ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2552

ในชีวิตของคนเราล้วนเต็มไปด้วยคำถาม นับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลาเช้า เรานึกขึ้นในใจทันทีว่า “นี่มันกี่โมงแล้วนะ?” แม้ในระหว่างอาบน้ำแต่งตัวก็ยังไม่วายได้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “วันนี้จะใส่เสื้อตัวไหนสีอะไรดี?” จนช่วงเพลินๆ ระหว่างการเดินทางไปทำงาน ในใจพลอยคิดไปแล้วว่า “งานที่ยังทำค้างอยู่จะเร่งให้เสร็จทันวันนี้ไหม?” “เช้านี้จะส่งลูกไปทันเวลาไม๊นะ?” ยิ่งช่วงนี้ใกล้จะสิ้นปี มักมีคำถามทำนองว่า “จะได้ขึ้นเงินเดือนสักเท่าไหร่?” หรือ “อนาคตการงานของเราจะไปได้ในในบริษัทนี้หรือเปล่า?” จนเย็นทำงานเลิกค่ำเรายังมีคำถาม “ทำงานหนักขนาดนี้ไปทำไมกัน?” หรือบางครั้งก็เป็นคำถามที่มาตามสถานการณ์แต่ละช่วงของชีวิต เช่น ตกลงจะซื้อบ้านดีไหม? โรคที่เป็นควรจะผ่าตัดหรือรักษาด้วยวิธีอื่น? ไปเรียนต่อดีไหม?



คำถามเหล่านี้ล้วนมีระดับความยากง่ายและความซับซ้อนของเรื่องราวต่างกันไป บางคำถามก็อยู่ในภาวะที่เราต้องตัดสินใจลงมือกับสถานการณ์ตรงหน้า บางคำถามเป็นแค่เรื่องที่ต้องคิดอย่างเป็นประจำทุกวัน เป็นคำถามที่ตัดสินใจตอบหรือเลือกแล้วก็จบกันไปในแต่ละครั้ง แต่ว่าบางคำถามกลับยังซุกซ่อนและวนเวียนในใจ และคำถามเช่นนี้ก็มีพลังในการผลักดันการตัดสินใจ การเลือกใช้ชีวิตของเราเอง

ในการฝึกอบรมด้วยกระบวนการแบบจิตตปัญญาซึ่งเน้นการมีสติ การเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ ผมและเพื่อนกระบวนกรมักจัดกิจกรรม “คำถามสำคัญ” ให้ผู้เข้าร่วมได้ลองทบทวนว่า อะไรคือคำถามสำคัญในการเดินทางของชีวิต อะไรคือคำถามที่ผลักดันหรือ drive ชีวิตเขา หรืออาจจะพูดได้ว่า ชีวิตของเขาที่ดำเนินอยู่นี้เป็นไปเพื่อตอบคำถามอะไร

เมื่อทุกคนได้แบ่งปัน อ่านคำถามของตนทีละคน เราได้ยินทั้งคำถามที่ดูเรียบง่าย เช่น “ทำงานไปเพื่ออะไร” มีคำถามที่เป็นเรื่องของครอบครัว เช่น “ฉันจะดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุดได้อย่างไร” “ลูกจะเป็นยังไงบ้างในตอนนี้” “ฉันจะหาสมดุลของชีวิตงานและชีวิตครอบครัวได้อย่างไร” ไปจนถึงคำถามที่พยายามสืบค้นหาความหมายของชีวิต เช่น “อะไรคือความสุขของชีวิต” “เราเกิดมาทำไม” “เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตเราคืออะไร”

คำถามหลากหลายเหล่านี้ล้วนถูกเอ่ยออกมาจากปากของผู้คนทุกแบบทุกระดับนับแต่ลูกจ้างชั่วคราว ครูอาจารย์ ไปจนถึงผู้บริหารผู้นำองค์กร แม้ถ้อยคำจะดูแตกต่างกันมาก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเราล้วนคล้ายคลึงกันเหลือเกิน สิ่งที่เราครุ่นคิดคำนึงถึงล้วนผูกพันกับชีวิตและการดำรงอยู่ของแต่ละคนอย่างยิ่ง

ช่วงเวลาการรับฟังคำถามสำคัญของเพื่อนร่วมองค์กร เพื่อนร่วมทางเดินชีวิตนี้ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความงดงาม ทรงพลัง และน่าทึ่ง เราต่างร่วมเป็นประจักษ์พยานในการเผยถึงคำถามสำคัญในชีวิตของตน

แม้ว่าการอบรมหลายครั้งจะมีผู้เข้าร่วมมาจากองค์กรเดียวกัน มีความคุ้นเคยกันดี แต่กระบวนการนี้กลับทำให้เราทุกคนได้รู้จักกันอย่างลึกซึ้งในมิติแง่งามที่หลากหลายต่างกันและทำให้เราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นไปทุกครั้ง ได้เข้าใจกันว่าทำไมแต่ละคนถึงเป็นเช่นนั้น และไม่เพียงรู้จักผู้อื่น เรายังได้รู้จักตัวของเรามากยิ่งขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจากคำถามสำคัญในชีวิตของเรานี้เอง

หลังจากนั้น ผมมักอ่านตัวอย่างคำถามสำคัญในชีวิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรีจากชั้นเรียนที่ผมใช้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ดังเช่น “จบแล้วทำอะไร ไปไหน?” “ทำไมถึงต้องมานั่งเรียนหนักขนาดนี้ ผลักดันตัวเองไปทำไม?” “สิ่งที่เราเลือกและทำจะเป็นที่พอใจของพ่อแม่รึป่าว?” “ทำอย่างไรชีวิตถึงจะมีความสุข?” เราเห็นร่วมกันอย่างชัดเจนไม่ว่าคำถามของคนในวัยทำงานหรือคำถามของนักศึกษาก็ไม่ต่างกัน ไม่มีคำถามไหนที่ผิด เล็กเกินไป ไม่มีความหมาย หรือไม่มีความสำคัญ ล้วนเป็นคำถามที่ “จริง” ทั้งสิ้น

การศึกษาจะเป็นการศึกษาที่มีความหมาย ผู้เรียนให้คุณค่า ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วอยากไปโรงเรียน อยากไปมหาวิทยาลัย นักเรียนนักศึกษารักและตั้งใจในการเรียน ก็ต่อเมื่อการศึกษานั้นเชื่อมโยงกับคำถามสำคัญในชีวิตของเขาได้ ไม่ใช่ทำให้เขาเพียงแค่เรียนเพื่อสอบ

งานจะเป็นงานที่มีความหมาย คนทำงานให้คุณค่า ตื่นเช้าขึ้นแล้วอยากไปที่ทำงาน ทำให้เขารักและตั้งใจในการทำงาน ก็ต่อเมื่องานนั้นเชื่อมโยงกับคำถามสำคัญในชีวิตของเขาเช่นกัน ไม่ใช่ทำให้เขาทำงานเพียงเพื่อหาเงินเท่านั้น

กระบวนการเรียนรู้และการทำงานแบบจิตตปัญญาที่มีความหมาย จึงต้องเป็นกระบวนการที่เข้าไปดูแล (address) มีความสัมพันธ์ (relate) เชื่อมโยง (connect) หรือทำความชัดเจน (clarify) ให้แก่คำถามสำคัญที่ผลักดันการดำเนินชีวิตของเรา ... แม้ว่าอาจจะยังไม่ได้ตอบคำถามสำคัญของเราในตอนนี้ก็ตาม

เพ้อฝัน















ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2552

เหมือนขึ้นรถไฟเหาะทางอารมณ์

จากใบประเมินที่ผมให้นักศึกษาปีหนึ่ง มหิดล หลายคณะ เขียนสะท้อน “อะไรก็ได้” โดยที่ไม่ต้องลงชื่อและไม่มีผลต่อคะแนน หลังจากจบชั่วโมงบรรยาย ๑๒ ชั่วโมงของวิชาชีววิทยาเบื้องต้น

“ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเขียนอะไรที่จะแทนความประทับใจ ความขอบคุณให้แก่อาจารย์ ... ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณครับที่มอบทางสว่าง ไม่สิ ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นจุดหมาย ก่อนมาที่นี่ ผู้คนมากมายถามผมว่ามาเรียนคณะวิทยาศาสตร์แล้วจะทำอาชีพอะไร ก็ตอบไปก่อนว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ในใจน่ะหรอ ไม่เลย ไม่รู้เลยจริงๆ” (อรรถพล อ.)

“เริ่มรู้สึกว่าการเรียนมหาลัยไม่ใช่เพื่อเป็นที่ 1 คณะ หรือได้คะแนนเกินมีนมาเยอะๆ แต่มันประกอบด้วยการมีศีลธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักธรรมชาติ รู้จักการเอาใจใส่คนรอบข้าง เกรดก็สำคัญ แต่เกรดไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มีอะไรให้ชีวิตเราค้นหามากกว่านั้น มันคือความสุขของชีวิต เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ต้องสนใจว่าสาขานี้เป็นสาขาที่ต้องการ มีรายได้ดี ขอบคุณอาจารย์มากๆ ครับที่สอนแนวคิดดีๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่นให้ผมครับ” (จิรพงศ์ บ.)

เมื่อเราเปิดพื้นที่ให้กับอารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ และความรัก พลันสิ่งที่ปรากฏขึ้นในห้องเรียนอย่างเรียบง่ายและงดงามก็คือ ความเป็นมนุษย์ อันเรียบง่ายและงดงามเช่นเดียวกัน

นักศึกษาแบ่งปันบางส่วนของชีวิตที่มีทั้งความสุข ตื่นเต้น ในการเรียนรู้และความทุกข์ในการสอบ

จำนวนไม่น้อยระบายความอัดอั้นตันใจจากระบบการศึกษาที่ทำให้คนครึ่งหนึ่งรู้สึกโล่งอก เพราะคะแนนสอบกลางภาคผ่านมีน (คะแนนเฉลี่ย) ส่วนอีกร้อยกว่าคนรู้สึกเซ็งเป็ด พยายามเอาตัวรอดในระบบที่ต้องดิ้นรนเกือบตลอดเวลา เพียงเพื่อจะให้ไม่ “ตกมีนหัวแตกตาย”

บ้างโหยหาอ้อมกอดและความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ผู้อยู่แดนไกล เพราะต้องอยู่ห่างบ้านเป็นครั้งแรก

บ้างมีความรักให้ผู้อื่น แม้ตนเองจะเรียนในคณะที่คะแนนไม่สูงและไม่มั่นใจกับคุณค่าภายในของตนเอง “ผมขอให้อาจารย์ดูแลน้องของผมในปีหน้าดีๆ นะคร้าบ ผมเชื่อว่าอาจารย์ทำได้ เท่าที่ผมเรียนมาอาจารย์บางท่านท่านพูดออกมาเลยว่า ‘ไม่มีอาจารย์คนไหนอยากสอน [คณะของผม]’ แต่ผมว่าอาจารย์ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น จิงป่าวคราาบ” (สุทธิศักดิ์ ป.)

ความทุกข์ ความกังวลใจถูกระบายออกมาให้คนที่เขาเชื่อว่าฟังเขา โดยไม่ได้ตัดสินเขา แม้ว่าเพิ่งจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันแค่สิบกว่าชั่วโมงในห้องบรรยาย อ่านไปร่วมสี่ร้อยแผ่นเล่นเอาผมน้ำตาซึม กับความสดใส ตรงไปตรงมาของพวกเขา กับความทุกข์-ความสุขของคนที่อยู่ในวัยแสวงหาและเติบโต กับความไว้วางใจที่เขามอบให้

อันที่จริงผมได้ลองพยายามผสานเอาแนวคิดจิตตปัญญา (Contemplative Learning /Education) เข้าไปในมิติต่างๆ ของชีวิต ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน การเรียนการสอน ทั้งวิชากึ่งปฏิบัติการชั้นปีสูงๆ และวิชาบรรยายชั้นปีหนึ่งห้องละ ๒๐๐ กว่าคน แล้วก็วิชาบรรยายเช่นนี้แหละที่ดูเหมือนจะท้าทายทั้ง ความหวังและจินตนาการอย่างยิ่ง

บางครั้งก็ต้องหยุดตั้งคำถามกับตนเอง เมื่อผู้หวังดีซึ่งมีประสบการณ์กับระบบการศึกษาไทยมายาวนาน ได้ช่วยประเมินเรื่องการเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ เพื่อสร้างสมดุลของการรับรู้และเรียนรู้ทั้งตนเองและโลกภายนอกนี้ ให้อย่างสั้นๆ กระชับได้ใจความว่า “เพ้อผัน” ไม่มีหวังหรอกกับระบบและสถานการณ์โลกความเป็นจริงอย่างเช่นในปัจจุบัน

ผมพลันนึกถึงคำที่ สาทิศ กุมาร (หนังสือ มีเธอจึงมีฉัน: คำประกาศแห่งการพึ่งพา) ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ The Guardian (๑๖ มกราคม ๒๐๐๘) ไว้ว่า “ดูผลงานที่พวกอยู่ในโลกความเป็นจริงทำกับพวกเราสิ เขานำเราไปสู่สงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ความยากไร้เกินจะคาดคิด และระบบนิเวศอันย่อยยับ มนุษยชาติครึ่งหนึ่งหลับไปพร้อมกับความหิวโหย เป็นเพราะบรรดาผู้นำที่ติดอยู่ในโลกความเป็นจริงเหล่านี้นี่แหละ ฉันบอกกับคนที่เรียกฉัน ‘เพ้อฝัน’ ให้ช่วยแสดงให้ดูด้วยว่าความเชื่อในโลกความเป็นจริงของเขานั้นมีผลอะไรบ้าง มันเป็นความเชื่อที่ล้าหลัง ถูกใช้จนเกินเลย และโอ้อวดจนเกินจริง”

บางทีคำว่าเพ้อฝันอาจเป็นคำชมว่าเราเป็นผู้มีความหวังและจินตนาการก็เป็นได้

“อาจารย์ ... อาจารย์ สิ่งที่อาจารย์ให้มันมากกว่าคำว่าความรู้ มากกว่าสิ่งที่เคยได้จากห้องเรียน ต่างจากที่เคยรู้สึกในทุกๆ วัน อาจารย์เชื่อไหมว่าเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดชอบชีวะเลย ... คิดว่ามันน่าเบื่อ แต่ตอนนี้กลับอยากเข้าห้องเรียน อยากมานั่งฟัง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ... มันสนุกนะ ถามว่าอะไรโดนเหรอคะ โดนตรงที่มันเปลี่ยนความคิดของคนได้ เนี่ยหล่ะโดนสุด” (ไม่ลงชื่อ)

ใช่หรือไม่ต้องเอาไปลองฝันดู :-)

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับประจำวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๒

“ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเขียนอะไรที่จะแทนความประทับใจ ความขอบคุณให้แก่อาจารย์ ทึ่งในตัวอาจารย์มาก ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณครับที่มอบทางสว่าง ไม่สิ ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นจุดหมาย ก่อนมาที่นี่ ผู้คนมากมายถามผมว่ามาเรียนคณะวิทยาศาสตร์แล้วจะทำอาชีพอะไร ก็ตอบไปก่อนว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ในใจน่ะหรอ ไม่เลย ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าตนเองต้องการเป็นแบบไหน” (อรรถพล อ.)




“ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา” ผมนึกถึงสำนวนนิยายจีนของโกวเล้ง

ภาคการศึกษานี้ อาจจะเป็นภาคการศึกษาสุดท้ายของผมในการเลกเชอร์ให้กับนักศึกษาปีหนึ่งของมหิดล การสอนบรรยายให้นักศึกษาห้องละสองร้อยกว่าคน หลายคนมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ เบื่อกันทั้งคนสอนและคนเรียน ก็น่าเห็นใจอยู่หรอกนะ กับระบบการศึกษาที่ท่องไปเพื่อคะแนน เรียนไปเพื่อสอบ

แต่สำหรับผมแล้ว การไปสอนเลกเชอร์เป็นการเติมเต็มความหมายของชีวิต การได้เปลี่ยนบทบาทจากเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เคยนั่งหันหน้าหากระดานดำ เรียนบ้าง จดบ้าง คุยบ้าง หลับบ้าง แอบกินขนมบ้าง กลับมายืนหน้าห้องบรรยายห้องเดิม แต่ครั้งนี้หันหน้าไปทางหลังห้อง เหมือนมองย้อนกลับไปจนเห็นตนเองในอดีต มันเปรียบดั่งการจาริกไปสู่ต้นกำเนิดแห่งตัวตนของผมเอง

ไม่มีวันไหนแม้แต่วันเดียวที่ไม่อยากไปสอน ฝนตก แดดออก รถติด ถนนว่าง วันเดินทางไปศาลายาเป็นวันที่ตื่นเต้น อุดมไปด้วยโอกาสและความเป็นไปได้ ไม่มีสองวันไหนที่เหมือนกันเลย

ยิ่งปีสุดท้ายปีนี้ด้วยแล้ว เลกเชอร์แต่ละครั้งยิ่งมีความหมายกับผมอย่างมาก

ผมรู้ว่าจะทำให้ดีที่สุด แต่ไม่เคยรู้เลยว่าผลจะออกมาอย่างไร และการที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรนี่ด้วยกระมังที่ทำให้มันน่าตื่นเต้นเข้าไปใหญ่





คืนก่อนหน้า ผมมักจะนั่งทำ PowerPoint อย่างบรรจง เตรียมเล่าข่าวสดๆ ทันเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหา เลือกรูป เลือกสไลด์ เลือกคลิปด้วยความพิถีพิถัน จนบางทีสงสัยว่าย้ำคิดย้ำทำเกินไปหรือเปล่า แต่เมื่อคิดว่ากับช่วงเวลาสั้นๆ ๖ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง แต่ละนาทีนับว่ามีความหมายไม่น้อย

อันที่จริง ๑๒ ชั่วโมง กับเนื้อหา ๑๑ บท ๑๙๘ หน้าแล้ว มันง่ายมากเลย ที่คนสอนอย่างเราๆ จะเดินทางเข้าสู่ร่องของการเรียนรู้ที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเราเป็นนิสิตนักศึกษาเอง เพราะลำพังแค่สรุปเนื้อหาในหนังสือมาสอนก็แทบจะไม่ทันแล้ว “ไม่ใช่แต่ พูดๆ ไปตามหนังสือ พอเสร็จ เด็กก็ไปคายๆๆ ในห้องสอบ ใครจำได้มากได้คะแนนมาก หนูรู้สึกว่ามันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่” (รหัส 520517X)

หรือว่าเราต้องเชื่อว่านักศึกษาเขาเรียนรู้เองได้ รับผิดชอบตนเองได้ หากว่าเขาต้องการ ถ้าเช่นนั้น ความท้าทายของเราอาจจะไม่ได้อยู่ที่การพยายามอัดหรือยัดเนื้อหาให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้เขาเห็นคุณค่า ความหมาย ความสำคัญ ความน่าทึ่ง ในโอกาสและวิชาที่อยู่เบื้องหน้าเขา

หากเราเชื่อในเจตจำนงอิสระของมนุษย์แต่ละคน และสามารถโยงสิ่งที่เขาเรียนเข้ากับชีวิตของเขาได้ ก็คงไม่ต้องขู่เข็ญใครให้มาเข้าเรียน รวมไปถึงบังคับข่มขู่ด้วยระบบคะแนน

ผมสนุกกับการสร้างความหมายใหม่ให้กับวิชาชีววิทยา วิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ และการมีชีวิต ร่วมกันไปกับรุ่นน้องคณะ เชื้อเชิญอารมณ์ ความรู้สึก ความมีชีวิตชีวา ความเป็นมนุษย์กลับเข้ามาสู่การเรียนรู้อีกครั้ง (โดยไม่ได้พูดถึงคำว่า จิตตปัญญาศึกษา, Contemplative Education หรือ Humanized Educare เลย) เชิญชวนให้เขาตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาเรียน วิธีการที่เขาเรียน และเป้าหมายของการเรียนของเขา (สไลด์แรกสุดคือคำถามว่า “จะเรียนไป ... ทำไม?”)

แน่นอน นักศึกษาจะรู้สึกงงๆ ในตอนต้น

“แรกๆ ผมก็โดด คิดว่าไปอ่านเองแล้วจะได้อะไรมากกว่า แต่หลังๆ ก็เริ่มเข้า [เรียน] ทำให้รู้สึกว่าไม่น่าโดดเลย อาจารย์สอนอะไรมากกว่าในหนังสืออีก ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าการเรียนมหาลัยไม่ใช่เพื่อเป็นที่ 1 คณะ หรือได้คะแนนเกินมีนมาเยอะๆ แต่มันประกอบด้วยการมีศีลธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักธรรมชาติ รู้จักการเอาใจใส่คนรอบข้าง เกรดก็สำคัญ แต่เกรดไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มีอะไรให้ชีวิตเราค้นหามากกว่านั้น มันคือความสุขของชีวิต เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ต้องสนใจว่าสาขานี้เป็นสาขาที่ต้องการ มีรายได้ดี ขอบคุณอาจารย์มากๆ ครับที่สอนแนวคิดดีๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่นให้ผมครับ” (จิรพงศ์ บ.)

ทุกครั้ง ก่อนหมดคาบ ๑๐ นาที ผมให้ทุกคนเขียนสะท้อนว่า ๑) สิ่งสำคัญที่สุดที่เขาได้เรียนรู้ หรือสิ่งที่เขารู้สึก “โดน” ที่สุดในวันนั้นคืออะไร และ ๒) เขามีอะไรที่อยากจะถาม/รู้/บอก/แนะนำ แต่ละสัปดาห์ผมจึงมีกระดาษสองร้อยกว่าแผ่นกลับบ้าน ผมอ่านทุกใบด้วยความสนใจใคร่รู้ อยากรู้จักแต่ละคน อยากเข้าใจในที่มาของแต่ละคน ผมคัดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อมาอ่านตอนต้นชั่วโมงถัดไป ทั้งข้อคิดเห็น คำบ่น คำแซว คำชม โดยเฉพาะคำถาม ซึ่งผมมักตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง “อย่าฆ่าคำถามดีๆ ของเขา ด้วยคำตอบห่วยๆ ของเรา” ผมเตือนตนเอง

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ผมชวนนักศึกษาทำ Intuitive Writing ให้เขาได้แบ่งปัน “อะไรก็ได้” เพื่อสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจากชั้นเรียนที่ผ่านมา การเขียนนี้ไม่มีผลต่อคะแนน และไม่จำเป็นต้องลงชื่อ

คำแนะนำสั้นๆ ของผม คือ เขียนโดยไม่หยุด ไม่ยกปากกาขึ้น เขียนไปเรื่อยๆ หากนึกไม่ออก ก็เขียน “นึกไม่ออก นึกไม่ออก” สบายๆ ผ่อนคลาย ไปเรื่อยๆ เป็นเวลา ๑๐ นาที

สิบนาทีสั้นๆ ที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายสำหรับผม สัมผัสรับรู้ได้ว่าทำไมมีนักศึกษาหลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“At first, I thought that there was nothing interesting in sitting and studying in the room. Though it was freaking hard waking up in the morning, walking to the [Lecture Hall], but I did it with cheering ’cause it was Monday, the day I get to study Biology with you. ... There are lots of things out there waiting to be explored, but I just ... waste my time fooling around on the internet. Your words are like wake up calls to me. ... Thank you for everything. You’re such a heaven-sent. I’m honored.” (ภัทราวรรณ พ.)

“อาจารย์เชื่อไหมว่าเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดชอบชีวะเลย ... คิดว่ามันน่าเบื่อ แต่ตอนนี้กลับอยากเข้าห้องเรียน อยากมานั่งฟัง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ... ถามว่าอะไรโดนเหรอคะ โดนตรงที่มันเปลี่ยนความคิดของคนได้ เนี่ยหล่ะโดนสุด” (ไม่ลงชื่อ)

“การได้เรียนรู้แนวการเรียนที่มันแตกต่างออกไป มันทำให้เราได้คิดย้อนกลับมามองตัวเองมากขึ้นว่าสิ่งที่เราเรียนเราเรียนไปเพื่ออะไร เพื่อเอาไปทำอะไร แล้วมันมีความสัมพันธ์กับชีวิตรอบตัวของเราอย่างไร ทั้งคน-สัตว์และพืช (สิ่งแวดล้อม) มีความสัมพันธ์กันทั้งนั้น แต่เรากลับมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป ทำให้เราไม่รู้จักพอ” (โฆษิต ฐ.)

“เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาจากที่อื่นมาทดแทนได้ การเรียนชีววิทยาที่น่าตื่นเต้นในมุมมองของคนที่จะศึกษาวิทยาศาสตร์กายภาพอย่างผมนี้” (พิษณุ บ.)

“แท้จริงแล้วมนุษย์ก็เป็นส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติ แม้ว่าจะได้เจออาจารย์เพียงช่วงสั้นๆ แต่หนูก็ดีใจและภูมิใจมากๆ ค่ะ ที่ได้เป็นศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ หนูจะใช้เวลาอีก 3 ปี+1 เทอมในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้มีคุณค่ามากที่สุดเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในห้องเรียน ก่อนออกไปเผชิญกับโลกภายนอกอย่างเต็มภาคภูมิ หนูสัญญาว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีเหมือนอย่างที่อาจารย์เป็น จะไม่เอาความรู้ที่เรามีไปเอาเปรียบใคร ... ขอบคุณมากๆ ค่ะ สำหรับการเรียนใน 6 ครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่หนูก็ดีใจ และขอบคุณจากใจค่ะ” (520517X)

“ก็ไม่รู้สิ มีอะไรอยากบอกมากกว่านี้ตั้งมากมาย แต่ก็นะ บอกไม่หมดหรอก ขอบคุณล่ะกันครับ ความรู้สึกที่มากที่สุดตอนนี้คงเป็นคำว่า ขอบคุณ” (อรรถพล อ.)




ใช่เลย ความรู้สึกเด่นชัดที่สุดของผมขณะนี้ คือ ขอบคุณ ขอบคุณเหล่านักเดินทางรุ่นเยาว์เหล่านี้ พวกเขาเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้การเดินทางท่องไปในโลกใบกว้าง พร้อมๆ กับเดินทางเข้าไปในใจในกาย ที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ น่าอัศจรรย์ไม่แพ้กัน ดังเช่นที่ สาทิศ กุมารเคยกล่าวไว้ “มีเธอ จึงมีฉัน”

ชวนให้ผมนึกถึงการเดินทางด้วยเท้าอันยิ่งใหญ่ในโลก โดยเฉพาะการเดินทางของคานธี ไปทำเกลือทะเลที่นำไปสู่การประกาศอิสรภาพของอินเดีย การเดินทางโดยปราศจากเงินแม้เพียงรูปีเดียว ของสาทิศ กุมารจากอินเดียไปยุโรปและอเมริกา เพื่อส่งมอบ “ชาสันติภาพ” แก่ผู้นำประเทศมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ รวมถึงการเดินทางของประมวล เพ็งจันทร์ อันเป็นที่มาของหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ”

การเดินทางเล็กๆ ในชั้นเรียน แม้จะไม่โด่งดังและยิ่งใหญ่เท่ากับการเดินทางเหล่านั้น แต่ก็ “จริง” อย่างยิ่งสำหรับบรรดาเหล่านักเดินทางรุ่นใหม่ เป็นดั่งคำเชื้อเชิญให้เปิดใจ เรียนรู้ และออกเดินทางสู่การตื่นรู้ ในวิถีที่ไม่แยกเป้าหมายทางวิชาชีพ (professional quest) ออกจาก เป้าหมายทางจิตวิญญาณ (spiritual quest)

ชั้นเรียนของเราอาจจะจบแล้ว แต่การเดินทางของเราอาจจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นก็ได้

ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางบทใหม่ครับ :-)

(กรวย) จตุปัญญา


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับประจำวันที่ 13 กันยายน 2552


เช้าวันแดดออกรำไรๆ สลับฝนพรำ หลังทานข้าวสุดอร่อยฝีมือคุณแม่ร่วมกันพร้อมพี่สาวและน้องชาย รู้สึกหนังท้องชักตึงหนังตาชักหย่อน ผมเลือกออกไปเดินเล่น ช่วยร่างกายย่อยอาหารและฝึกฝนจิตใจ เดินไปอย่างไร้จุดหมาย ผ่านโรงเรียนสมัยอนุบาลและประถมของผมเอง นึกตั้งคำถามว่าตอนเด็กๆ เราเรียนอะไรและอย่างไร

น่าช็อกว่าแต่ก่อนนั้นความรู้ที่ว่าการเรียนรู้ เหมาะสมกับการพัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์รอบด้านนั้นก็มีอยู่ แต่ผมกลับได้รับการศึกษาเหมือนผลิตปลากระป๋องในโรงงาน ทั้งๆ ที่โรงเรียนนี้ก็มีชื่อไม่น้อย พวกเราล้วนต้องแข่งขันกันเป็นปลาซาร์ดีนที่คุณภาพสูงสุด กระป๋องมันวาว ไม่บุบ และมีโอเมกา-3 โดยเฉพาะ DHA ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจและลดความเครียดได้ดีที่สุด ... แต่ลงเอยก็ยังคงเป็นแค่ปลากระป๋อง



แต่เช้ามาเราก็ได้เล่นนิดเดียว ครูมักมาเตือนให้รู้จักเล่นน้อยๆ หน่อย จากนั้นเข้าแถวเคารพธงชาติ ยืนเมื่อย ฟังครูเทศน์ เรื่องอะไรคิดว่าไม่มีใครจำได้เลย จำได้แต่ว่าพวกเราเบื่อและไม่เชื่อ (หรอก) แล้วเข้าห้องเรียน เรียนอะไรที่ตาดีได้ ตาร้ายเสีย บางครั้งก็สนุกดี บางทีก็น่าเซ็ง เที่ยงทานอาหารรสชาติไม่อร่อย บ่ายเข้าไปนั่งเรียนๆ หลับๆ ในห้องจนเย็น

แต่ที่น่าช็อกกว่าก็คือ ตารางการใช้ชีวิต (หรือฆ่าเวลา?) ของนักเรียนไทยส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นแบบนี้

หรืออาจเพราะเราเชื่อฝรั่งมากเกินไป เห็นเขาใช้กรวยประสบการณ์ (Cone of Experience) ของเอดการ์ เดล ในการออกแบบการศึกษา เราก็ใช้บ้าง ที่สำคัญคือเอามาไม่หมด เขาว่าให้จัดจากฐาน (ว่าด้วยการให้มีประสบการณ์ตรง) ให้ถึงยอด (ว่าด้วยเรื่องสัญลักษณ์ในภาษา) แต่เราก็มักน้อย เอาแค่แถวๆ ยอดกรวยก็พอ

น่าดีใจที่เดี๋ยวนี้องค์ความรู้เรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี เรื่องกระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญา (Contemplative Education) นั้นเริ่มมีผู้สนใจและแพร่หลายมากขึ้น ไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ในเฉพาะโรงเรียนทางเลือกหรูๆ แพงๆ ผู้คนเริ่มสร้างทางเลือกในการเรียนรู้ให้กับตนเอง (และลูกๆ หลานๆ) มากขึ้น บ้างก็เรียกชื่ออื่นๆ อีกมาก อาทิ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (Humanized Educare) การเรียนรู้เพื่อจิตสำนึกใหม่ (Education for a New Consciousness) การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformative Learning)

กรวยประสบการณ์แบบเดิมนั้น Out แล้วครับ ที่ In หรือ Hot ในปัจจุบัน คือ กรวยจตุปัญญา ที่เน้นการพัฒนาปัญญาทั้งสี่ด้าน อันได้แก่ ฐานคือ PQ (Physical Quotient) ความฉลาดทางด้านร่างกาย เช่น สร้างความเข้มแข็งและรักษาสุขภาพ IQ (Intelligence Quotient) ความฉลาดทางด้านความคิด หรือเชาว์ปัญญา เช่น ความสามารถในการคิด การคำนวณ EQ (Emotional Quotient) ความฉลาดทางด้านอารมณ์ เช่น ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ของตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมียอดคือ SQ (Spiritual Quotient) ความฉลาดทางด้านจิตวิญญาณ คือการแสวงหาเป้าหมายของชีวิต เข้าใจความหมายของการมีชีวิต

การจัดตารางเรียนก็แสนง่าย ไม่ยากแต่ประการใด ผมจะยกตัวอย่างของโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ ให้ดูนะครับ

เช้า เน้น EQ, SQ ตัวอย่าง: เล่นกับเพื่อนใต้ร่มไม้ พูดคุยกันกับครูที่เป็นกัลยาณมิตรอย่างเป็นกันเอง กิจกรรมจิตศึกษา

สาย เน้น IQ ตัวอย่าง: ลงมือปฏิบัติ ใช้จินตนาการและความคิด

บ่าย เน้น PQ ตัวอย่าง: ฝึกทักษะทางกีฬา ศิลปะ ดนตรี ละคร

ลองคิดดูเองว่ามันเข้าท่าไหมครับ ตรงตามสามัญสำนึกใช่ไหมครับ หากเป็นเรา เราอยากเรียนแบบนี้ไหม ดูๆ ไปมันก็ไม่ยากเกินไปที่จะจัดการเรียนรู้แบบนี้นี่นา

กรวยนี้ไม่ใช่แค่สำหรับสอนเด็กในโรงเรียนนะครับ ใช้ได้กับการศึกษานอกโรงเรียน การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย โรงเรียนพ่อแม่ การศึกษาผู้ใหญ่ และการเรียนรู้ดีๆ ที่ไม่ต้องมีชื่อเรียกอื่นๆ ด้วย

หากมีโอกาสคงได้แบ่งปันเรื่องการบูรณาการองค์ความรู้ใหม่ล่าสุดด้านสมอง จิตวิวัฒน์ ศาสนา วิทยาศาสตร์ใหม่ องค์กร กับการพัฒนาความฉลาดทั้งสี่ด้านกันครับ :-)














ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์ ฉบับประจำวันที่ 18 เมษายน 2552


มองดูดวงตะวันยิ้มแฉ่ง
ลองระบายสีแดงสวยสด
ป้ายสีฟ้าให้ฟ้าแต้มสีเขียวให้ป่า
สีรุ้งบางเวลาเราวาดเกินกว่าเจ็ดสี

...

งามยิ่งดูยิ่งงามในความรู้สึก
งามที่ลึกมีสีของฟ้าเจืออยู่
เขียวให้เขียวร่มไม้ร้ายใจร้ายโค่นป่า
ฟ้าสีฟ้า ถามว่าคนสีอะไร

ผมเริ่มฮัมเพลงนี้ขึ้นมาโดยอัตโนมัติหลังจากถูกน้องแซวว่าชอบยิ้มแฉ่ง ร้องเพลง “วาดฝัน” ของพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง นี้ไปได้ไม่กี่บรรทัด ก็สะดุดกึกกับประโยคสุดท้ายที่ถามว่า “คนสีอะไร?”

ที่เอะใจก็เพราะไม่ถึงชั่วโมงที่ผ่านมา ผมเพิ่งจะได้อ่านบทกวีของเพื่อนรุ่นน้อง จากอีเมล์ชื่อ “ความจริงไม่ใช่เหลืองไม่ใช่แดง” เป็นถ้อยคำงดงามถ่ายทอดระบายและสะท้อนความรู้สึกอัดอั้นที่อยู่ภายใน

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่านี่เป็นเหตุบังเอิญของจักรวาลหรือเปล่า หรือว่า “ไม่มีเหตุบังเอิญในจักรวาล” ดังคำที่อาจารย์อาวุโสในกลุ่มจิตวิวัฒน์ท่านหนึ่งมักจะกล่าวประจำ

ขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพิ่งจะประกาศยุติการชุมนุมไปไม่กี่ชั่วโมง ความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายท่ามกลางสถานการณ์ที่คลี่คลายลง แม้ว่าจะยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ บ้าง

กลุ่มควันดำที่พวยพุ่งจากรถโดยสารและยางรถยนต์ที่ถูกเผาไหม้อาจจางหายไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังคุกรุ่นอยู่อาจเป็นคำถามที่ยังค้างคาใจคนไทยส่วนใหญ่คือ แล้วเราจะมีความสามารถที่จะก้าวผ่านข้ามพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกันหรือไม่ ชาวสยามประเทศโดยรวมจะกลับมารักใคร่กลมเกลียวกัน เห็นคนอื่นเป็นคน เห็นคนอื่นเป็นญาติพี่น้องที่สืบสาวต้นตอกลับไปก็ล้วนเคยเกี่ยวดองเป็นญาติกัน เคยมีบรรพบุรุษร่วมกันทั้งสิ้น เราจะเห็นและเป็นดังนี้ได้อีกหรือไม่

ถามว่าพวกเราจะกลับมารักกันอีกหรือไม่ ผมนั้นไม่รู้

แต่ถ้าถามว่าพวกเรามีความสามารถจะทำเช่นนั้นหรือไม่นั้น ผมตอบได้ด้วยความมั่นใจว่า สามารถแน่นอน (คอนเฟิร์ม!)

เงื่อนไขสำคัญคือ สังคมไทยนี้มีความมุ่งมั่นและมีพันธะสัญญาร่วมกันที่จะกลับมารักใคร่ กลมเกลียว สามัคคีหรือไม่ต่างหาก

มีตัวอย่างหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์โลกที่คนจำนวนมากเกิดการเปลี่ยนแปลงจากความจงเกลียดจงชังอย่างยิ่งถึงขนาดจะฆ่าจะแกงกัน มาเป็นความรัก ความเอื้ออาทร เป็นห่วงเป็นใยกัน ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ เหมือนการเพิ่มของสิ่งเดียวกันให้มีมากขึ้นหรือน้อยลง เช่น จากมีเงินหนึ่งร้อยบาทเป็นมีหนึ่งร้อยสิบบาท หรือจากเกลียดมากเป็นเกลียดน้อย

การเปลี่ยนแปลงที่สังคมไทย (และโลก) ต้องการเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับขั้นพื้นฐานหรือทรานส์ฟอร์เมชัน (Transformation) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดสิ่งใหม่ เกิดคุณภาพใหม่โดยสิ้นเชิง

การเปลี่ยนแปลงที่สังคมไทย (และโลก) ต้องการนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีลักษณะข้ามพ้นแต่ปนอยู่ (Transcend and Include) คือ แม้จะมีคุณลักษณะใหม่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ทอดทิ้งของเดิม เข้าใจและดูแลทุกส่วนและทุกฝ่ายโดยเข้าใจว่าล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่ใช่แค่รักกันได้เพราะเห็นเหมือนกันและไม่เคยทะเลาะกัน แต่รักกันได้ (คุณภาพใหม่) ทั้งๆ ที่เคยมีความหลัง บาดหมางไม่ลงรอยกันแต่เดิม (คุณภาพเก่า)

การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานที่สำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งเช่นนี้ ย่อมต้องการปัจจัยหลายอย่างที่เป็นหัวใจที่สำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นคืออะไร?

---------------------------------

ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากเลิกประชุมจิตวิวัฒน์ ผมได้พูดคุยเรียนปรึกษาอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า “อาจารย์ว่าจะทันไหมครับ?” คำตอบหลักต่อข้อถามของผมจะเป็นเช่นไร ขออนุญาตไม่เฉลยในตอนนี้ แต่สิ่งที่ท่านพูดต่อจากนั้นต่างหากที่ผมรู้สึกว่าสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่ง

ท่านว่า “ผมยังไม่เห็นวิธีไหนเลยที่จะช่วยได้ นอกจากชักชวนให้คนมาเจริญสติมากๆ”

หรือว่าสติ (และการเจริญสติ) เป็นหัวใจสำคัญของทรานส์ฟอร์เมชัน?

---------------------------------

หรือว่าจะจริง เพราะปัจจุบันโลกมีความรู้และเทคโนโลยีมากมาย สามารถเพิ่มอายุเฉลี่ยของมนุษย์ได้มาก ทำสิ่งเล็กๆ เช่น เอาอะตอมของซีนอนมาเรียงเป็นเป็นชื่อ หรือทำสิ่งใหญ่ๆ เช่น สร้างกระสวยอวกาศพามนุษย์ไปเดินเล่นนอกโลก หรือทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงได้ มีอาวุธทำลายล้างอานุภาพสูงทำให้คนตายทีละเป็นล้านได้ แต่ความรู้เหล่านี้ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่าเราจะป้องกันปัญหาคนในชาติเกลียดชังกัน ทำร้ายกันด้วยวาจา และลงไม้ลงมือกันได้อย่างไร

หรือว่าเป็นเพราะความรู้เหล่านี้ที่กลับทำให้เราคิดแบบแยกส่วน ที่สำคัญคือคิดเร็ว ทำเร็ว หรือ “คิดเปรี้ยง ทำเปรี้ยง” อย่างที่เรียกกัน ไม่มีเวลาสำหรับมาพินิจพิเคราะห์ไตร่ตรองกัน

หรือว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านเราเป็นผลจากการที่เราไม่ค่อยทำการบ้านเรื่องการเจริญสติกันเสียนาน ทิ้งภูมิปัญญาที่มีมาแต่โบราณ ถึงแม้ว่าประเทศจะมีครูบาอาจารย์ผู้ปฎิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่พอควร แต่เรากลับละเลย ไม่ศึกษา ไปหลงชื่นชมกับความรู้ทางโลกภายนอก เราจึงเห็นความจริงอย่างเป็นส่วนเสี้ยว

ธรรมชาติและความจริงนั้นเป็นไปได้มากมาย แต่เราไปจำกัดความเป็นไปได้เหล่านั้น เราจึงรู้สึกอึดอัด คับแคบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอึดอัดกับความเป็นตัวตนของเรา

เมื่อเราเห็นความจริงบิดเบี้ยวไปตามความคิดปรุงแต่งของเรา แม้กระทั่งคนก็ยังต้องแบ่งเป็นสีๆ แถมมีให้เลือกไม่กี่สี ทำให้บีบคั้นอย่างยิ่ง มองเห็นสิ่งต่างๆ ก็มีให้เลือกแค่ต้องผิดอย่างเดียวหรือถูกอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่เป็นธรรมชาติและไม่เป็นธรรมด้วย

การมีสติทำให้เราไม่คิดเปรี้ยง ทำเปรี้ยง มีเวลาใคร่ครวญ สามารถมองเห็นความจริงตามธรรมดาธรรมชาติ ไม่เพียงแต่เห็นว่า “ความจริงไม่ใช่เหลืองไม่ใช่แดง” คือ ความจริงนั้นไม่ใช่ทั้งสีเหลืองและสีแดง แต่หมายรวมถึง “ความจริงนั้นไม่มีสี” คือ “สี” ที่เราคิดว่ามีนั้นมันก็ไม่มีด้วย เป็นไปตามความคิดปรุงของเราเองทั้งสิ้นเช่นกัน

หากมนุษย์เราเข้าใจความจริงพื้นฐานข้อนี้ก็จะเข้าถึงความงามและความดีไปพร้อมกัน เกิดความสุขโดยฉับพลัน สามารถให้ความรักกับทุกคน เพราะเข้าใจความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่ง

แล้วเราจะไม่ลองเจริญสติกันทั้งประเทศหน่อยละหรือ ก็เห็นๆ กันแล้วว่าศาสตร์ต่างๆ ที่เราลองกันมาล้วนไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบที่ไหน อิรัก อัฟกานิสถาน หรือบนราชดำเนิน

หากได้ลอง เราอาจจะพบว่าคำตอบมันไม่สำคัญ ไม่ว่าจะต่อคำถามที่ว่า “คนสีอะไร” หรือ “แล้วจะทันไหม”

:-)




ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๒


ข้าวต้มข้าวใหม่ร้อนๆ ควันฉุย น้ำข้าวหนืดๆ หน่อย เหนียวกำลังดี วางคู่กับข้าวง่ายๆ ไข่เจียวไชโป๊ว ผักกาดดอง ขิงดอง หมูหวาน ถึงคุณค่าทางโภชนาการจะไม่สูงนัก แต่ก็คุณค่าทางจิตใจก็สูงยิ่ง ไม่ใช่เพราะเป็นกับข้าวโปรดของคุณแม่เท่านั้น แต่เป็นเพราะความรักความเอาใจใส่ของท่านที่ลุกมาแต่เช้าและจัดแจงปรุงขึ้นด้วย แม้สำรับเรียบง่ายแต่ความประณีตบรรจง แบบไม่มีจริตจะก้านนั้นประจักษ์ชัดเจน กับข้าวมื้อแรกของปีถูกนั่งละเลียดสบายๆ กับสมาชิกในครอบครัว ตามด้วยผลไม้ไทยและเทศ กินแกล้มเสียงหัวเราะคิกคัก

ที่เขาว่าหนังท้องตึงหนังตาหย่อนคงจะจริง อากาศในห้องนอนอุ่นกว่าส่วนอื่นของบ้าน เตียงไม้ยังเย็นยะเยียบตั้งแต่เมื่อคืนที่อบร่ำด้วยลมหนาวจากจีนที่หอบเอาความรื่นเริงจากงานปาร์ตี้มาฝาก

เอนหลังได้สองสามนาที รู้สึกดีว่าได้ให้รางวัลกับตัวเองในวันหยุดนี้แล้ว บอกกับตัวเองว่าไปเดินเล่นดีกว่า ดีกับสุขภาพ จะได้ออกไปดูด้วยว่าข้างนอกเป็นอย่างไรกันบ้างด้วย

ถนนในซอยหน้าบ้านเงียบสงบ นานๆ จะมีแมงกะไซวิ่งช้าๆ ผ่านไปสักคัน สภาพต่างจากเช้าวันพฤหัสธรรมดาอื่นๆ อย่างไม่น่าเชื่อ บรรยากาศเหมือนเด็กๆ ขี้เซา เพิ่งเริ่มตื่น เงียบแต่ไม่เหงา คงเพราะเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีที่ดังมาจากปากซอยทั้งสองข้างขับกล่อมทั้งคืน พร้อมกับแสงและเสียงจากพลุเฉลิมฉลองที่จุดกันดังสนั่น

แต่ที่บ้านไม่ได้ออกมาดูกับเขาหรอก เมื่อคืนเราเลือกนั่งสมาธิข้ามปีกัน ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมาก รู้สึกว่ามันโดนกับเรามากกว่าอย่างอื่นในปีนี้เท่านั้น ปีแรกๆ ที่นั่งกันก็ขัดเขินกันอยู่บ้างไม่รู้ว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ จะนั่งนานแค่ไหนดี เพราะบางคนนั่งนานขณะที่บางคนนั่งแป๊บเดียว ปีนี้ใครนั่งยาวกว่าก็เข้าไปนั่งในห้องพระก่อน ใครอยากไปนั่งเมื่อไหร่ก็ตามอัธยาศัย เรื่องบอกเวลาขึ้นปีใหม่นั้นไม่ต้องเพราะเขาส่งสัญญาณกันทั่วเมือง ได้ยินต่อเนื่องกันเป็นสิบนาที นึกๆ ดูก็ขำดี ตอนที่อยู่เงียบๆ สักพักก็เสียงพลุดังอยู่เป็นนาน แล้วก็กลับมาเงียบใหม่อีกครั้ง เดี๋ยวเงียบเดี๋ยวดัง คล้ายกันทั้งข้างนอกข้างใน

ผมออกเดินไปเรื่อยๆ ลมเย็นๆ ปะทะร่างกายให้ได้เตือนว่าอย่าลืมชื่นชมกับเหมันตฤดูที่แสนสั้นของเมืองกรุง ฤดูหนาวอีกแล้วสินะ จริงสิ ต้นโมกในบ้านหลายต้นเริ่มผลัดใบ แม้จะออกดอกตลอดปี หน้าหนาวโมกออกดอกไม่มาก จึงดูจะแต่งตัวแข่งกันเป็นพิเศษ รู้สึกขอบใจแสงแดดอุ่นๆ ที่ทำให้ได้ดอกขาวสะอาด ช่อดอกตูมเป็นกระเปาะน้อยๆ ห้อยย้อยน่ารัก ขอบใจสายลมที่ช่วยพาความหอมใสๆ เบาๆ ของดอกบานมาให้ชื่นชมแม้ยืนอยู่ไกลๆ

การได้มีช่วงเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ไปอย่างช้าๆ เรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ เปรียบเสมือนคำเชิญชวนให้ได้สะท้อนถึงชีวิตและการเดินทางที่ผ่านมา

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีที่สุดปีหนึ่งของชีวิต ได้มีกลุ่มกัลยาณมิตรที่ช่วยเตือนช่วยแนะนำส่งเสริมกัน ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยที่มีความเชื่อร่วมกันว่า “การวิจัยเป็นดั่งชีวิต” ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน ข้อสรุป และการนำเสนอผลงานในรูปแบบที่ทุกคนในทีมมีความเชื่อมั่นร่วมกันว่า “ใช่” ไม่ต้องยิ่งใหญ่ ไม่ต้องพิเศษเกินปรกติ ง่ายๆ แต่มีความหมาย

การเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยก็น่าทึ่ง เพราะทุกคนต่างเห็นความสำคัญของสมดุลของการเรียนรู้วิชาชีพควบคู่กับการเรียนรู้ด้านในบนฐานของการมีสติ การรู้ลงไปเฉยๆ “ใจเป็นอย่างไร รู้ไปอย่างนั้น” อย่างที่เรามักเรียกเล่นกันอย่างทีเล่นทีจริง ทุกคนเป็นครูและศิษย์ของกันและกัน ต่างมุ่งมั่นที่จะ “เข้าใจตนเองและโลก ผ่านการน้อมเอาวิชาเข้ามาสู่ใจและชีวิต” การได้มีพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถสุนทรียสนทนาหรือไดอะล็อกได้ทุกเรื่องนั้นเปรียบเสมือนพรอันประเสริฐ (ซึ่งก็คือมงคลชีวิต) อย่างหนึ่ง ต่างใช้กายและใจตนเองเป็นเครื่องมือเรียนรู้ แล้วร่วมแบ่งปันกันอย่างเปิดใจ ผลก็คือการเรียนรู้ที่เราเชื่อว่ามันใช่และมีความหมายสำหรับพวกเรา เพราะความสัมพันธ์ของทุกคนดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับกายและใจของเราเอง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราด้วยกัน ระหว่างคนในครอบครัว ระหว่างเรากับโลก และกับความจริงของชีวิต

ระยะหลังผมเดินไปปากซอยช้าลง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกดีทุกครั้ง เวลาเห็นอะไรใหม่ที่เราไม่เคยเห็น (อ้าว มันมีไอ้นี่อยู่ตรงนี้ด้วยเหรอ) ซึ่งก็มีให้เห็นได้ทุกครั้งไป อีกส่วนก็เพราะยังเจ็บเข่าอยู่นิดหน่อย อันที่จริงแล้วแค่การเดินได้และได้เดินนี่ก็เป็นพรอันประเสริฐไม่น้อย นึกถึงตอนที่ไม่สบายเจ็บขา เดินไม่ได้ ตอนนั้นแค่ขยับไปไหนในห้องแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีกว่าคุ้มที่จะต้องออกแรง และแลกกับความเจ็บปวดไหม เราเองก็ไม่ค่อยได้ขอบคุณและชื่นชมร่างกายที่ช่วยให้เราเดินเหินไปไหนมาไหนได้สักเท่าไหร่นะ ตั้งใจว่าจะไม่ดูแคลนความเจ็บป่วยแม้เล็กน้อยของคนอื่น

เรื่องความเจ็บป่วยในปีผ่านมาที่น่าจะเป็นไฮไลท์คืออาการแผลร้อนในกว่าสิบแห่งในปากและเป็นอยู่นานเกือบเดือน ช่วงนั้นการกินอาหารแต่ละมื้อแค่คิดก็เหนื่อยและท้อแล้ว ทุกมื้อกินไปน้ำตาคลอไป บางครั้งถึงขนาดคิดว่ายอมอดดีกว่า เริ่มเข้าใจคนที่รับเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งแล้ว ว่าทำไมหลายคนจึงบอกว่าไม่เอาแล้ว ขอยอมตายดีกว่า นึกถึงคำพูดพี่ใหญ่ วิศิษฐ์ วังวิญญู ที่ว่าความทุกข์ของเราทำให้เราเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น คนที่เผชิญกับความทุกข์อย่างแสนสาหัสอาจจะเป็นผู้บำเพ็ญตนอยู่บนเส้นทางของพระโพธิสัตว์ก็เป็นได้

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจที่สุดในรอบปีคงต้องมีเรื่องการเห็นตนเองที่หลุดหรือเผลอ บางครั้งก็ทำบางอย่างที่ถ้าคิดโดยใช้เหตุผลก็ไม่ควรทำ แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว ได้เห็นช่วงเวลาที่เราอ่อนแอ ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่เราอยากจะเป็นทั้งในตอนนั้น และในตอนนี้ ที่น่าตื่นเต้นกว่าก็คือเห็นความอยากของเราที่จะไม่อ่อนแอนี่แหละ ตอนนั้นอาจจะไม่ค่อยทัน ก็เลยรู้สึกแย่กับตนเองมาก จัดการอย่างไรก็ไม่ได้ มาตอนนี้เริ่มเห็นบ่อยขึ้น พอปล่อยมันลงไป เราก็รับได้กับตัวเราทั้งด้านที่อ่อนแอและไม่อ่อนแอมากขึ้น รู้สึกสบายดีไม่ต้องไปแบกอีก แถมเข้าอกเข้าใจคนที่บางทีเขาก็หลุดเหมือนกับเรา พอเราเข้าใจ เห็นใจ ยอมรับ และยอมให้อภัยตัวเองได้ ใจก็เลิกคิดที่จะไปโทษใครต่อใครลงไปมาก ชีวิตนี้เบาขึ้นอีกอักโข

เดินไม่นานสักพักก็ถึงปากซอย ผมรู้สึกทันทีว่าวันนี้คลื่นดีเป็นพิเศษ ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส หัวร่อต่อกระซิกกันให้ได้อบอุ่นแม้เพียงแค่มอง หรือจะส่งยิ้มแบบว่าขอมีส่วนร่วมก็ได้ ที่นี่มีร้านค้าแผงลอยขึ้นชื่อจำนวนมาก บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเริ่มทยอยมาตั้งแผงเปิดร้าน สาวเจ้าของแผงคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ทักทายมาแต่ไกล “สวัสดีปีใหม่จ้า โชคดีมีชัย ร่ำรวยกันหรือยัง?” เรียกเสียงฮาได้ดี ผมเองเคยอุดหนุนสินค้าดีๆ อร่อยๆ ของเธอและเพื่อนๆ เป็นประจำ นึกขอบคุณที่ช่วยดูแลให้ชุมชนเราอิ่มหนำสำราญ

หนึ่งในภารกิจเช้านี้คือไปซื้อกาแฟเจ้าโปรดให้พี่สาว ผมเดินข้ามถนนไปพร้อมกับขอบคุณความสัมพันธ์ของผมกับพี่สาวและกับทุกคนในบ้านที่ดีขึ้นอย่างยิ่ง ผมสามารถชื่นชมเธออย่างที่เธอเป็นได้มากขึ้น ดีใจที่เข้าใจว่าเรื่องราวที่ฝังหัวมาตั้งแต่เล็กมันเป็นเพียงแค่เรื่องราวการปรุงแต่งของผมเองอย่างไร ดีใจที่เราสนิทกันและเธอไหว้วานให้ผมช่วยทำนู่นทำนี่บ่อยขึ้น ผมขอบคุณชาวไร่ที่ปลูกกาแฟและอ้อย คนในฟาร์มที่เลี้ยงวัว และธรรมชาติที่สรรค์สร้างให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ และท้ายสุดร้านกาแฟที่เสกส่วนผสมเหล่านี้เป็นกาแฟแก้วโปรดที่เชื่อมสัมพันธ์ผมและพี่สาวเข้าไว้กับโลกใบน้อยและจักรวาลกว้างใหญ่นี้

ขากลับผมแวะซื้อพวงมาลัยสำหรับไหว้พระ และสำหรับพวกเราพี่น้องกราบคุณแม่ คุณอาทั้งสองที่บ้าน นึกชมคนร้อยพวงมาลัยว่าฝีมือคล่องแคล่วเหลือเกิน ดูแทบไม่ทัน ที่สำคัญเธอก็ช่างใจดี ยิ้มแย้มเหมือนแม่ค้าอื่นแถวนี้ ที่ไม่ได้บ่นหรือแสดงสีหน้าเวลาผมใช้เวลาเลือกอยู่นาน

ถึงกลางทางเจอทีมเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตเก้าคนทั้งชายและหญิงกำลังตัดแต่งต้นไม้อย่างขะมักเขม้น ทั้งอโศกอินเดีย ประดู่กิ่งอ่อน และตะเบบูย่า-ชมพูพันธุ์ทิพย์ แหมขยันขันแข็งกันจัง ตั้งแต่ปีใหม่เชียว เห็นหลายคนเหงื่อไหลไคลย้อยเพราะแดดเริ่มออกแล้ว ผมเดินย้อนกลับไปหาซื้อน้ำผลไม้และน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบพอคนละขวดคนละกระป๋อง มอบให้พร้อมคำสวัสดีปีใหม่และคำขอบคุณที่ช่วยให้ถนนหนทางสวยงาม ไฟฟ้าไม่ดับเวลาพายุมา พนักงานสาวคนงามกล่าวขอบคุณและแซวพอให้ได้หัวเราะกัน

เดินผ่านบ้านของรุ่นพี่ที่รักและเคารพนับถือกัน ที่รั้วมีต้นและดอกพวงชมพูระย้าออกมาข้างนอก “เด็ดได้เลยนะ เมื่อไหร่ก็ได้” พี่เขาบอกพร้อมรอยยิ้มเมื่อคราวผมไปเยี่ยมเขาที่กลายเป็นเขยเชียงรายไปแล้ว ผมคุยกับบรรดาช่อดอกพวงชมพูที่ดูสวยทุกช่อ เอ่ยปากชักชวนในใจขอไปปักแจกันสักก้าน เด็ดไปก็ขอบคุณทั้งเจ้าพวงชมพูและเจ้าของไปพร้อมกัน ถึงบ้านก็เอาวิชาจัดดอกไม้แบบอิเคบานะที่ร่ำเรียนมาใช้ ได้แจกันง่ายๆ ที่ส่งรัศมีความสุขไปให้ทั้งห้อง

ตกบ่ายหลังจากไปเยี่ยมคุณอาพร้อมกินอาหารมื้อกลางวันที่จัดเตรียมด้วยความรักความเมตตาเช่นเดียวกับมื้อเช้า ผมก็มานั่งในสวนเขียนบทความ แดดร่มลมตกแล้ว ลมโชยเย็นๆ มีแมลงแปลกๆ ที่ผมไม่เคยเห็นแวะเวียนมาเยี่ยม พร้อมด้วยนกต่างๆ ที่เป็นขาประจำ ทั้งกางเขนบ้าน เขาชวา ปรอด กินปลี รู้สึกว่าช่างเป็นวันปีใหม่ที่งดงาม เรียบง่าย และรุ่มรวยจัง

นึกถึงเอสเอ็มเอสที่ได้รับเมื่อคืนจากกัลยาณมิตรนักเดินทางผู้เป็นครูโยคะอยู่ที่เกาะพงัน เธอส่งมาเป็นภาษาอังกฤษแปลความว่า “ชีวิตนั้นเบาสบาย ... สุขสันต์ปีใหม่ และขอให้ได้ใช้ชีวิตอย่างเบาสบาย” ขอบคุณครับ ขอบคุณ :-)




ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับประจำวันที่ 6 กันยายน 2551


ลูกเจี๊ยบที่เจริญเติบโตในไข่ถึงระยะหนึ่งต้องเจาะเปลือกไข่ออกมาหากินด้วยตนเอง

หนอนในรังดักแด้ก็เช่นกัน ต้องออกจากรังหากต้องการเป็นผีเสื้อที่งดงาม

แต่ทางออกและทางเลือกในสถานการณ์ของการเมืองไทยปัจจุบัน ซึ่งต่างฝ่ายที่เผชิญหน้าบอกว่ามีให้แก่กันนั้น ดูเหมือนแทบไม่มีช่องให้ออก ไม่มีทางให้เลือก เพราะมันคับแคบอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ความเชื่อเดิมๆ ต่างมองว่าฝ่ายตนถูกต้องเสียทั้งหมด ฝ่ายตรงข้ามผิดก็ผิดทั้งหมด ต่างตั้งเป้าว่าสิ่งที่ควรเกิดขึ้น คือ ฝ่ายตนชนะอย่างเด็ดขาด ในที่อีกฝ่ายแพ้อย่างหมดรูป

สังคมไทยตอนนี้จึงเสมือนลูกไก่ที่ดิ้นขลุกๆ ขลักๆ อยู่ในเปลือกอันคับแคบ เหมือนหนอนผีเสื้อที่จะมีศักยภาพในการโบยบินได้อย่างอิสระ แต่ทนบิดไปบิดมาอยู่ในรัง

หากพวกเราต้องการออกจากปัจจุบันอันอึดอัดคับแคบเช่นนี้ สิ่งที่เราพึงกระทำและเราทุกคนสามารถทำได้มีอยู่ ๒ อย่าง

๑) พวกเราแต่ละคนต้องสร้าง “จินตนาการที่ใหญ่พอ” พอที่จะทำให้ทุกคนเกิดฉันทะ สร้างแรงบันดาลใจ จินตนาการนี้ต้องงดงาม เป็นจินตนาการถึงความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันที่เคารพในคนทุกคน ให้ทุกคนมีเกียรติมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เป็นไปได้ไหมว่าเราร่วมกันมีจินตนาการอันยิ่งใหญ่พอที่จะพาเราทะลุทะลวงออกมาจากทางตันทางการเมือง เป็นจินตนาการที่ทำให้หลายๆ คน (ยิ่งทุกคนยิ่งดี) ได้เป็นวีรบุรุษวีรสตรีของชาติ (National Heroes and Heroines) ไม่ว่าจะเป็นใคร เป็นคุณทักษิณ คุณพจมาน คุณสมัคร คุณเนวิน คุณสุริยะใส คุณจำลอง คุณสนธิ คุณสมศักดิ์ คุณสมเกียรติ ตำรวจ ทหาร พธม. นปช. คนเล็กคนน้อยทั้งหมด ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะใส่เสื้อสีอะไร ไม่ว่าเดินไปไหนมีแต่คนทักทาย มีแต่คนยิ้มให้ ยกมือไหว้ รับไหว้กันด้วยน้ำใสใจจริง คนในบ้านเลิกทะเลาะกัน เห็นไม่เหมือนกันแต่ก็รักกันเหมือนเดิมได้

อนาคตที่งดงาม มีสันติภาพ และมีพลังเช่นนี้เท่านั้นจึงจะสามารถดึง สามารถนำพา ผู้คนออกจากปัจจุบันเช่นที่เราเผชิญอยู่ได้

๒) พวกเราแต่ละคนต้องมี “จิตที่ใหญ่พอ” พอที่จะสร้างและรองรับจินตนาการร่วมของเรา อนาคตที่ยิ่งใหญ่จะสร้างขึ้นได้ก็ต้องการคนที่มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน ศาสนาสถาน ดังเช่น วัด มัสยิด โบสถ์ที่งดงามอลังการได้ก็เพราะมีศาสนิกชนผู้ทุ่มเททั้งกายและใจร่วมกันสร้าง

หากเราต้องการอนาคตที่ยิ่งใหญ่และงดงาม เราจะสร้างมันขึ้นมาด้วยจิตที่คับแคบและหดหู่ได้อย่างไร เพราะอนาคตเช่นนั้นต้องสร้างด้วยจิตที่ว่างๆ แจ่มใส อุดมด้วยสติและปัญญา ถ้าเรามีความโกรธอยู่ในใจแล้ว ปัญญาเราก็หาย ถ้าเรามีความเกลียดอยู่ในใจแล้ว ปัญญาเราก็ไม่มี หากเราขาดปัญญาเราก็ไม่สามารถพาตัวเราออกจากข้อจำกัดเดิมๆ ของเราได้

เช่น หากเรายึดติดกับความโกรธ ความจงเกลียดจงชังในใจเรา เราจะถูกกักขังจองจำอยู่ในอดีตอันจำกัดว่าเราจะไปยกย่องคนบางกลุ่มได้อย่างไร เมื่อเราไม่ก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเองออกมาเช่นนี้สันติภาพย่อมยากจะมีโอกาสเกิดขึ้นมาได้ ในเมื่อตอนนี้คนในบ้านแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่ายเช่นนี้ แล้วเหตุใดเราจะยกย่องเขาไม่ได้ล่ะว่าเขาเป็นวีรบุรุษเป็นวีรสตรี คนๆ หนึ่งสามารถเป็นได้สิ หากว่าเขาทำบางสิ่งบางอย่างที่น่าชื่นชม มีบุคคลหลายคนในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของบ้านเราต่างก็ได้รับการยกย่อง เพียงเพราะว่าในสถานการณ์คับขันของประเทศ เขาเลือกที่จะทำบางสิ่งหรืองดกระทำบางอย่างเท่านั้นเอง

แน่นอน การที่คนๆ หนึ่งเป็นวีรบุรุษวีรสตรี ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เรายกย่องเขาเพราะเราได้รับรู้และซาบซึ้งในความดีและความกล้าหาญที่จะเสียสละในบางเรื่องของเขา

ส่วนเรื่องที่เขาได้เคยทำผิดพลาดไป (เราทุกคนก็เคย ไม่มากก็น้อย) นั่นเป็นเรื่องที่เขาต้องได้แสดงความรับผิดชอบ และอาจไม่จำเป็นต้องเข่นฆ่า ไล่ต้อนกันให้จนมุม ให้อยู่ในประเทศกันไม่ได้ จริงหรือไม่

ทุนทางสังคมเรื่องความรัก ความเมตตา และการให้อภัยของไทยเรายังมีอยู่ไม่น้อย หากใครกล้าหาญยืดอกยอมรับในความผิดของตน เขาอาจกลับเป็นแรงบันดาลใจให้เราแสดงความกล้าหาญในการให้อภัยเขาก็ได้ โดยรากศัพท์แล้ว อภัย หมายถึง ความไม่มีภัย ความไม่ต้องกลัว การที่เราให้อภัยใครบางคนเป็นการปลดแอกตัวเองออกจากความกลัวและทำให้เขาเป็นผู้ไม่มีภัยต่อจิตใจของเรา ยิ่งถ้าหากเขาได้เป็นวีรบุรุษวีรสตรีผู้นำพาสันติภาพมาสู่ประเทศ เราย่อมให้อภัยเขาเหล่านั้นง่ายขึ้น

พลังของการให้อภัยไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง แม้แต่ประเทศแอฟริกาใต้ที่บอบช้ำเพราะความรุนแรงจากนโยบายแบ่งแยกสีผิวมาอย่างยาวนานค่อนศตวรรษ บนซากศพของพี่น้องร่วมชาตินับหมื่นคนและซากปรักหักพังของบ้านเมืองนั้น เขาก็ยังสามารถตั้งคณะกรรมการเพื่อความจริงและการสมานฉันท์ (Truth and Reconciliation Commission) ที่ให้ผู้เสียหายมาร้องทุกข์เพื่อให้สังคมได้รับรู้ พร้อมกับให้ผู้กระทำการมาแสดงความรับผิดชอบและรับการให้อภัย ไม่ต้องรับโทษทางคดีความ

หากเรายังมีความโกรธความเกลียดอยู่ในใจ ถูกจองจำอยู่ในข้อจำกัด ย่อมทำให้เราไม่เกิดปัญญา ไม่อาจให้อภัยใคร แต่ถ้าหากเราสามารถข้ามทะลุกรอบความคิดเดิมๆ ความเชื่อเดิมๆ ของเราไปได้ เราอาจพบทางออกและทางเลือกอย่างเช่นการใช้ “การสื่อสารด้วยความกรุณา” (Compassionate/Non-violent Communication) ซึ่ง ดร.มาร์แชล บี. โรเซนเบิร์ก ได้บอกเล่าผ่านหนังสือชื่อ We Can Work It Out ( แก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติและมีพลัง) ว่าความขัดแย้งระหว่างสามีภรรยาที่กำลังจะหย่าร้าง และระหว่างชนเผ่าที่รบราฆ่าล้างกันนั้นสามารถแก้ไขและได้รับเยียวยาด้วยวิธีการนี้มาแล้ว (ผู้สนใจสามารถอ่านได้ที่ http://jitwiwat.blogspot.com ผู้เขียนได้อ่านและร่วมฝึกอบรมกับคุณไพลิน โชติสกุลรัตน์ ผู้แปล รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่เคยคิด และมีความหวังกับสถานการณ์ในปัจจุบันขึ้นอีกมาก)

กรณีอย่างแอฟริกาใต้ และอีกหลายกรณีเช่นนี้ จะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าผู้คนในสังคมนั้นๆ ไร้เสียแล้วซึ่งจินตนาการและจิตใจที่ยิ่งใหญ่พอ

หากเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วจิตนาการและจิตที่ใหญ่นี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือ จะเป็นไปได้ไหมที่ชาวไทยทุกคนจะเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเท่าๆ กัน?

คำตอบของคำถามนี้อาจเป็นผลงานวิจัยจำนวนมากซึ่งระบุว่าสมาธิและความตั้งใจ (Intention) ของมนุษย์เรานั้นสามารถสร้างผลในโลกกายภาพได้ เช่น ลดอัตราอาชญากรรม ลดอัตราการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร หรือเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีสมาธิและความตั้งใจในสิ่งเดียวกันเท่าๆ กัน แต่ขอแค่จำนวนที่เป็นสัดส่วนเพียงพอที่จะสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชุมชนหนึ่งๆ สัดส่วนที่ว่านั้นคือ รากที่สองของหนึ่งเปอร์เซ็นต์จากจำนวนประชากรในชุมชน สำหรับประเทศไทยแล้ว คนไทยจำนวน ๖๓ ล้านคนอาจยังไม่เริ่มพร้อมกันก็ได้ แต่เพียงแค่มีคนที่เริ่มก่อนในจำนวนสัดส่วนดังว่า นั่นคือแค่ไม่ถึงแปดร้อยคน ไม่ถึง “แปดร้อยคน” เท่านั้น

ประการสำคัญคือ จินตนาการที่ใหญ่พอและจิตที่ใหญ่พอนี้ ทำให้เกิดขึ้นได้ง่าย หากเรามีความกล้า กล้าพอที่จะคิด กล้าพอที่จะหวัง กล้าพอที่จะศรัทธา

เราต้องกล้าที่จะศรัทธาว่ามนุษย์ทุกคนเรียนรู้ได้ เปลี่ยนแปลงได้ หลายครั้งเราได้ยินตัวอย่างองคุลีมาลซึ่งแม้อาจฟังดูเฝือ แต่ว่ามันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงตนเองได้ หากเราไม่ให้โอกาสเขา ก็เท่ากับเราไม่ให้โอกาสตัวเราเองด้วย

เราต้องกล้าที่จะศรัทธาในความเป็นไปได้จากสภาวการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ (Thinking the Impossible) เหมือนอย่างคนที่เชื่อมั่นอย่างยิ่งยวดในการผ่าทางตันด้วยความรุนแรง เราต้องเชื่อมั่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันว่า ในความที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยนั้น มันมีความเป็นไปได้ของสันติภาพอยู่ เนลสัน เมนเดลา ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งคนแรกของแอฟริกาใต้กล่าวว่า “มันดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลย จนกระทั่งมันได้เกิดขึ้นจริงๆ”

เราต้องกล้าที่จะศรัทธาว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงสังคม ผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงภายในตัวเราเอง (Self-transformation) การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เราทำได้เอง โดยไม่ต้องรอผู้มีอำนาจสั่ง ไม่ต้องรอผู้นำหรือแกนนำจากภายนอก เป็นการคืนอำนาจและอิสรภาพมาสู่ตัวเราอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงตัวเองที่สำคัญที่สุด คือ การเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง ไปพ้นมุมมองแบบทวิลักษณ์ ที่มองสิ่งต่างๆ ว่าเป็นขั้วตรงข้าม คือ ไม่ขาวก็ดำ ไม่ถูกก็ผิด ไม่ดีก็เลว การเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นในบ้านเราก็เป็นผลพวงของกระบวนทัศน์เช่นนี้ และเป็นปรากฏการณ์เดียวกันกับที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าชุดความคิดความเชื่อที่เราใช้กันอยู่ที่แบบแยกส่วน เน้นวัตถุมากกว่าจิตใจ และสุดโต่งสองขั้ว นั้นไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตร่วมกันเสียแล้ว ดังที่ไอน์สไตน์บอกว่า “เราต้องการวิธีการคิดแบบใหม่ ที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง หากมนุษยชาติจะยังคงอยู่รอดอยู่ได้”

ลูกเจี๊ยบดิ้นขลุกขลักในเปลือกไข่และหนอนผีเสื้อในรังไหมจะว่าไปแล้วก็เป็นเหมือนที่ทฤษฎีไร้ระเบียบบอกไว้ว่า ในระบบพลวัตรที่อ่อนไหวต่อสภาวะเริ่มต้น หากระบบมีความสั่นไหว เกิดความไร้ระเบียบถึงระดับหนึ่งที่มากพอ ระบบจะปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเกิดระเบียบ (order) ใหม่ และระเบียบหรืออนาคตที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับสภาวะเริ่มต้น ณ ขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร มีองค์ประกอบเช่นใด

ฉันใดก็ฉันนั้น เราจึงต้องเร่งสร้างการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงให้กับตนเอง ทั้งเรื่องจินตนาการและจิตที่ยิ่งใหญ่ เพื่อว่า ณ เมื่อจุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นมาถึง เราจะได้มีคนจำนวนมากพอที่รู้วิธี มีจิตที่ว่าง แจ่มใส ยิ่งใหญ่ และมุ่งมั่น สามารถจะนำพาสังคมไปสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่ เหมือนลูกไก่ที่กะเทาะออกจากเปลือก และมีสันติภาพร่วมกันได้ เหมือนผีเสื้อที่โบยบินออกจากรังดักแด้

ช็อกโกแลตอารมณ์ดี




ตีพิมพ์ในคอลัมน์ จิตวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับประจำวันที่ 19 เมษายน 2551


คุณแม่ของผมเป็นคนมีฝีมือและชอบทำกับข้าว เมื่อก่อนครอบครัวเราเคยมีร้านอาหารซึ่งขายดีมาก ปัจจุบันแม้จะเลิกขายไปแล้วแต่คุณแม่ยังชอบทำอาหารเลี้ยงเพื่อนของลูกๆ คุณแม่เป็นคนใจกว้าง เวลามีเพื่อนๆ ของผมมาเยี่ยมมักได้ของติดไม้ติดมือกลับไปฝากที่บ้านเสมอๆ

ผมมีเพื่อนรักคนหนึ่งที่สนิทกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เวลาเขามาเยี่ยมบ้านครั้งใด คุณแม่มักจะพิถีพิถันในการเลือกของฝากให้เป็นพิเศษ ด้วยว่านายคนนี้มีสัมผัสพิเศษ ของฝากธรรมดากินได้อร่อยดี ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นของไหว้เจ้าหรือไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งที่บ้านก็ไหว้อยู่เป็นประจำเสียด้วยแล้วละก็ เป็นได้ไม่สบาย ปวดท้อง หรือท้องเสีย ทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าของอะไรไหว้แล้วหรือยังไม่ได้ไหว้บ้าง ที่น่าแปลกใจยิ่งขึ้นคือ หากว่าของนั้นเป็นของไหว้พระกลับไม่เป็นอะไรเสียนี่

พวกเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ? เราจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรดี?

เป็นไปได้หรือที่พิธีกรรมหรือกระบวนการทางจิตนั้นจะสามารถทำให้วัตถุมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นทางที่เราคิดว่าเป็นผลบวกหรือผลลบก็ตาม ในวัฒนธรรมท้องถิ่นในทุกทวีปทั่วโลกล้วนมีความเชื่อเหล่านี้ เช่น การเสกน้ำมนต์ ที่ดื่มแล้วหายเจ็บป่วย ให้ปลอดภัย ขับไล่ความเลวร้ายในชีวิต การเสกข้าวสาร ปังและเหล้าองุ่น

ฟังดูแล้วหลายคนคงคิดว่าเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ แล้วถ้าเป็นเรื่องใกล้ๆ ตัวเราล่ะ เช่น กับข้าวที่แม่ของเราทำให้กินอร่อยกว่ากับข้าวตามร้านข้างนอกใช่ไหม? เป็นไปได้ไหมว่าอาหารแบบเดียวกันที่เตรียมโดยคุณแม่ของเราด้วยความรักความห่วงใยจะทำให้เราอารมณ์ดีหรือสุขภาพดีกว่าอาหารแบบเดียวกันเลย ถูกสุขอนามัยเหมือนกัน เพียงแต่ขาดส่วนผสม คือ ความรักความเมตตาจากคนปรุง?

หากเป็นไปได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง เราจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรดี?

บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเรื่องของความเชื่อเฉพาะบุคคล อาจแถมท้ายเสียด้วยซ้ำว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ (ฮา) แต่ก็มีคนทำวิจัยศึกษาเรื่องทำนองนี้เอาไว้อย่างจริงจัง และใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างรัดกุมไว้แล้วครับ

งานดังกล่าวเป็นของ ดร. ดีน ราดิน แห่งสถาบันโนเอติกซายน์ส และคณะ เขาได้ตีพิมพ์งานวิจัยผลของช็อกโกแลตที่ได้รับการกระตุ้นด้วยความตั้งใจที่ดี ต่ออารมณ์ของผู้รับประทาน โดยการทดลองถูกออกแบบอย่างรัดกุม จัดกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแบบสุ่ม โดยทั้งผู้ทดลองและผู้ถูกทดลองไม่ทราบว่าใครอยู่กลุ่มไหน (double-blind, randomized, placebo-controlled experiment)

อาสาสมัคร ๖๒ คนถูกแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม ทุกคนบันทึกอารมณ์ของตนเองในแต่ละวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ด้วยแบบบันทึกทางจิตวิทยาที่ได้มาตรฐาน ในวันที่สาม สี่ และห้า แต่ละคนจะได้รับประทานช็อกโกแลตคนละประมาณสิบห้ากรัม กลุ่มควบคุมได้รับช็อกโกแลตปรกติ ขณะที่กลุ่มทดลองอีกสามกลุ่มได้รับช็อกโกแลตที่ผ่านกระบวนการหนึ่งสามแบบ คือ ก) ให้พระผู้ปฏิบัติภาวนามาอย่างยาวนาน ๒ รูปสวดแผ่ความปรารถนาดีใส่เข้าไป ข) เปิดเสียงสวดภาวนาด้วยความปรารถนาดีโดยพระ ๖ รูป อย่างต่อเนื่องตลอด ๕ วัน และ ค) ประกอบพิธีโดยพ่อหมอพื้นบ้านชาวมองโกเลีย

ผลปรากฏว่าหลังจากได้ทานช็อกโกแลตที่ผ่านกระบวนการไป ๓ วัน อารมณ์ของอาสาสมัครดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ทานช็อกโกแลตปรกติ อาสาสมัครรายงานว่าการอ่อนเพลียน้อยลงและมีกำลังวังชาเพิ่มขึ้น และช็อกโกแลตที่ผ่านกระบวนการทั้งสามแบบล้วนให้ผลเช่นเดียวกัน

เราจะถือว่าผลการวิจัยนี้ได้ยืนยันปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องอาหารไหว้เจ้าและกับข้าวฝีมือแม่ได้ไหม?

แม้ว่าอาจจะยังอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ว่าเกิดขึ้นจากอะไร แต่ผลการวิจัยก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการเสกหรือประกอบพิธีใส่ความตั้งใจหรือจิตที่ดีงามให้อาหารนั้นอาจมีผลมากกว่าการเป็นแค่พิธีกรรมที่เราเห็นว่างมงาย แต่สามารถวัดผลได้ด้วย

งานวิจัยนี้ทำให้นึกถึงเรื่องของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา สมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ ท่านเล่าไว้เมื่อครั้งไปพูดคุยกับนักศึกษาในชั้นเรียนของผม อาจารย์เล่าว่าเมื่อครั้งยังสอนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการทดลองศึกษาพลังของความรักความเมตตา โดยปลูกต้นดาวกระจายสองแปลง แปลงหนึ่งให้นิสิตสวดภาวนา ส่งความรักความเมตตาความปรารถนาดีไปให้กับต้นไม้ ส่วนอีกแปลงปล่อยไว้ตามปรกติให้เป็นแปลงควบคุม ผลคือต้นดาวกระจายในแปลงที่ได้รับการสวดอวยพรนั้นมีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด และมีดอกสวยงามทุกต้น ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีดอกเลย (อาจารย์ยังแถมท้ายอีกว่า มีต้นหนึ่งที่เหี่ยวเป็นพิเศษโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาจึงได้มีนิสิตมาสารภาพว่าได้ไปสาปแช่งต้นนั้น ทำให้ต้นไม้เฉาลง และภายหลังตนเองก็กลับป่วยด้วย)

ทั้งเรื่องต้นดาวกระจาย ของไหว้เจ้า กับข้าวฝีมือแม่ และช็อกโกแลตอารมณ์ดี ทุกเรื่องเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และทุกคนเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริง แต่บางคนอาจจะยากทำใจให้ยอมรับ หรือเป็นเพราะว่ายังไม่มีใครให้เหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ได้?

ศาตราจารย์ วิลเลียม เจมส์ นักจิตวิทยาและนักปรัชญาชื่อดัง ผู้บุกเบิกเรื่องจิตวิทยาของประสบการณ์ทางศาสนาและประสบการณ์ลี้ลับต่างๆ เคยเขียนไว้ว่า “ในศาสตร์ว่าด้วยจิตวิทยา สรีรวิทยา และการแพทย์นั้น เมื่อใดก็ตามที่การถกเถียงกันระหว่างผู้มีสัมผัสพิเศษ (the mystics) กับนักวิทยาศาสตร์ (the scientifics) ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแน่นอน เรามักจะพบว่าผู้มีสัมผัสพิเศษนั้นเป็นฝ่ายถูกต้องในแง่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ขณะที่นักวิทยาศาสตร์มักจะเก่งกว่าในการใช้ทฤษฎีอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น”

อันที่จริงผลของพลังจิตหรือความตั้งใจต่อคุณสมบัติของสสารนั้นเริ่มมีการค้นพบ บันทึก และอธิบายอย่างชัดเจนมากขึ้นในการศึกษาด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างจิต-สสาร (Mind-Matter Interaction – MMI) ในปัจจุบันเราสามารถทดลองซ้ำได้อย่างง่ายดายเพื่อพิสูจน์ “ความพัวพันทางควอนตัม” (quantum entanglement) ว่า อนุภาคที่เคยสัมพันธ์กันยังคงส่งผลกระทบต่อกัน (เช่น เมื่อเราทำอะไรบางอย่างกับอนุภาคหนึ่ง อีกอนุภาคหนึ่งก็ได้รับผลด้วย) แม้ว่าจะอยู่ห่างจากกันไปแล้วก็ตาม โดยผลกระทบดังกล่าวก็เกิดขึ้นทันทีทันใด แสดงว่าอนุภาคทั้งสองโยงใยสัมพันธ์กัน สื่อสารรับรู้ถึงกันและกันได้ด้วยความเร็วยิ่งกว่าความเร็วของแสงเสียด้วย หรือแม้แต่ในระดับที่ใหญ่กว่าอิเล็กตรอนขึ้นมา ก็มีงานวิจัยหลายเรื่องตีพิมพ์ใน เนเจอร์ วารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ถ้าเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์และส่งผลต่อกันอย่างนี้แล้ว เป็นไปได้ไหมที่เราจะเชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วว่าเกิดขึ้นจริง แม้ว่าเราจะยังไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

หรือว่า ... เราควรเชื่อเฉพาะในสิ่งที่เรามีทฤษฎีอธิบายการเกิดขึ้นของมันได้อย่างแน่ใจแล้วเท่านั้นหรือ?

เฉลิมฉลองชีวิต




ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๐


แดดสีโอโรส (สีส้มอมแดง หรือ orange + rose) ยามอาทิตย์ใกล้จะอัสดงส่องลอดที่กั้นจากไซต์งานก่อสร้างข้างบ้านเข้ามาในห้องทำงาน ปริมาณแสงในห้องที่เปลี่ยนไปเหมือนเพื่อนเข้ามาทักทาย ให้ได้รู้สึกตัวขึ้นมาว่าอยู่ในการทำงานด้วยความคิดเสียนาน แสงจับกับผ้าม่านสีครีมดูนุ่มเย็นตา พอหันไปมองก็ได้พักสายตาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงหน้า รู้สึกว่าเพื่อนสีสวยที่อยู่ไกลออกไปหนึ่งร้อยสี่สิบเก้าล้านกิโลเมตรยังทำตัวกลมโตน่ารักเหมือนอยากชวนให้ออกไปเดินเล่น ผมขยับตัวดูรู้สึกถึงความตึงในร่างกายจากการนั่งอยู่กับที่หลายชั่วโมง ให้เหตุผลกับตัวเองว่าน่าจะไปเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง นี่ก็วันหยุดสุดสัปดาห์นะ อากาศข้างนอกก็ดี ดูไม่ร้อน ไม่ชื้น แม้อาทิตย์ยังอยู่สูงใช้ได้

อันที่จริงผมมีเหตุผลให้กับการออกไปชื่นชมธรรมชาติเป็นพิเศษอีกข้อ ด้วยว่าวันที่เขียนต้นฉบับนี้เป็นวันพิเศษในรอบปี หลายคนโดยเฉพาะคนเมืองรุ่นใหม่คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับวันนี้ อาจเพราะใช้นาฬิกาและปฏิทินบอกเวลากันจนเคย วันนี้เป็นวันที่จุดที่แสงอาทิตย์ตกกระทบทำมุมตั้งฉากกับโลกนั้นอยู่ไปทางซีกโลกใต้และอยู่ไกลจากเมืองไทยที่สุด อยู่เหนือเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์น (เส้นรุ้งที่ยี่สิบสามเศษหนึ่งส่วนสององศาใต้) พอดิบพอดี
ฝรั่งเรียก winter solstice (ตามรากศัพท์คือวันที่พระอาทิตย์หยุดเคลื่อน ซึ่งในฤดูหนาวหมายถึงการหยุดเคลื่อนจุดทำมุมตั้งฉากลงไปทางใต้) ส่วนคนไทยเรียกว่า “เหมายัน” (อ่านว่า เห-มา-ยัน จากรากศัพท์คือการมาถึงของหิมะหรือฤดูหนาว)

ใครที่สังเกตบ้างคงจะเห็นว่าพระอาทิตย์นั้นไม่ได้ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดีเป๊ะทุกวัน ในหน้าร้อนก็จะขึ้นและตกค่อนไปทางเหนือ ส่วนหน้าหนาวอย่างในตอนนี้ ก็จะค่อนไปทางใต้ ดังที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” ข้าวที่กำลังออกรวงโน้มตัวลงต่ำ เหมือนกับจะสอนอะไรบางอย่างให้กับคนที่ปลูกและคนที่กิน

สำหรับคนหลายล้านคนหรืออาจจะถึงพันล้านคน วันนี้ในรอบปีเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน วันที่กลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวนานที่สุด

วันและช่วงนี้มีการเฉลิมฉลองกันทั่วโลก เช่น บรรดาคนจีนไม่ว่าในจีนแผ่นดินใหญ่หรือในไทยวันนี้ต้องฉลองเทศกาลไป่อี๊ ทำขนมบัวลอยหรืออี๊ ที่มีรากแปลว่า การกลับมาเจอกัน การรวมกันใหม่จนครบสมบูรณ์

รวมถึงเทศกาลคริสต์มาส แม้ว่าเป็นวันแห่งการระลึกถึงการมาประสูติของพระเยซู แต่ไม่ได้หมายถึงวันจริงๆในปฏิทิน อาศัยการกำหนดเอา คืนที่รัตติกาลอันเหน็บหนาวและยาวนานเหลือเกินเริ่มหดสั้นเข้า ความอบอุ่นและความสว่างได้ยาตรากลับเข้ามาในวันและคืนหนึ่งๆ มากขึ้น


แต่เอาละ ... ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมพาตนเองออกมาเดินเฉลิมฉลองวันนี้แล้วล่ะ ตั้งใจเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้มีจุดหมายอะไร เดินไปยังที่สาธารณะใกล้ๆ บ้าน

วันหยุด ผู้คนดูแจ่มใสกว่าวันทำงาน ออกมาเล่นกีฬากันเยอะ ฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส เด็กหนุ่มคนหนึ่งซ้อมเทควันโดด้วย

มีคนพาสุนัขมาเดิน มีทั้งพันธุ์โปรดของผม แจ็ครัสเซล เทอร์เรีย จอมซน และเจ้าชิสุ จอมเห่าเก่ง

เดินวนรอบสนามสองรอบ และสระน้ำใกล้เคียงกันอีกสองรอบ หยุดดูเต่าตัวน้อยที่ว่ายน้ำบ้างสลับกับหยุดดูผมบ้างอย่างไม่เร่งร้อนเป็นระยะๆ ผมเดินไปเรื่อยๆ มีลมหายใจเป็นเพื่อนสนิท ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยก็บอกเล่าได้ ไม่ต้องตั้งใจฟังก็ได้ยิน

จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนคิดได้ เข้าใจ คลี่คลายกับความยุ่งเป็นลิงแก้แหของการเมือง ไม่ว่าผลเลือกตั้งวันรุ่งขึ้นจะออกมาตรงกับใจตนเองหรือไม่

รอจนพระอาทิตย์สีแดงเหมือนไข่เค็มไชยาเริ่มลับเหลี่ยมอาคารจึงค่อยเดินกลับบ้านอีกทางหนึ่ง ได้ยินเสียงหัวใจกระซิบบอกให้ไปตามทางที่ยังไม่เคยไปบ้าง

ขากลับเห็นเด็กสาวตัวนิดเดียวขี่จักรยานให้คุณพ่อร่างแข็งแรงแบบนักกีฬานั่งซ้อน คงพากันไปออกกำลังกาย ดูน่ารักน่าเอ็นดูจัง

ผ่านช่อดอกไม้หน้าตาคล้ายดอกเล็บมือนางสีแดงสด บนก้านดอกสีเขียวอ่อน แต่อยู่บนต้นที่เหี่ยวแห้งกรอบที่ดูราวกับไม่มีชีวิตแล้ว นัยว่าจะบ่งบอกความจริงอะไรบางอย่าง

เดินมาอีกนิดถึงซอยอารีย์สัมพันธ์ ตรงข้ามกรมประชาสัมพันธ์ เห็นป้ายโปสเตอร์ติดประกาศไกลๆ อยู่อีกฟากของถนน หน้าร้านอาหารปลาดิบ ดูเหมือนงานแสดงศิลปะ อะไรเกี่ยวกับความรักสักอย่างเพราะเห็นคำว่า The ... Side of Love ผมข้ามไปดู

อ้อ The Other Side of Love

ที่แท้เป็นงานชิ้นแรกของชุมชนไซเบอร์ ชื่อ Sawasdee Multiply Community (http://smcharity.multiply.com) พวกเขาลุกขึ้นมาทำสิ่งบางอย่างที่พอทำให้คนอื่นได้ เป็นงานแสดงศิลปะเล็กๆ สะท้อนจิตใจอันยิ่งใหญ่ของคนทำ จัดแสดง (และขาย) ภาพถ่ายเพื่อนำรายได้ไปช่วยผู้ติดเชื้อเอดส์ที่วัดพระบาทน้ำพุ อืมม์ ใครว่าการใช้เวลาว่างต้องเสียเงิน นี่ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งเพื่อน ได้ทั้งบุญ ดีจังที่แถวบ้านเดี๋ยวนี้มีงานแสดงศิลปะ ดูเป็นชุมชนและมีสุนทรีย์ขึ้นอีกโข

กลับ “ถึงบ้าน” แม้มีงานที่ทำยังไม่เสร็จ แต่ก็พอใจ วางใจ และภูมิใจกับที่ได้พยายามทำมาทั้งวัน

นึกย้อนไปวันหนึ่งวันนี้ เป็นวันที่เต็มอิ่ม ได้ตื่นแต่เช้าสวดมนต์ภาวนานิดหน่อย ใช้เวลาช้าๆ สบายๆ อยู่กับที่บ้านกับคุณแม่ พี่สาว น้องชาย มีอาหารง่ายๆ แต่สะอาด รสอร่อยจากฝีมือคุณแม่ที่พัฒนามาตลอดเกินกึ่งศตวรรษ บรรจงใส่ใจทุกขั้นตอน ตบท้ายด้วยขนมบัวลอยตามเทศกาล พร้อมเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกัน

ได้เจียดเวลาให้กับงานที่มีความหมายต่อเรา ต่อสังคม และต่อโลกบ้าง

ได้อ่านต้นฉบับบทความจิตวิวัฒน์ฉบับ สคส. ปีใหม่ ๒๕๕๑ ของ อ.ประเวศ พูดถึงความสุขง่ายๆ แต่มีความหมายมากสี่ประการคือ ๑. นิพพานอยู่แค่ปลายจมูกตามสูตรอาจารย์พุทธทาส ๒. การเข้าถึงความจริงสูงสุด ๓. ความสุขจากงานทุกชนิดด้วยปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ และ ๔. ความสุขตามสูตร “ระพี - เสน่ห์ - ประเวศ”

ได้อ่านงานเขียน “ของดีที่ควรหวัง” ของหลวงพี่ไพศาล วิสาโล ที่ว่า “ถ้าเราหวัง ก็ควรหวังให้มีความเปลี่ยนแปลงที่ดีๆ ในจิตใจของเรา มีความต่างกันมากระหว่างการมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต กับการมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีๆ เกิดขึ้นในจิตใจ อย่างหลังนี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของเราก็ได้” มิน่าเล่าเราถึงรู้สึกวางจิตวางใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายขึ้น

แถมยังได้รับฟอร์เวิร์ดอีเมลจากเพื่อนกลุ่มสื่อสร้างสรรค์ Happy Media ที่เป็นเรื่องชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง ไปเจอยักษ์จินนี่ในกระป๋องเบียร์ที่มอบพรสามประการ โดยชายหนุ่มขอ “ให้เราพอใจกับสิ่งที่เรามีและมีความสุขกับมัน” แววตาของตัวละครยังอยู่ในใจอยู่เลย

ได้ออกไปเดินเล่นเพื่อเฉลิมฉลองไม่ใช่แต่วันนี้ วันเหมายัน แต่ยังมีวันเทศกาลขนมบัวลอย เทศกาลคริสต์มาส และเทศกาลอื่นๆ อีกนับสิบ

ตอนค่ำได้รับข้อความ SMS จากน้องว่า วันนี้รู้สึกดีที่มีสติได้เลือกใช้เวลาที่มีคุณภาพกับครอบครัว ไม่พยายามทำงานไปใช้เวลากับที่บ้านไป ซึ่งก็ไม่เคยเวิร์กสักที


ย้อนไปในหนึ่งขวบปีก็มีช่วงที่เรามีสุขบ้าง มีทุกข์บ้าง ทันตัวเองบ้าง ไม่ทันตัวเองบ้าง พยายามน้อยไปบ้าง พยายามมากเกินไปบ้าง แต่ก็ในเวลาสบายๆ ของวันธรรมดาปรกติๆ เช่นนี้แหละที่ได้รู้ว่าเราเองก็เรียนจากตนเองก็ได้

นึกขอบคุณคนหลายๆ กลุ่มที่ยังคงพยายามทำในส่วนที่ทำได้โดยไม่หมดหวัง ขอบคุณขา เท้า ร่างกายและใจที่พาตัวเรามาพบกับสิ่งดีๆ ขอบคุณตนเองที่เลือกเดินเส้นทางใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง ให้โอกาสมองโลกใบเก่าด้วยสายตาคู่ใหม่ จนกระทั่งได้มาพบสมบัติอยู่ใกล้ๆ ข้างหน้านี้เองเรื่อยมา ขอบคุณโลกใบน้อยในจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ที่ให้โอกาสทุกคนได้เติบโตบนเส้นทางเรียนรู้

นึกถึงเนื้อเพลงจากหนัง รักแห่งสยาม “ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง”

ขอบคุณจริงๆ :-)