านอพยพถอยร่นเข้ามาเรื่อยๆ"
"เปิดทางให้เขาลำเลียงทัพผ่านดีกว่า กั้นไว้ก็โดนล้อม คนในเมืองจะอดตายกันเอา"
เสียงผู้ประกาศข่าวดังมาเนื้อหาฟังคุ้นหู พอๆ กับที่เดินผ่านแผงหนังสือแล้วพาดหัวข่าวดูคุ้นตา ชวนให้นึกสงสัยว่าตอนที่น้ำท่วมปีก่อนๆ หน้า บรรดาสื่อเขารายงานข่าวน้ำท่วมด้วยภาษาแบบไหน แต่ว่าปีนี้ดูท่าภาษาทางทหารจะเป็นที่นิยม ใช้กันติดปากทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย ไม่แน่ใจว่าสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ทางการเมือง หรือว่าภาพยนตร์ซีรีส์พระนเรศวรมหาราชหรือทงอี
ชุดคำเหล่านี้ที่สื่อเลือกใช้ และเรารับมาใช้ต่อด้วยความไม่เท่าทัน จัดเงื่อนไขความสัมพันธ์ให้เราโดยที่เราและสื่อไม่รู้ตัว เป็นความสัมพันธ์แบบไม่อยากจะญาติดีกันแล้ว เพราะฝ่ายหนึ่งจ้องจะบุกเข้ามาทำลาย แถมชนะมาเรื่อย อีกคร่าชีวิตผู้คนมาตามรายทาง เหมือนกับจัดให้หมู่มนุษย์ต่อสู้กับมหันตภัยความชั่วร้ายระดับพระกาฬ
น่าชื่นชมความพยายามของหลายกลุ่มสร้างสัญลักษณ์และคำขึ้นมาเป็นตัวเลือก เช่น วาฬ หรือ น้องน้ำ ที่อยากกลับบ้าน (ทะเล) ทำให้ทีท่าผ่อนคลายลงไม่น้อย ไม่ใช่ตั้งท่าจะเอาชนะอยู่ท่าเดียว
ภาษาที่เราใช้นั้น สร้างโลกที่เราอาศัย ทั้งในแง่โลกในความคิดและโลกในทางวัตถุด้วย ว่าเราจะอยู่ด้วยกันระหว่างคนกับคน ระหว่างคนกับธรรมชาติอย่างไร
ถ้าเราใช้แค่ชุดคำแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ดี-เลว ถูก-ผิด เราย่อมยากที่จะยอมรับให้อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในเมืองของเรา มาอยู่ในสังคมของเรา ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือมนุษย์ก็ตาม
การศึกษาของเราตั้งอยู่บนฐานความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ ที่แยกตัวผู้สังเกตของจากสิ่งที่สังเกต แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราใช้ชุดคำของการแบ่งแยกฝ่าย โดยเฉพาะการแบ่งเป็นฝ่ายมนุษย์และฝ่ายธรรมชาติ โลกของเราจึงเป็นส่วนๆ เสี้ยวๆ มีเขามีเราหลายฝ่าย เราจึงต้องเหนื่อยกับการปกป้องความเป็นเรา ไม่ว่า “เรา” ในบริบทนั้นจะหมายถึงตัวของเราเอง ครอบครัว บริษัท นิคมอุตสาหรรม ชุมชน จังหวัด ภาค ประเทศ พรรคการเมือง ไปจนถึงนามธรรมเช่นอุดมการณ์ทางการเมืองด้วย
หากไม่เรียนรู้ที่จะขยายโลกในความคิดความเข้าใจ เราจะอยู่ยากขึ้น เพราะโลกและธรรมชาติในความเป็นจริงนั้นซับซ้อนกว่าที่โลกอันคับแคบของเราจะรองรับ ยิ่งโลกในความคิดกับโลกตามความจริงห่างกันเท่าไหร่ความทุกข์ในใจและในสังคมของเรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น
โดยวิธีที่จะขยับขยายโลกของเรา ไม่จำเป็นต้องทิ้งโลกตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทิ้งไปเสียทั้งหมด แต่ต้องขยายไปสองทาง ทางหนึ่งลงล่าง เพื่อยึดโยงเข้ากับราก เข้ากับฐานทางวัฒนธรรมของเรา การเรียนรู้ต้องไปเรียนจากของจริงจากชีวิตจริง อีกทางหนึ่งขึ้นบน เพื่อเข้าถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพื่อเข้าถึงสัจธรรมของโลกและธรรมชาติ
เมื่อนั้นพลังอันสร้างสรรค์ของวิทยาศาสตร์ก็จะถูกปลดปล่อยได้มากขึ้น เมื่อเราใช้ภาษาและตั้งคำถามที่เหมาะสม เช่นว่า แล้วประเทศไทยจะร่วมกันอย่างสงบสุขอย่างไร ในโลกที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงทำให้มีน้ำมากในฤดูน้ำหลากและน้ำน้อยในฤดูแล้ง
หากเราและสังคมได้สะท้อนตนเอง ได้มองพฤติกรรมที่ผ่านมาด้วยใจเป็นกลาง ไม่เข้าข้างตนเอง เมื่อนั้น ใจของเราที่เคยแต่อยากเอาชนะ อาจจะอยากขอขมาต่อสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตเราขึ้นมาเอง
แล้วเราจะใช้ภาษาที่สื่อถึงใจที่อ่อนโยนต่อชีวิต อ่อนน้อมต่อธรรมชาติด้วยเช่นกัน
คิดใหญ่กว่าภัยพิบัติ
Posted by Asia at 12:23 PM Labels: การเมือง, จิตตปัญญา, จิตวิวัฒน์, จิตอาสา, วิกฤต, อยู่รอด-อยู่ร่วม
โดย ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2554
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่คนทั้งประเทศน่าจะรู้สึกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นมาถึงบ้านเราแล้ว ไม่เพียงแต่มาเคาะประตูหน้าบ้าน แต่ลุยเข้ามาในบ้าน ล้นทะลักเข้าไปในห้องครัว ห้องนอน เอ่อขึ้นไปยังชั้นสอง บ้างก็ไปจนมิดหลังคา
หลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นในทั่วทุกภาคของประเทศ แต่กรุงเทพฯ ก็ดูเหมือนจะรอดหวุดหวิดมาเกือบทุกครั้งไป จนคนเมืองหลวงอาจจะวางใจ พูดปลอบใจตนเอง หรือปลอบใจกันและกันว่า "โอ๊ย กรุงเทพฯ น่ะสำคัญนะ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและทุกเรื่อง ถ้าท่วมจะเสียหายหนัก เขาไม่ปล่อยให้ท่วมง่ายๆ หรอก"
ซึ่งที่กล่าวมาก็ถูกต้องทั้งหมด ไม่มีส่วนใดผิด กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของประเทศที่รวมศูนย์แบบไทย ถ้าภัยพิบัติไม่ว่าจะทางธรรมชาติหรือทางไหนส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ย่อมเสียหายมาก และก็จริงอีกที่ "เขา" (ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึง ใคร รัฐบาล หรือองค์กรใด) ต้องพยายามป้องกันกรุงเทพฯ อย่างเต็มที่ ไม่ปล่อยให้น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง น้ำท่วมก็ท่วมนิดเดียว ชั่วครู่ชั่วยามโดยมากก็เป็นชั่วโมงเท่านั้น
ขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ สถานการณ์กรุงเทพฯ ยังไม่รุนแรงเท่าใดนัก เพราะเป็นช่วงที่น้ำทะเลยังไม่ขึ้นสูงสุด และมวลน้ำปริมาณมหาศาลจากตอนบนของประเทศก็ยังลงมาไม่ถึง แต่กระนั้นก็มีหลายเขตหลายชุมชนแล้วที่น้ำท่วม ส่วนเมื่อบทความนี้ตีพิมพ์ก็จะเป็นช่วงที่สถานการณ์คับขันและยากลำบากที่สุด
ผู้เขียนและชาวจิตวิวัฒน์ทุกคนขอเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนที่อยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันนี้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่จังหวัดไหน
ได้แต่หวังว่าคงจะปลอดภัยทั้งสุขภาพ สุขภาพใจ และทรัพย์สิน ไม่เสียหายกันมากนัก
เพราะว่าเราคงจะต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้อีกเกือบทุกปีแน่นอน
โดยเฉพาะจากข้อมูลสภาพภูมิอากาศโลกในปัจจุบัน มีแนวโน้มเป็นไปในทางที่แย่เอามากๆ แค่เรื่องอุณหภูมิอย่างเดียว สถิติ ๑๐ อันดับของปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงที่สุด ได้แก่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑, ๒๕๔๔, ๒๕๔๕, ๒๕๔๖, ๒๕๔๗, ๒๕๔๘, ๒๕๔๙, ๒๕๕๐, ๒๕๕๒, ๒๕๕๓ ล้วนอยู่ในช่วง ๑๓ ปีที่ผ่านมา โดยปีที่โลกร้อนที่สุดตั้งแต่เคยถูกจดบันทึกคือ ปี ๒๕๕๓ นี้เอง
อุณหภูมิของโลกร้อนกว่าค่าเฉลี่ยของศตวรรษที่ ๒๐ มาต่อเนื่องเป็นปีที่ ๓๔ แล้ว
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ร่วมกับนายอัล กอร์ ได้ออกรายงานประเมินสถานการณ์สภาพภูมิอากาศโลก ในปี ๒๕๕๐ ประมาณการว่าน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกเหนือนั้นจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ โดยอาจจะละลายหมดในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. ๒๐๕๐-๒๑๐๐ แต่ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็วหลังจากรายงานออกมา นักวิทยาศาสตร์ประมาณการกันใหม่แล้วว่า ขั้วโลกเหนืออาจจะไม่มีน้ำแข็งปกคลุมเลยภายในไม่ถึงห้าปีข้างหน้านี้
ไม่เพียงแต่อุณหภูมิที่สูงขึ้น พายุฝนฟ้าคะนองนั้นมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น ตัวชี้วัดหนึ่งคือข้อมูลปริมาณน้ำฝนทั่วโลกพบว่าปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาเป็นปีที่ "เปียก" หรือมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดตั้งแต่เคยมีการจดบันทึกกันมา ปีที่แล้วกราฟแสดงปริมาณที่มากสุดโต่งอยู่แถวเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก อเมริกากลาง ออสเตรเลีย โดยไทยเรารอดมาได้ แต่กราฟของปีนี้ต้องมีเอเชียอาคเนย์และประเทศไทยแน่นอน
ฝนที่เคยตกปรกติ ปริมาณกำลังดีแถวอาณาจักรลาดั๊ก (Ladakh) ทางตอนเหนือสุดของอินเดีย ที่ทำให้เจริญเป็นอารยธรรมที่งดงาม ก็เกิดปรากฏการณ์คลาวเบิร์สท (Cloudburst) คือ ฝนตกหนักอย่างกะทันหันปานฟ้ารั่ว ลองจินตนาการว่าธรรมดาฝนนั้นตกลงมาเหมือนเทวดารดน้ำจากฝักบัวครับ แต่ที่เกิดขึ้นคือเทวดาเทน้ำจากขันหรือกะละมังครับ ผลคือน้ำท่วมอย่างหนักและรวดเร็ว โคลนถล่มสูงเป็นเมตร ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนเสียหาย ผู้คนล้มตาย เป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการตั้งถิ่นฐานกันมา
ฟังดูก็เหมือนหลายๆ เมืองที่เราได้ยินข่าวทั่วไป ไม่น่าตื่นเต้นตกใจอะไรใช่ไหมครับ แต่ถ้าเราทราบว่าเมืองที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดคือเมืองเละห์ Leh (บ้างอาจจะว่าเข้าใจตั้งชื่อเป็นลาง) ซึ่งอยู่สูง ๓,๕๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล!
ไม่อยากจะนึกก็ต้องนึกถึงหนังเรื่อง 2012 ไม่น้อย
นี่ถ้าเมืองที่สูงถึง ๓.๕ กิโลเมตร ยังน้ำท่วมคนตายได้ขนาดนี้ กรุงเทพฯ ที่อยู่ที่ระดับ ๐ เมตร (และกลางเดือนตุลาคม น้ำทะเลจะขึ้นสูงสุดประมาณ ๒.๕ เมตร) คงไม่ต้องสงสัย
หรือตัวอย่าง เดือนมีนาคมปีนี้ที่เมืองไทย มีสามฤดู วันหนึ่งร้อนจัด อีกวันต้องได้ค้นเสื้อกันหนาวมาใส่ ในขณะที่ภาคใต้ก็เกิดพายุน้ำท่วมรุนแรง นี่ก็เกิดจากน้ำในมหาสมุทรอินเดียพื้นที่หนึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าปรกติเพียงเล็กน้อย ทำให้ลมที่พัดต้านมวลอากาศเย็นจากจีนไม่สามารถทานกำลังได้
ประเทศไทยที่ได้สภาพภูมิอากาศรับอิทธิพลของปรากฏการณ์ เอลนีโญ/ลานีญา-ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Niño/La niña-Southern Oscillation หรือ ENSO) ทำให้เรามีสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง โดยปรกติแล้วเกิดประมาณทุก ๕ ปี แต่ข้อมูลล่าสุดที่ได้จาก ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) วงจรนี้ไม่ปรกติแล้ว และคาดว่าจะเกิดเฉลี่ยทุก ๑๑ เดือน
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการผันแปรผิดปรกติของปรากฏการณ์ ENSO นี้เท่ากับว่าสภาพภูมิอากาศโลกได้เลยจุดพลิกผัน (tipping point) แล้ว
อันที่จริงเราอาจจะไม่ต้องอาศัยข้อมูลมากมายเท่านี้ก็ได้ ตัวอย่างจาก ดร.วังการี มาไท นักชีววิทยาสตรีสาวชาวเคนยา ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี ๒๕๔๗ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกน่ะหรือ ฉันรู้แน่นอนว่ามันกำลังเกิดขึ้น ฉันแค่เดินออกไปนอกบ้าน ฉันก็รู้แล้ว"
ในปาฐกถารางวัลโนเบลของเธอที่กรุงออสโล เธอได้กล่าวว่า "เรากำลังจะเผชิญกันความท้าทายที่เรียกให้เราต้องเปลี่ยนวิธีการคิด เพื่อที่มนุษยชาติจะหยุดทำร้ายระบบที่เอื้อให้เรามีชีวิต เราต้องช่วยเหลือเยียวยาโลก และในกระบวนเดียวกันนี้เอง ช่วยเยียวยาตัวเราเองด้วย ซึ่งก็คือการโอบอุ้มสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ในความหลากหลาย ความงาม และความอัศจรรย์ใจ มันจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราเห็นความจำเป็นที่เราจะต้องฟื้นความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเดียวกับสรรพชีวิต"
ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันรุนแรงและส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลกเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ณ ขณะนี้ในประเทศไทยของเราก็ได้เกิดการเรียกร้องผลักดันให้การรับมือภัยพิบัติเป็นวาระแห่งชาติ เช่น จาก คุณปรเมศวร์ มินศิริ thaiflood.com และ ดร. สมิทธ ธรรมสโรช มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ให้สัมภาษณ์ข่าวว่า "ถึงเวลาแล้วที่เราต้องรวมตัวกันเป็นวาระแห่งชาติ แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนขณะนี้ให้ผ่านวิกฤตไปได้"
เรื่องวิกฤตนี้ กลุ่มจิตวิวัฒน์ได้พูดคุยและสื่อสารให้เห็นความสำคัญมาร่วมเกือบสิบปี และหากรวมที่สมาชิกของกลุ่มหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อาจารย์ประสาน ต่างใจ และอาจารย์ประเวศ วะสี ได้เขียนเตือนไว้ก็สิบกว่าปีแล้ว ว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับสิ่งที่ ดร.เจมส์ เลิฟล็อค ผู้คิดค้นทฤษฎีกายา (ที่ว่าโลกมีคุณสมบัติเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่สามารถมีสุขภาวะที่ดีหรือป่วยได้ อันเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ) ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดียน ไว้เมื่อปี ๒๕๕๑ ว่าหายนะภัยของโลกนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่มุมมองของบุคคลเหล่านี้ต่อวิกฤตสภาพอากาศนั้นมีมากไปกว่าการป้องกันและกู้ภัยด้วยเทคโนโลยีและการจัดการ นั่นคือ โอกาสที่เราจะได้ตระหนักว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในวิกฤตนี้ เพราะหากต้นทุนทางสังคมวัฒนธรรมเรายังพอมี เราอาจเกิดสติและเห็นว่าทุกหายนภัย ทุกวิกฤต มาพร้อมกับโอกาสที่ดีได้เสมอ เป็นการเรียนรู้ที่หาได้ยากในสภาวะปรกติ
ภาวะพายุผิดฤดูกาล และน้ำท่วมน้ำหลากมากผิดวิสัย ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสจะได้หาทางแก้ไขป้องกันด้วยการสร้างฝาย คันกั้นน้ำ หรือระบบอุโมงค์ระบายน้ำ แต่นี่ยังเป็นโอกาสอย่างมาก ที่สังคมไทยจะเรียนรู้ร่วมกันว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเพียงอาการ แท้จริงแล้วมีต้นเหตุ คือ วิกฤตทางด้านจิตวิญญาณ ดังเช่นที่ท่านทะไลลามะบอกว่า เรากำลังเป็นโรคพร่องทางจิตวิญญาณ (Spiritual deficiency syndrome)
ท่ามกลางภาวะของความเศร้าและทุกข์ทรมานกับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ หลายคนสิ้นหวังหมดกำลังใจในการใช้ชีวิต หลายพื้นที่ลงไม้ลงมือวิวาททำร้ายร่างกายกันเพราะเห็นว่าถูกเอาเปรียบที่ชุมชนของตนต้องเป็นฝ่ายรับน้ำแทน คนจำนวนไม่น้อยก็ก่นด่าเพ่งโทษอีกฝ่าย และจำนวนมากมายเร่งรุดไปซื้อกักตุนข้าวของสินค้าอุปโภคบริโภคจนขาดแคลน ไม่เพียงพอแม้แต่จะแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย ปรากฏการณ์เหล่านี้เองที่กำลังบอกเราว่าลำพังเพียงความรู้ทางเทคโนโลยีและการจัดการ ไม่สามารถดูแลปัญหาวิกฤตการณ์ในจิตใจชาวไทยได้
หลังจากที่การแก้ไขภัยพิบัติเร่งด่วนเฉพาะหน้าเริ่มคลี่คลายลง การผลักดันวาระแห่งชาติก็คงจะสูงยิ่ง การขับเคลื่อนประเทศไทยให้ออกจากวิกฤตนี้จำต้องมีวาระแห่งชาติที่มีพลังเพียงพอ ลำพังวาระเรื่องการรับมือภัยพิบัตินั้นสำคัญมาก แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงนั้นยิ่งใหญ่กว่าการหาหนทางอยู่รอด
หรืออาจใช้ชื่อ "วาระแห่งชาติว่าด้วยการรับมือภัยพิบัติ" นี้ก็ได้ แต่สาระภายใน สังคมไทยต้องการพื้นที่สำหรับความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติการ (platform) ที่ใหญ่กว่าเรื่องทางเทคนิคและเรื่องความอยู่รอด เป็นวาระที่ตระหนักรู้ว่าภัยพิบัตินั้นมีทั้งวิกฤตธรรมชาตินอกกาย และวิกฤตในใจที่บดบังให้เราไม่เห็นสายสัมพันธ์ที่เรามีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพชีวิตบนโลกใบเดียวกัน
ภัยพิบัติอาจทำให้เราเห็นว่าต้องต่อสู้เพื่อเอาตัวให้รอด แต่ความรู้จากทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน บอกว่า สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดคือสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุด (Survival of the fittest) ดังนั้น การที่เราจะอยู่รอด ไม่ใช่เพราะเหตุผลตื้นเขินว่าเราแข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด ไม่ใช่เพราะเรารวยหรือมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด เราจึงต่อสู้เอาชนะได้ แต่รอดได้เป็นเพราะว่าเราเหมาะสมที่สุด
สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เหลือรอดโดยลำพัง แต่คือสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ทั้งกับสปีชีส์เดียวกัน และกับสปีชีส์อื่นๆ ในโลกใบนี้
องค์ความรู้ทางจิตวิวัฒน์ที่ได้สั่งสมมาหลายปี ชี้ให้เห็นว่า เราจะอยู่ร่วมกันได้ เมื่อเราเรียนรู้ที่จะอ่อนโยนต่อชีวิต อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ เข้าถึงความสุขอันประณีต ชุดความรู้เรื่องการรู้จักตนเอง การรู้จักให้อภัย การรู้จักพอ รู้จักที่จะช้าลง ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการอยู่รอดและการอยู่ร่วมของเรา
นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชั่วชีวิตของเรา ที่เราจะละทิ้งอัตตาและความคับแคบของใจ โอกาสการก้าวข้ามความแบ่งแยกทางสี ทางความคิด ทางชาติพันธุ์ ไปสู่การปลูกเพาะความรักความเมตตาและเอื้ออารีต่อกัน สู่การสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของทุกคนและทุกชีวิต
ดังเช่นที่ ดร.วังการี มาไท ได้กล่าวไว้ว่า "ในช่วงประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มีเวลาที่มนุษยชาติถูกเรียกร้องให้ยกระดับจิตสำนึกใหม่ ไปสู่คุณธรรมที่สูงขึ้น เวลาที่พวกเราต้องขับไล่ความกลัวและมอบความหวังให้กันและกัน เวลานั้นก็คือตอนนี้"
ดังนี้ สิ่งที่เราควรชูเป็นวาระชาติ คือ วาระของการอยู่ร่วมกัน
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๔
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา กลุ่มจิตตปัญญาวิถี มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยไมอามี ร่วมกันจัดโครงการอบรมครูและเจ้าหน้าที่การศึกษาชาวอเมริกัน ในหัวข้อพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ พวกเขาร่วมยี่สิบชีวิตเดินทางมาเมืองไทยเพื่อเรียนรู้ว่าพุทธศาสนานั้นเกี่ยวข้องและช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร พวกเราใช้เวลา 10 วัน เรียนรู้กันที่เขาใหญ่ และวัดป่าสุคะโต-วัดป่ามหาวัน จ.ชัยภูมิ ร่วมกับพระไพศาล วิสาโล
มีการจัดกิจกรรมให้ได้เดินป่า ศึกษาธรรมชาติ รวมถึงให้มีประสบการณ์ดำนา ปลูกป่ากันด้วย หากใครเคยลองทำมาแล้วจะรู้ว่าทั้งสองกิจกรรมนี้ไม่ได้ง่ายนัก ดำนาต้องก้มๆ เงยๆ หลังขดหลังแข็ง เดินถอยหลังลุยโคลนในนา ส่วนปลูกป่าทำแนวกันไฟนั้นต้องเดินป่ายปีนที่สูงๆ ต่ำๆ ลุกๆ นั่งๆ ขุดดินปลูกกล้าไม้พื้นเมือง แถมต้องทำกลางวันแสกๆ วันที่ไม่มีฝนก็แดดเปรี้ยง ผิวไหม้ ตัวดำ หนังลอกกันเป็นเรื่องปรกติ แต่ผู้เข้าร่วมกลับชื่นชมกันใหญ่ ชื่นชอบอย่างยิ่ง ออกปากว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว
วันเกือบสุดท้าย มีกิจกรรมให้ออกไปอยู่คนเดียวในธรรมชาติสัก 2-3 ชั่วโมง เท่านั้นล่ะครับ เหมือนกับป่าแตก ถามกันให้แซ่ด ว่าต้องทำด้วยหรือ ทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไร เอาไอพ็อดไปฟัง เอาหนังสือไปอ่าน เอากล้องไปถ่ายรูปแก้เหงา แก้เซ็งได้ไหม (คำตอบคือไม่ได้)
หลายคนเกิดความกลัวขึ้นมาจับใจ โดยมากจะกลัวงู กลัวยุง กลัวความมืด (ส่วนคนไทยที่ไปด้วย แน่นอนว่า ... กลัวผี) แต่ที่น่าสนใจ คือ กลัวอยู่กับตัวเองไม่ได้
แม้จะบอกว่าถึงมองไม่เห็นกัน แต่ก็ไม่ได้ไกลนัก แค่ลับตา เดินสองสามนาทีก็ถึง แถมแดดก็ไม่มี จะนั่ง จะเดิน หรือจะนอนก็ยังได้ ขอแค่ให้ได้อยู่กับตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนยังไม่ค่อยวางใจ ต้องได้ให้ความมั่นใจและให้เครื่องมือช่วยกันชุดใหญ่ เช่น เจริญสติ ดูจิต เป็นต้น
แต่หลังจากเสร็จกิจกรรมต่างดีใจและภูมิใจกับความสำเร็จของตนเอง ที่ได้ลองอยู่ลองเผชิญกับสิ่งที่อยู่ด้วยยาก โดยเฉพาะสำหรับคนทั่วไปที่ไม่เคยฝึก นั่นคือ ตัวเราเอง
ทั้งๆ ที่ตัวเรานั้นเป็นมิตรแท้ที่สำคัญที่สุดของเราเอง เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงความจริงอันสูงสุด แต่มนุษย์ทั่วไปกลับอึดอัดคับข้องใจเวลาต้องอยู่คนเดียวและไม่ได้ทำอะไร
เมื่อเราอยู่คนเดียว เรามักอยู่เงียบๆ เฉยๆ ไม่เป็น เราจึงต้องหาทางออกด้วยการทำตัวให้ไม่ว่าง ทำตาให้ไม่ว่าง ต้องดูหนัง อ่านหนังสือ ทำหูให้ไม่ว่าง ต้องฟังข่าว ฟังเพลง ทำมือให้ไม่ว่าง ต้องเขียน ต้องเล่น ทำปากให้ไม่ว่าง ต้องคุย ต้องกิน ทำเท้าให้ไม่ว่าง ต้องไปเที่ยว ไปเดินเล่น
คนทั่วไปจึงมีชีวิตที่อยู่ยาก คนมักไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น สิ่งที่ตัวเองมี ที่ๆ ตัวเองอยู่ ของที่มีสักพักก็เริ่มไม่พอใจ ต้องออกไปหาสิ่งใหม่มาเพิ่ม ที่ๆ อยู่สักพักก็เริ่มเบื่อ ต้องดั้นด้นเดินทางไปดูที่ใหม่ สิ่งใหม่
แต่หากเราได้ลองอยู่กับตัวเองให้เป็น ก็จะพบว่าไม่ยากเกิน ที่จะพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเกิดจากภายใน ชาวฝรั่งไม่เคยฝึกไม่เคยทำอะไรทำนองนี้มาก่อนเขายังอยู่ได้เลย
ดีใจกับครูชาวอเมริกันที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาอบรมเรื่องพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เขาไม่เพียงได้เห็นว่าวัดช่วยให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติภายนอกอย่างยั่งยืนได้อย่างไร เขายังได้เห็นด้วยตนเองอีกด้วยว่าธรรมะช่วยให้ตัวเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติภายในอย่างสุขสงบได้อย่างไรด้วยเช่นกัน

ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔
วสันตฤดูเป็นฤดูสำคัญของพืช ต้นไม้ได้น้ำเพียงพอที่จะทำอะไรหลายๆ อย่าง
พืชที่โตแล้ว มีคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศอยู่ตลอด ไม่ต้องไปแย่งดิน แย่งแสงแดดกับใคร แต่ต้องมีน้ำจึงจะสามารถสังเคราะห์แสงได้ ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่สามารถสร้างอาหารคือน้ำตาล อีกทั้งไม่สามารถผลิตออกซิเจนที่ทำสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกมากใช้หายใจได้
ฤดูฝนจึงเป็นช่วงที่ต้นไม้เร่งรีบเติบโต สร้างใบไว้ผลิตอาหาร อาหารที่ผลิตได้ก็ใช้เพื่อเจริญเติบโตนี่แหละ
อาหารส่วนที่เหลือจะถูกเก็บเป็นทุนในการอยู่รอด เพราะเมื่อปลายฤดูฝนมาถึง กว่าจะได้น้ำมากๆ อีก ก็อาจจะเป็น ๗-๘ เดือนข้างหน้า ต้นไม้จะผ่านฤดูหนาวและฤดูร้อนอันยาวนานไปได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับในฤดูฝนนั้นต้นไม้เป็นอย่างไร
ถ้าต้นไม้ต้องการฝน จิตใจของคนล่ะต้องการอะไร?
คำถามนี้ผุดขึ้นมาระหว่างนั่งชื่นชมสายฝนที่โปรยปรายลงมาในวันแรกๆ ของพรรษา
ใจของเรา บางครั้งก็ต้องเผชิญเรื่องราวยากๆ ในชีวิต อาจเป็นเรื่องการเรียนการสอบ การทำงานการประเมิน กิจวัตรประจำวันที่ดูเหมือนต้องเร่งไม้เร่งมือขึ้นทุกวัน แต่ยิ่งเร่งดูเหมือนยิ่งทำไม่ทัน อาจเป็นเรื่องครอบครัว ความบาดหมางไม่เข้าใจกันระหว่างคนที่เรารัก หรือบางทีก็กับตัวเราเอง หรืออาจเป็นเรื่องสุขภาพ การเจ็บป่วยหรือล้มหายตายจากของคนใกล้ชิด บางเหตุการณ์แค่ไม่กี่วัน แต่บางเหตุการณ์ก็ต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนหรือหลายปี
เราจะผ่านช่วงเวลายากๆ เหล่านั้นได้ โดยไม่ใช่แค่อยู่รอดอย่างเดียว แต่ยังคงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อยู่ด้วยได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นกับว่าในช่วงก่อนสถานการณ์ยากๆ เหล่านั้นเราทำอะไร อาศัยต้นทุนที่เราเคยฝึก เคยหัด มาช่วงก่อนหน้านี้เท่านั้น ที่จะทำให้เรายังดูแลกาย ดูแลใจ ไม่ให้คิด พูด หรือทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรลงไป
เมื่ออยู่ในสถานการณ์ยากๆ เราจะมาเริ่มต้นฝึกเรียนรู้ที่จะมีสติ เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของเราได้ลำบาก เราจึงควรหมั่นที่จะเท่าทันความคิดความรู้สึกตนเองเสมอๆ เมื่อมีโอกาส
หากต้นไม้ต้องการความชุ่มชื่นจากฝน ใจของคนก็ต้องการความชุ่มชื่นจากความสงบภายใน
ยามที่ฝนมา ต้นไม้ถือโอกาสได้เจริญเติบโต สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ตนเอง ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อยามเข้าพรรษา ผู้คนควรได้ใช้โอกาสนี้เจริญเติบโตทางสติปัญญา ทางจิตวิญญาณ สร้างเสริมความมั่นคงภายใน
ผู้อยู่ในเพศบรรพชิตก็รวมตัวกันอยู่ในวัดในสถานปฏิบัติธรรม ตั้งใจฝึกฝนทั้งด้วยตนเองและกับครูบาอาจารย์ พวกเราส่วนใหญ่ที่เป็นฆราวาสใช่ว่าจะไม่สามารถรวมตัวกันฝึกฝนได้
ในโลกของเครือข่ายทางสังคม เช่น เฟซบุ๊ก ก็มีกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนกันและกัน อย่างเช่น กลุ่ม (page) “เพื่อนภาวนา” ก็จัดกิจกรรม “เข้าพรรษาภาวนาด้วยกัน” เชิญชวนให้เพื่อนๆ มากด Like แล้วตั้งปณิธานเข้าพรรษาว่าจะทำอะไรดีๆ กันบ้าง
มีเพื่อนจำนวนไม่น้อยที่ให้คำมั่นสัญญากันว่าจะภาวนาทุกวันตลอดพรรษานี้ หลังจากได้อ่านได้ฟังกันมาทั้งชีวิต จะขอเรียนรู้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านการลงมือทำด้วยตนเอง
หลายคนเคยลองทำเองคนเดียว แล้วก็ทำๆ หยุดๆ ลงเอยหยุดมากกว่าทำ คือหยุดไปเลย มาพรรษานี้ตั้งใจร่วมกัน เชื่อว่าพลังของกลุ่มจะนำช่วยนำพาไปให้ตลอดรอดฝั่ง
วสันตฤดูพรรษานี้จึงมีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย ต้นไม้ก็เติบโตไปพร้อมๆ กับมนุษย์ ที่ต่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์และอาศัยซึ่งกันและกัน
โอกาสของต้นไม้คือหน้าฝน โอกาสของคนก็คือเข้าพรรษา