Showing posts with label ณ พรมแดนแห่งความรู้. Show all posts
Showing posts with label ณ พรมแดนแห่งความรู้. Show all posts

02 October 2009

ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางบทใหม่

ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับประจำวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๒

“ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเขียนอะไรที่จะแทนความประทับใจ ความขอบคุณให้แก่อาจารย์ ทึ่งในตัวอาจารย์มาก ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณครับที่มอบทางสว่าง ไม่สิ ขอบคุณที่ทำให้ผมเห็นจุดหมาย ก่อนมาที่นี่ ผู้คนมากมายถามผมว่ามาเรียนคณะวิทยาศาสตร์แล้วจะทำอาชีพอะไร ก็ตอบไปก่อนว่าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ในใจน่ะหรอ ไม่เลย ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าตนเองต้องการเป็นแบบไหน” (อรรถพล อ.)




“ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา” ผมนึกถึงสำนวนนิยายจีนของโกวเล้ง

ภาคการศึกษานี้ อาจจะเป็นภาคการศึกษาสุดท้ายของผมในการเลกเชอร์ให้กับนักศึกษาปีหนึ่งของมหิดล การสอนบรรยายให้นักศึกษาห้องละสองร้อยกว่าคน หลายคนมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ เบื่อกันทั้งคนสอนและคนเรียน ก็น่าเห็นใจอยู่หรอกนะ กับระบบการศึกษาที่ท่องไปเพื่อคะแนน เรียนไปเพื่อสอบ

แต่สำหรับผมแล้ว การไปสอนเลกเชอร์เป็นการเติมเต็มความหมายของชีวิต การได้เปลี่ยนบทบาทจากเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เคยนั่งหันหน้าหากระดานดำ เรียนบ้าง จดบ้าง คุยบ้าง หลับบ้าง แอบกินขนมบ้าง กลับมายืนหน้าห้องบรรยายห้องเดิม แต่ครั้งนี้หันหน้าไปทางหลังห้อง เหมือนมองย้อนกลับไปจนเห็นตนเองในอดีต มันเปรียบดั่งการจาริกไปสู่ต้นกำเนิดแห่งตัวตนของผมเอง

ไม่มีวันไหนแม้แต่วันเดียวที่ไม่อยากไปสอน ฝนตก แดดออก รถติด ถนนว่าง วันเดินทางไปศาลายาเป็นวันที่ตื่นเต้น อุดมไปด้วยโอกาสและความเป็นไปได้ ไม่มีสองวันไหนที่เหมือนกันเลย

ยิ่งปีสุดท้ายปีนี้ด้วยแล้ว เลกเชอร์แต่ละครั้งยิ่งมีความหมายกับผมอย่างมาก

ผมรู้ว่าจะทำให้ดีที่สุด แต่ไม่เคยรู้เลยว่าผลจะออกมาอย่างไร และการที่ไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรนี่ด้วยกระมังที่ทำให้มันน่าตื่นเต้นเข้าไปใหญ่





คืนก่อนหน้า ผมมักจะนั่งทำ PowerPoint อย่างบรรจง เตรียมเล่าข่าวสดๆ ทันเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับเนื้อหา เลือกรูป เลือกสไลด์ เลือกคลิปด้วยความพิถีพิถัน จนบางทีสงสัยว่าย้ำคิดย้ำทำเกินไปหรือเปล่า แต่เมื่อคิดว่ากับช่วงเวลาสั้นๆ ๖ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง แต่ละนาทีนับว่ามีความหมายไม่น้อย

อันที่จริง ๑๒ ชั่วโมง กับเนื้อหา ๑๑ บท ๑๙๘ หน้าแล้ว มันง่ายมากเลย ที่คนสอนอย่างเราๆ จะเดินทางเข้าสู่ร่องของการเรียนรู้ที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเราเป็นนิสิตนักศึกษาเอง เพราะลำพังแค่สรุปเนื้อหาในหนังสือมาสอนก็แทบจะไม่ทันแล้ว “ไม่ใช่แต่ พูดๆ ไปตามหนังสือ พอเสร็จ เด็กก็ไปคายๆๆ ในห้องสอบ ใครจำได้มากได้คะแนนมาก หนูรู้สึกว่ามันไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่” (รหัส 520517X)

หรือว่าเราต้องเชื่อว่านักศึกษาเขาเรียนรู้เองได้ รับผิดชอบตนเองได้ หากว่าเขาต้องการ ถ้าเช่นนั้น ความท้าทายของเราอาจจะไม่ได้อยู่ที่การพยายามอัดหรือยัดเนื้อหาให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้เขาเห็นคุณค่า ความหมาย ความสำคัญ ความน่าทึ่ง ในโอกาสและวิชาที่อยู่เบื้องหน้าเขา

หากเราเชื่อในเจตจำนงอิสระของมนุษย์แต่ละคน และสามารถโยงสิ่งที่เขาเรียนเข้ากับชีวิตของเขาได้ ก็คงไม่ต้องขู่เข็ญใครให้มาเข้าเรียน รวมไปถึงบังคับข่มขู่ด้วยระบบคะแนน

ผมสนุกกับการสร้างความหมายใหม่ให้กับวิชาชีววิทยา วิทยาศาสตร์ การเรียนรู้ และการมีชีวิต ร่วมกันไปกับรุ่นน้องคณะ เชื้อเชิญอารมณ์ ความรู้สึก ความมีชีวิตชีวา ความเป็นมนุษย์กลับเข้ามาสู่การเรียนรู้อีกครั้ง (โดยไม่ได้พูดถึงคำว่า จิตตปัญญาศึกษา, Contemplative Education หรือ Humanized Educare เลย) เชิญชวนให้เขาตั้งคำถามกับสิ่งที่เขาเรียน วิธีการที่เขาเรียน และเป้าหมายของการเรียนของเขา (สไลด์แรกสุดคือคำถามว่า “จะเรียนไป ... ทำไม?”)

แน่นอน นักศึกษาจะรู้สึกงงๆ ในตอนต้น

“แรกๆ ผมก็โดด คิดว่าไปอ่านเองแล้วจะได้อะไรมากกว่า แต่หลังๆ ก็เริ่มเข้า [เรียน] ทำให้รู้สึกว่าไม่น่าโดดเลย อาจารย์สอนอะไรมากกว่าในหนังสืออีก ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าการเรียนมหาลัยไม่ใช่เพื่อเป็นที่ 1 คณะ หรือได้คะแนนเกินมีนมาเยอะๆ แต่มันประกอบด้วยการมีศีลธรรม รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักธรรมชาติ รู้จักการเอาใจใส่คนรอบข้าง เกรดก็สำคัญ แต่เกรดไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต มีอะไรให้ชีวิตเราค้นหามากกว่านั้น มันคือความสุขของชีวิต เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ต้องสนใจว่าสาขานี้เป็นสาขาที่ต้องการ มีรายได้ดี ขอบคุณอาจารย์มากๆ ครับที่สอนแนวคิดดีๆ ที่หาไม่ได้จากที่อื่นให้ผมครับ” (จิรพงศ์ บ.)

ทุกครั้ง ก่อนหมดคาบ ๑๐ นาที ผมให้ทุกคนเขียนสะท้อนว่า ๑) สิ่งสำคัญที่สุดที่เขาได้เรียนรู้ หรือสิ่งที่เขารู้สึก “โดน” ที่สุดในวันนั้นคืออะไร และ ๒) เขามีอะไรที่อยากจะถาม/รู้/บอก/แนะนำ แต่ละสัปดาห์ผมจึงมีกระดาษสองร้อยกว่าแผ่นกลับบ้าน ผมอ่านทุกใบด้วยความสนใจใคร่รู้ อยากรู้จักแต่ละคน อยากเข้าใจในที่มาของแต่ละคน ผมคัดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อมาอ่านตอนต้นชั่วโมงถัดไป ทั้งข้อคิดเห็น คำบ่น คำแซว คำชม โดยเฉพาะคำถาม ซึ่งผมมักตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง “อย่าฆ่าคำถามดีๆ ของเขา ด้วยคำตอบห่วยๆ ของเรา” ผมเตือนตนเอง

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ผมชวนนักศึกษาทำ Intuitive Writing ให้เขาได้แบ่งปัน “อะไรก็ได้” เพื่อสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจากชั้นเรียนที่ผ่านมา การเขียนนี้ไม่มีผลต่อคะแนน และไม่จำเป็นต้องลงชื่อ

คำแนะนำสั้นๆ ของผม คือ เขียนโดยไม่หยุด ไม่ยกปากกาขึ้น เขียนไปเรื่อยๆ หากนึกไม่ออก ก็เขียน “นึกไม่ออก นึกไม่ออก” สบายๆ ผ่อนคลาย ไปเรื่อยๆ เป็นเวลา ๑๐ นาที

สิบนาทีสั้นๆ ที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายสำหรับผม สัมผัสรับรู้ได้ว่าทำไมมีนักศึกษาหลายคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“At first, I thought that there was nothing interesting in sitting and studying in the room. Though it was freaking hard waking up in the morning, walking to the [Lecture Hall], but I did it with cheering ’cause it was Monday, the day I get to study Biology with you. ... There are lots of things out there waiting to be explored, but I just ... waste my time fooling around on the internet. Your words are like wake up calls to me. ... Thank you for everything. You’re such a heaven-sent. I’m honored.” (ภัทราวรรณ พ.)

“อาจารย์เชื่อไหมว่าเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดชอบชีวะเลย ... คิดว่ามันน่าเบื่อ แต่ตอนนี้กลับอยากเข้าห้องเรียน อยากมานั่งฟัง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ... ถามว่าอะไรโดนเหรอคะ โดนตรงที่มันเปลี่ยนความคิดของคนได้ เนี่ยหล่ะโดนสุด” (ไม่ลงชื่อ)

“การได้เรียนรู้แนวการเรียนที่มันแตกต่างออกไป มันทำให้เราได้คิดย้อนกลับมามองตัวเองมากขึ้นว่าสิ่งที่เราเรียนเราเรียนไปเพื่ออะไร เพื่อเอาไปทำอะไร แล้วมันมีความสัมพันธ์กับชีวิตรอบตัวของเราอย่างไร ทั้งคน-สัตว์และพืช (สิ่งแวดล้อม) มีความสัมพันธ์กันทั้งนั้น แต่เรากลับมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไป ทำให้เราไม่รู้จักพอ” (โฆษิต ฐ.)

“เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาจากที่อื่นมาทดแทนได้ การเรียนชีววิทยาที่น่าตื่นเต้นในมุมมองของคนที่จะศึกษาวิทยาศาสตร์กายภาพอย่างผมนี้” (พิษณุ บ.)

“แท้จริงแล้วมนุษย์ก็เป็นส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติ แม้ว่าจะได้เจออาจารย์เพียงช่วงสั้นๆ แต่หนูก็ดีใจและภูมิใจมากๆ ค่ะ ที่ได้เป็นศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ หนูจะใช้เวลาอีก 3 ปี+1 เทอมในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้มีคุณค่ามากที่สุดเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในห้องเรียน ก่อนออกไปเผชิญกับโลกภายนอกอย่างเต็มภาคภูมิ หนูสัญญาว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ดีเหมือนอย่างที่อาจารย์เป็น จะไม่เอาความรู้ที่เรามีไปเอาเปรียบใคร ... ขอบคุณมากๆ ค่ะ สำหรับการเรียนใน 6 ครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่หนูก็ดีใจ และขอบคุณจากใจค่ะ” (520517X)

“ก็ไม่รู้สิ มีอะไรอยากบอกมากกว่านี้ตั้งมากมาย แต่ก็นะ บอกไม่หมดหรอก ขอบคุณล่ะกันครับ ความรู้สึกที่มากที่สุดตอนนี้คงเป็นคำว่า ขอบคุณ” (อรรถพล อ.)




ใช่เลย ความรู้สึกเด่นชัดที่สุดของผมขณะนี้ คือ ขอบคุณ ขอบคุณเหล่านักเดินทางรุ่นเยาว์เหล่านี้ พวกเขาเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้การเดินทางท่องไปในโลกใบกว้าง พร้อมๆ กับเดินทางเข้าไปในใจในกาย ที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ น่าอัศจรรย์ไม่แพ้กัน ดังเช่นที่ สาทิศ กุมารเคยกล่าวไว้ “มีเธอ จึงมีฉัน”

ชวนให้ผมนึกถึงการเดินทางด้วยเท้าอันยิ่งใหญ่ในโลก โดยเฉพาะการเดินทางของคานธี ไปทำเกลือทะเลที่นำไปสู่การประกาศอิสรภาพของอินเดีย การเดินทางโดยปราศจากเงินแม้เพียงรูปีเดียว ของสาทิศ กุมารจากอินเดียไปยุโรปและอเมริกา เพื่อส่งมอบ “ชาสันติภาพ” แก่ผู้นำประเทศมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ รวมถึงการเดินทางของประมวล เพ็งจันทร์ อันเป็นที่มาของหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ”

การเดินทางเล็กๆ ในชั้นเรียน แม้จะไม่โด่งดังและยิ่งใหญ่เท่ากับการเดินทางเหล่านั้น แต่ก็ “จริง” อย่างยิ่งสำหรับบรรดาเหล่านักเดินทางรุ่นใหม่ เป็นดั่งคำเชื้อเชิญให้เปิดใจ เรียนรู้ และออกเดินทางสู่การตื่นรู้ ในวิถีที่ไม่แยกเป้าหมายทางวิชาชีพ (professional quest) ออกจาก เป้าหมายทางจิตวิญญาณ (spiritual quest)

ชั้นเรียนของเราอาจจะจบแล้ว แต่การเดินทางของเราอาจจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นก็ได้

ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางบทใหม่ครับ :-)

04 January 2009

ชีวิตนั้นเบาสบาย




ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๒


ข้าวต้มข้าวใหม่ร้อนๆ ควันฉุย น้ำข้าวหนืดๆ หน่อย เหนียวกำลังดี วางคู่กับข้าวง่ายๆ ไข่เจียวไชโป๊ว ผักกาดดอง ขิงดอง หมูหวาน ถึงคุณค่าทางโภชนาการจะไม่สูงนัก แต่ก็คุณค่าทางจิตใจก็สูงยิ่ง ไม่ใช่เพราะเป็นกับข้าวโปรดของคุณแม่เท่านั้น แต่เป็นเพราะความรักความเอาใจใส่ของท่านที่ลุกมาแต่เช้าและจัดแจงปรุงขึ้นด้วย แม้สำรับเรียบง่ายแต่ความประณีตบรรจง แบบไม่มีจริตจะก้านนั้นประจักษ์ชัดเจน กับข้าวมื้อแรกของปีถูกนั่งละเลียดสบายๆ กับสมาชิกในครอบครัว ตามด้วยผลไม้ไทยและเทศ กินแกล้มเสียงหัวเราะคิกคัก

ที่เขาว่าหนังท้องตึงหนังตาหย่อนคงจะจริง อากาศในห้องนอนอุ่นกว่าส่วนอื่นของบ้าน เตียงไม้ยังเย็นยะเยียบตั้งแต่เมื่อคืนที่อบร่ำด้วยลมหนาวจากจีนที่หอบเอาความรื่นเริงจากงานปาร์ตี้มาฝาก

เอนหลังได้สองสามนาที รู้สึกดีว่าได้ให้รางวัลกับตัวเองในวันหยุดนี้แล้ว บอกกับตัวเองว่าไปเดินเล่นดีกว่า ดีกับสุขภาพ จะได้ออกไปดูด้วยว่าข้างนอกเป็นอย่างไรกันบ้างด้วย

ถนนในซอยหน้าบ้านเงียบสงบ นานๆ จะมีแมงกะไซวิ่งช้าๆ ผ่านไปสักคัน สภาพต่างจากเช้าวันพฤหัสธรรมดาอื่นๆ อย่างไม่น่าเชื่อ บรรยากาศเหมือนเด็กๆ ขี้เซา เพิ่งเริ่มตื่น เงียบแต่ไม่เหงา คงเพราะเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีที่ดังมาจากปากซอยทั้งสองข้างขับกล่อมทั้งคืน พร้อมกับแสงและเสียงจากพลุเฉลิมฉลองที่จุดกันดังสนั่น

แต่ที่บ้านไม่ได้ออกมาดูกับเขาหรอก เมื่อคืนเราเลือกนั่งสมาธิข้ามปีกัน ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรมาก รู้สึกว่ามันโดนกับเรามากกว่าอย่างอื่นในปีนี้เท่านั้น ปีแรกๆ ที่นั่งกันก็ขัดเขินกันอยู่บ้างไม่รู้ว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่ จะนั่งนานแค่ไหนดี เพราะบางคนนั่งนานขณะที่บางคนนั่งแป๊บเดียว ปีนี้ใครนั่งยาวกว่าก็เข้าไปนั่งในห้องพระก่อน ใครอยากไปนั่งเมื่อไหร่ก็ตามอัธยาศัย เรื่องบอกเวลาขึ้นปีใหม่นั้นไม่ต้องเพราะเขาส่งสัญญาณกันทั่วเมือง ได้ยินต่อเนื่องกันเป็นสิบนาที นึกๆ ดูก็ขำดี ตอนที่อยู่เงียบๆ สักพักก็เสียงพลุดังอยู่เป็นนาน แล้วก็กลับมาเงียบใหม่อีกครั้ง เดี๋ยวเงียบเดี๋ยวดัง คล้ายกันทั้งข้างนอกข้างใน

ผมออกเดินไปเรื่อยๆ ลมเย็นๆ ปะทะร่างกายให้ได้เตือนว่าอย่าลืมชื่นชมกับเหมันตฤดูที่แสนสั้นของเมืองกรุง ฤดูหนาวอีกแล้วสินะ จริงสิ ต้นโมกในบ้านหลายต้นเริ่มผลัดใบ แม้จะออกดอกตลอดปี หน้าหนาวโมกออกดอกไม่มาก จึงดูจะแต่งตัวแข่งกันเป็นพิเศษ รู้สึกขอบใจแสงแดดอุ่นๆ ที่ทำให้ได้ดอกขาวสะอาด ช่อดอกตูมเป็นกระเปาะน้อยๆ ห้อยย้อยน่ารัก ขอบใจสายลมที่ช่วยพาความหอมใสๆ เบาๆ ของดอกบานมาให้ชื่นชมแม้ยืนอยู่ไกลๆ

การได้มีช่วงเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ไปอย่างช้าๆ เรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ เปรียบเสมือนคำเชิญชวนให้ได้สะท้อนถึงชีวิตและการเดินทางที่ผ่านมา

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีที่สุดปีหนึ่งของชีวิต ได้มีกลุ่มกัลยาณมิตรที่ช่วยเตือนช่วยแนะนำส่งเสริมกัน ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยที่มีความเชื่อร่วมกันว่า “การวิจัยเป็นดั่งชีวิต” ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน ข้อสรุป และการนำเสนอผลงานในรูปแบบที่ทุกคนในทีมมีความเชื่อมั่นร่วมกันว่า “ใช่” ไม่ต้องยิ่งใหญ่ ไม่ต้องพิเศษเกินปรกติ ง่ายๆ แต่มีความหมาย

การเรียนรู้ร่วมกันกับกลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยก็น่าทึ่ง เพราะทุกคนต่างเห็นความสำคัญของสมดุลของการเรียนรู้วิชาชีพควบคู่กับการเรียนรู้ด้านในบนฐานของการมีสติ การรู้ลงไปเฉยๆ “ใจเป็นอย่างไร รู้ไปอย่างนั้น” อย่างที่เรามักเรียกเล่นกันอย่างทีเล่นทีจริง ทุกคนเป็นครูและศิษย์ของกันและกัน ต่างมุ่งมั่นที่จะ “เข้าใจตนเองและโลก ผ่านการน้อมเอาวิชาเข้ามาสู่ใจและชีวิต” การได้มีพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถสุนทรียสนทนาหรือไดอะล็อกได้ทุกเรื่องนั้นเปรียบเสมือนพรอันประเสริฐ (ซึ่งก็คือมงคลชีวิต) อย่างหนึ่ง ต่างใช้กายและใจตนเองเป็นเครื่องมือเรียนรู้ แล้วร่วมแบ่งปันกันอย่างเปิดใจ ผลก็คือการเรียนรู้ที่เราเชื่อว่ามันใช่และมีความหมายสำหรับพวกเรา เพราะความสัมพันธ์ของทุกคนดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับกายและใจของเราเอง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราด้วยกัน ระหว่างคนในครอบครัว ระหว่างเรากับโลก และกับความจริงของชีวิต

ระยะหลังผมเดินไปปากซอยช้าลง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็น ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกดีทุกครั้ง เวลาเห็นอะไรใหม่ที่เราไม่เคยเห็น (อ้าว มันมีไอ้นี่อยู่ตรงนี้ด้วยเหรอ) ซึ่งก็มีให้เห็นได้ทุกครั้งไป อีกส่วนก็เพราะยังเจ็บเข่าอยู่นิดหน่อย อันที่จริงแล้วแค่การเดินได้และได้เดินนี่ก็เป็นพรอันประเสริฐไม่น้อย นึกถึงตอนที่ไม่สบายเจ็บขา เดินไม่ได้ ตอนนั้นแค่ขยับไปไหนในห้องแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีกว่าคุ้มที่จะต้องออกแรง และแลกกับความเจ็บปวดไหม เราเองก็ไม่ค่อยได้ขอบคุณและชื่นชมร่างกายที่ช่วยให้เราเดินเหินไปไหนมาไหนได้สักเท่าไหร่นะ ตั้งใจว่าจะไม่ดูแคลนความเจ็บป่วยแม้เล็กน้อยของคนอื่น

เรื่องความเจ็บป่วยในปีผ่านมาที่น่าจะเป็นไฮไลท์คืออาการแผลร้อนในกว่าสิบแห่งในปากและเป็นอยู่นานเกือบเดือน ช่วงนั้นการกินอาหารแต่ละมื้อแค่คิดก็เหนื่อยและท้อแล้ว ทุกมื้อกินไปน้ำตาคลอไป บางครั้งถึงขนาดคิดว่ายอมอดดีกว่า เริ่มเข้าใจคนที่รับเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งแล้ว ว่าทำไมหลายคนจึงบอกว่าไม่เอาแล้ว ขอยอมตายดีกว่า นึกถึงคำพูดพี่ใหญ่ วิศิษฐ์ วังวิญญู ที่ว่าความทุกข์ของเราทำให้เราเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น คนที่เผชิญกับความทุกข์อย่างแสนสาหัสอาจจะเป็นผู้บำเพ็ญตนอยู่บนเส้นทางของพระโพธิสัตว์ก็เป็นได้

หนึ่งในสิ่งที่ประทับใจที่สุดในรอบปีคงต้องมีเรื่องการเห็นตนเองที่หลุดหรือเผลอ บางครั้งก็ทำบางอย่างที่ถ้าคิดโดยใช้เหตุผลก็ไม่ควรทำ แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว ได้เห็นช่วงเวลาที่เราอ่อนแอ ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่เราอยากจะเป็นทั้งในตอนนั้น และในตอนนี้ ที่น่าตื่นเต้นกว่าก็คือเห็นความอยากของเราที่จะไม่อ่อนแอนี่แหละ ตอนนั้นอาจจะไม่ค่อยทัน ก็เลยรู้สึกแย่กับตนเองมาก จัดการอย่างไรก็ไม่ได้ มาตอนนี้เริ่มเห็นบ่อยขึ้น พอปล่อยมันลงไป เราก็รับได้กับตัวเราทั้งด้านที่อ่อนแอและไม่อ่อนแอมากขึ้น รู้สึกสบายดีไม่ต้องไปแบกอีก แถมเข้าอกเข้าใจคนที่บางทีเขาก็หลุดเหมือนกับเรา พอเราเข้าใจ เห็นใจ ยอมรับ และยอมให้อภัยตัวเองได้ ใจก็เลิกคิดที่จะไปโทษใครต่อใครลงไปมาก ชีวิตนี้เบาขึ้นอีกอักโข

เดินไม่นานสักพักก็ถึงปากซอย ผมรู้สึกทันทีว่าวันนี้คลื่นดีเป็นพิเศษ ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส หัวร่อต่อกระซิกกันให้ได้อบอุ่นแม้เพียงแค่มอง หรือจะส่งยิ้มแบบว่าขอมีส่วนร่วมก็ได้ ที่นี่มีร้านค้าแผงลอยขึ้นชื่อจำนวนมาก บรรดาพ่อค้าแม่ค้าเริ่มทยอยมาตั้งแผงเปิดร้าน สาวเจ้าของแผงคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ทักทายมาแต่ไกล “สวัสดีปีใหม่จ้า โชคดีมีชัย ร่ำรวยกันหรือยัง?” เรียกเสียงฮาได้ดี ผมเองเคยอุดหนุนสินค้าดีๆ อร่อยๆ ของเธอและเพื่อนๆ เป็นประจำ นึกขอบคุณที่ช่วยดูแลให้ชุมชนเราอิ่มหนำสำราญ

หนึ่งในภารกิจเช้านี้คือไปซื้อกาแฟเจ้าโปรดให้พี่สาว ผมเดินข้ามถนนไปพร้อมกับขอบคุณความสัมพันธ์ของผมกับพี่สาวและกับทุกคนในบ้านที่ดีขึ้นอย่างยิ่ง ผมสามารถชื่นชมเธออย่างที่เธอเป็นได้มากขึ้น ดีใจที่เข้าใจว่าเรื่องราวที่ฝังหัวมาตั้งแต่เล็กมันเป็นเพียงแค่เรื่องราวการปรุงแต่งของผมเองอย่างไร ดีใจที่เราสนิทกันและเธอไหว้วานให้ผมช่วยทำนู่นทำนี่บ่อยขึ้น ผมขอบคุณชาวไร่ที่ปลูกกาแฟและอ้อย คนในฟาร์มที่เลี้ยงวัว และธรรมชาติที่สรรค์สร้างให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ และท้ายสุดร้านกาแฟที่เสกส่วนผสมเหล่านี้เป็นกาแฟแก้วโปรดที่เชื่อมสัมพันธ์ผมและพี่สาวเข้าไว้กับโลกใบน้อยและจักรวาลกว้างใหญ่นี้

ขากลับผมแวะซื้อพวงมาลัยสำหรับไหว้พระ และสำหรับพวกเราพี่น้องกราบคุณแม่ คุณอาทั้งสองที่บ้าน นึกชมคนร้อยพวงมาลัยว่าฝีมือคล่องแคล่วเหลือเกิน ดูแทบไม่ทัน ที่สำคัญเธอก็ช่างใจดี ยิ้มแย้มเหมือนแม่ค้าอื่นแถวนี้ ที่ไม่ได้บ่นหรือแสดงสีหน้าเวลาผมใช้เวลาเลือกอยู่นาน

ถึงกลางทางเจอทีมเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตเก้าคนทั้งชายและหญิงกำลังตัดแต่งต้นไม้อย่างขะมักเขม้น ทั้งอโศกอินเดีย ประดู่กิ่งอ่อน และตะเบบูย่า-ชมพูพันธุ์ทิพย์ แหมขยันขันแข็งกันจัง ตั้งแต่ปีใหม่เชียว เห็นหลายคนเหงื่อไหลไคลย้อยเพราะแดดเริ่มออกแล้ว ผมเดินย้อนกลับไปหาซื้อน้ำผลไม้และน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบพอคนละขวดคนละกระป๋อง มอบให้พร้อมคำสวัสดีปีใหม่และคำขอบคุณที่ช่วยให้ถนนหนทางสวยงาม ไฟฟ้าไม่ดับเวลาพายุมา พนักงานสาวคนงามกล่าวขอบคุณและแซวพอให้ได้หัวเราะกัน

เดินผ่านบ้านของรุ่นพี่ที่รักและเคารพนับถือกัน ที่รั้วมีต้นและดอกพวงชมพูระย้าออกมาข้างนอก “เด็ดได้เลยนะ เมื่อไหร่ก็ได้” พี่เขาบอกพร้อมรอยยิ้มเมื่อคราวผมไปเยี่ยมเขาที่กลายเป็นเขยเชียงรายไปแล้ว ผมคุยกับบรรดาช่อดอกพวงชมพูที่ดูสวยทุกช่อ เอ่ยปากชักชวนในใจขอไปปักแจกันสักก้าน เด็ดไปก็ขอบคุณทั้งเจ้าพวงชมพูและเจ้าของไปพร้อมกัน ถึงบ้านก็เอาวิชาจัดดอกไม้แบบอิเคบานะที่ร่ำเรียนมาใช้ ได้แจกันง่ายๆ ที่ส่งรัศมีความสุขไปให้ทั้งห้อง

ตกบ่ายหลังจากไปเยี่ยมคุณอาพร้อมกินอาหารมื้อกลางวันที่จัดเตรียมด้วยความรักความเมตตาเช่นเดียวกับมื้อเช้า ผมก็มานั่งในสวนเขียนบทความ แดดร่มลมตกแล้ว ลมโชยเย็นๆ มีแมลงแปลกๆ ที่ผมไม่เคยเห็นแวะเวียนมาเยี่ยม พร้อมด้วยนกต่างๆ ที่เป็นขาประจำ ทั้งกางเขนบ้าน เขาชวา ปรอด กินปลี รู้สึกว่าช่างเป็นวันปีใหม่ที่งดงาม เรียบง่าย และรุ่มรวยจัง

นึกถึงเอสเอ็มเอสที่ได้รับเมื่อคืนจากกัลยาณมิตรนักเดินทางผู้เป็นครูโยคะอยู่ที่เกาะพงัน เธอส่งมาเป็นภาษาอังกฤษแปลความว่า “ชีวิตนั้นเบาสบาย ... สุขสันต์ปีใหม่ และขอให้ได้ใช้ชีวิตอย่างเบาสบาย” ขอบคุณครับ ขอบคุณ :-)

16 September 2007

เลือกเป็นมนุษย์


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ มหาสมุทรแห่งปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 16 กันยายน 2550


เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเพิ่งได้ไปเยี่ยมผู้ต้องหาซึ่งถูกฝากขังในเรือนจำครับ แปลกใจเหมือนกันที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะดูเหมือนคนใกล้ชิดที่คุ้นเคยทั้งหลายดูจะมีแนวโน้มได้แวะเวียนเข้าไปหลายคน แต่ก็มักเป็นด้วยเหตุผลจากการทำเรื่องดีๆ ทั้งนั้นนะครับ

เธอและเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนจำพวกที่มีความกล้าเหนือมนุษย์ปรกติทั่วไป กล้ายืนหยัดแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรม ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่อความดีงามของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิในฐานทรัพยากรหรือสิทธิของชนกลุ่มน้อย ชนชายขอบต่างๆ

สาเหตุที่ทำให้ผมได้ไปเรือนจำนั้นเป็นเพราะรุ่นพี่ที่สนิทสนมนับถือชอบพอกันมาก เขาได้เข้าไปนอนอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครอยู่นานเกือบสัปดาห์

ด้วยความที่เป็นครั้งแรก ผมจึงเกิดอาการงงๆ ว่าเขาต้องทำอย่างไรบ้าง ทำอะไรก่อนหลัง จะต้องลงชื่อในบัตรแจ้งเยี่ยมญาติหรือไม่ ต้องรอตรงไหน ซื้อกับข้าว อาหาร ขนม เป็นของฝากอย่างไร ดีที่กระบวนการไม่ยากเย็น จึงใช้เวลาไม่นานในการจัดหาข้าวเหนียว หมูเค็ม ปลาสลิด กุนเชียง เงาะ ลองกอง มะม่วงและอื่นๆ เป็นเสบียงสำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ที่ห้ามเยี่ยม

แม้จะอยู่เยี่ยมได้ไม่นาน แต่ก็รับรู้ถึงความขัดแย้ง ความคับข้องของบรรยากาศ มันช่างเป็นสภาพการณ์และพื้นที่ซึ่งตึงเครียดมาก อาจจะเป็นสถานที่อันมีความเขม็งเกร็ง ขัดแย้งกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของมนุษยชาติ ขัดแย้งระหว่างความเชื่อในเมล็ดพันธุ์แห่งโพธิภายในมนุษย์แต่ละคนกับรูปธรรมของการกระทำที่เราได้พบเห็น ขัดแย้งระหว่างหน้าที่ของระบบที่มีเพื่อจำกัดเสรีภาพกับจิตวิญญาณและเจตจำนงอิสระของมนุษย์ หรือขัดแย้งระหว่างความรู้สึกของผู้ได้รับความเสียหายกับความรักความผูกพันของครอบครัวของผู้ต้องหา

การไปเยือนสถานที่อย่างนี้ยังทำให้ผมหวนนึกถึงรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง เธอมีความสามารถในการคลี่คลายความขัดแย้งโดยเฉพาะความขัดแย้งในใจของผู้คน เธอเป็นนักจิตบำบัดผู้สนใจทำงานช่วยเหลือนักโทษประหาร โครงการวิจัยระดับปริญญาเอกที่เธอเคยเสนอคือการเข้าไปช่วยให้คนเหล่านี้ได้สงบจิตสบายใจในช่วงท้ายของชีวิต

ขณะที่อาจารย์บางคนในคณะกลับวิจารณ์งานนี้ว่าไม่น่าทำ เพราะท่านเห็นว่ามันเสียเวลา อีกไม่นานคนเหล่านี้ก็จะไปแล้ว สู้เอาเวลามาช่วยคนที่จะยังอยู่ อย่างงานจิตวิทยาในเด็กยังจะดีกว่า

ผมทึ่งและประทับใจในความมุ่งมั่นและจิตใจของเธอ เพราะเธอไม่ขอทำงานวิจัยที่ไม่ได้เป็นผลงานอันมาจากความคิดและความพยายามของเธอเอง แม้ว่าจะเป็นงานขั้นสุดท้ายที่จะได้สำเร็จการศึกษาก็ตาม สุดท้ายเธอก็เลือกลาออกจากคณะ เพื่อแสดงจุดยืนทางความคิดและวิชาการของตัวเอง

ส่วนรุ่นพี่คนที่ผมไปเยี่ยม เขาก็ต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่อย่างเรือนจำเหมือนกัน สาเหตุนั้นก็มีที่มาจากการมีจุดยืนอีกเช่นกัน เพราะในช่วงที่สถานการณ์บรรยากาศทางการเมืองของประเทศไทยยังอยู่ใต้กฎอัยการศึก เขาก็ได้เลือกที่จะแสดงจุดยืนทางการเมืองของเขา

“เสรีภาพของคนเรานั้นมี ๒ อย่าง คือ เสรีภาพทางความคิด และเสรีภาพทางกาย การที่ผมอยู่ในนี้แม้จะถูกจำกัดเสรีภาพทางกาย แต่ไม่ได้ถูกจำกัดเสรีภาพทางความคิด และก็เป็นการเลือกด้วยตนเอง ผมได้เลือกแล้ว จากนี้ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละคนข้างนอก ที่จะต้องเลือกว่าจะใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองอย่างไร”

พี่เขาผู้ซึ่งทำงานอาสาสมัครมาต่อเนื่องยาวนาน ยังกล่าวเสริมอีกด้วยว่า “นี่เป็นงานอาสาสมัครที่ท้าทายที่สุด มากกว่าทุกๆ ครั้ง” หลังจากหยุดคิดพักหนึ่ง “บางคนอาจไม่เรียกว่าเป็นงานอาสาสมัครนะ แต่ผมขอเรียกว่าผมอาสาตัวเองเข้ามาตรงนี้ละกัน”

ผมตั้งคำถามกับตนเองว่า คนเหล่านี้เขาเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่างนั้น เขาเลือกในฐานะอะไร? อะไรเป็นเกณฑ์คุณค่าและบรรทัดฐานในการตัดสินใจของเขา ไม่ว่าจะในกรณีรุ่นน้องที่แสดงจุดยืนทางวิชาการ หรือในกรณีรุ่นพี่ที่แสดงจุดยืนทางการเมือง

คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงท่านทะไลลามะ ผู้เป็นประมุขทางศาสนาและเป็นผู้ปกครองทิเบต ดินแดนหลังคาโลกที่ผู้คนล้วนศรัทธาในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีน ทิเบตจึงถูกรัฐบาลจีนส่งกำลังทหารเข้ายึดครอง ผนวกรวมดินแดนแห่งนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

จุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้ท่านซึ่งยังเยาว์วัยในเวลานั้น ต้องหลีกลี้ภัยออกมายังเมืองธรรมศาลา ในประเทศอินเดีย นับจากนั้นเป็นต้นมา ท่านได้เผยแพร่คำสอนมากมายให้แก่โลก ขณะเดียวกันก็เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนการเรียกร้องสันติภาพและความสงบสุขให้กลับคืนสู่ทิเบต

ต่อคำถามว่าด้วยการเลือกในฐานะอะไรนี้ ท่านเคยกล่าวไว้ว่า การตัดสินใจกระทำการสิ่งใดๆ ท่านจะพิจารณาตามฐานะที่ท่านเป็น เพราะในเวลาเดียวกันที่ท่านเป็นคนทิเบต ท่านยังคงมีสถานภาพฐานะเป็นลามะหรือพระด้วย และแน่นอนที่สุดคือ ท่านเป็นมนุษย์ เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ

ท่านกล่าวว่าในฐานะประชาชนคนทิเบต ท่านย่อมต้องมีความคิด และการกระทำที่สอดคล้องเหมาะสม สามารถแสดงจุดยืนเกี่ยวกับประชาชนและประเทศทิเบต

แต่การแสดงออกของท่านก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด เพราะหากต้องสูญเสียเลือดเนื้อชีวิตผู้คนเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเสรีภาพในการปกครองตนเองของทิเบตแล้ว ท่านก็ไม่คิดกระทำ เพราะในฐานะที่เป็นพระ ท่านก็มีวินัยสงฆ์กำกับ การแสดงออกอะไรที่ไม่เหมาะสม ท่านก็พึงละเว้นงดเว้นเสีย

ท่านทะไลลามะยังไปไกลกว่านั้นด้วยการบอกว่า สิ่งที่ท่านเป็นยิ่งกว่าสิ่งใดๆ นั่นคือ ท่านมีฐานะเป็นมนุษย์ หากมีสิ่งไหนเรื่องราวใดต้องตัดสินใจ แล้วเป็นทางเลือกซึ่งขัดกับพื้นฐานของความเป็นมนุษย์เสียแล้ว ท่านก็จะไม่กระทำ

ผมนึกย้อนกลับไปถึงรุ่นพี่รุ่นน้องทั้งสองคนนั้นอีกครั้งว่า เขาเห็นตัวเองเป็นอะไรในตอนที่เขาเลือก?

ส่วนผมก็ได้เลือกแล้วเช่นกัน ผมเลือกที่จะไปเยี่ยมรุ่นพี่คนนี้ที่เรือนจำ ผมคิดว่า ความคิดเห็น ความเชื่อ หรือจุดยืนทางการเมือง หรือจุดยืนทางอาชีพ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะไม่ใช่จุดยืนหลักที่ผมใช้ในการตัดสินใจไปในกรณีนี้ :-)

29 April 2007

เรื่องเบาะๆ


ตีพิมพ์ในคอลัมน์
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 29 เมษายน 2550


แปลกจริงที่พักนี้ในหัวผมคิดวนเวียนเรื่องก้อนนุ่มๆ ตรงบั้นท้ายที่หลายคนนั่งทับมันอยู่บ่อยๆ ด้วยว่าช่วงนี้ผมได้เกี่ยวข้อง พบเห็น พูดคุยแลกเปลี่ยน และลองใช้เจ้าก้อนนุ่มๆ นี่อยู่หลายครั้ง

ตัวอย่างเช่น เมื่อคราวที่ผมติดตามอุปัฏฐากพระอาจารย์ท่านไปเยี่ยมชม Shambala Mountain Center ซึ่งเป็นสถานภาวนาของศาสนาพุทธในสายวัชรยาน ที่เมืองโบลเดอร์ สหรัฐอเมริกา ผมเห็นฝรั่งเวลานั่งสมาธิภาวนาเขามักจะนั่งบนเบาะหรือใช้หมอนหนุน แล้วก็มีทั้งคนที่นั่งแบบขัดสมาธิอย่างเราท่านนั่งกันส่วนใหญ่ แต่ใช้หมอนค่อนข้างสูงหนุนไว้ตรงก้น หรือบ้างก็นั่งคุกเข่าคร่อมบนหมอน (ซึ่งสูงมาก) เลยก็มี

พระอาจารย์ท่านมีทีท่าว่าออกจะขำๆ กับการนั่งของฝรั่ง ถึงขนาดรุ่นน้องของผมที่เป็นนักศึกษาชาวไทยที่นั่นเอ่ยถามท่านด้วยความสนใจใคร่รู้ว่า “แล้วคนนั่งภาวนาบนเบาะบรรลุธรรมได้ไหมครับ?”

ท่านตอบว่า "มันเป็นภาคติดสบาย เอาแบบไม่ปวดไม่เมื่อยมากนัก พอให้จิตสงบ เป็นสมาธิ แต่ไม่ใช่ภาคฆ่ากิเลส"

เราพบว่าวัดอื่นๆ ที่ได้ไปแวะเยี่ยมล้วนแล้วแต่มีเจ้าเบาะรองนั่งก้อนกลมๆ บ้าง ก้อนสี่เหลี่ยมบ้างทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวัดพุทธเถรวาท ทั้งธรรมยุติและมหานิกาย มหายาน หรือวัชรยาน เรียกว่าเป็นของคู่วัดเลยก็ว่าได้

ผมว่าน่าเห็นใจนะครับ เพราะชาวตะวันตกเหล่านี้เกิดและโตในวัฒนธรรมนั่งเก้าอี้ ไม่ค่อยได้นั่งพื้น หลายคนพอนั่งกับพื้นก็จะขัดสมาธิ คือคู้หรือพับขาเข้ามาเฉยๆ ทำทั้งสองข้างยังไม่ได้เลย การมีเบาะรองก็ช่วยทำให้เขานั่งได้ ไม่ทรมานเกินไปนัก แต่ก็คงไม่เฉพาะชาวตะวันตกเท่านั้น เดี๋ยวนี้เด็กตะวันออกและเด็กไทยจำนวนมากก็นั่งพื้นกันไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน

ในเมืองไทยของเราช่วงนี้ หลายท่านคงได้ทราบข่าวคราวการเดินทางมาของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เพราะเป็นที่พูดถึงกันไม่น้อย คนที่คุ้นเคยกับกิจกรรมของท่านและหมู่บ้านพลัมก็อาจนึกถึงการเจริญสติด้วยการเดินในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ การร้องเพลง (“ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน...”) หรือการนั่งภาวนา ซึ่งพบว่ามักจะมีเบาะอยู่ด้วย เพราะลูกศิษย์ลูกหาของท่านนั้นเป็นชาวตะวันตกจำนวนมาก

เมื่อครั้งผมได้ฟังท่านบรรยายที่ลินคอล์นเซนเตอร์ ที่มหานครนิวยอร์ก ในหอประชุมได้จัดเตรียมเบาะกลมๆ วางเรียงสลอนเหมือนยานอวกาศลำน้อยๆ เต็มไปหมด คาดว่าในงานปาฐกถาธรรมและงานอบรมภาวนาขณะท่านอยู่เมืองไทย ระหว่าง ๑๙-๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ นี้ เราคงจะพบเห็นเจ้าก้อนๆ นี้ไม่มากก็น้อย

อีกทั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีเรื่องที่ทำให้นึกถึงเบาะได้อีก เพราะผมไปเข้าร่วมงานจิตตปัญญาเสวนา ครั้งที่ ๔ ณ วัดญาณเวศกวัน ซึ่งจัดโดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล การเสวนาครั้งนี้มีคุณหมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นผู้บรรยาย เรื่อง Spirituality in the Modern World แม้หัวเรื่องจะชื่อว่าจิตวิญญาณแต่คุณหมอกลับพูดเรื่องการพัฒนาหรือฝึกกาย (Body) และจิต (Mind) ในโลกสมัยใหม่เป็นหลัก โดยให้เหตุผลว่าเรื่องจิตวิญญาณ (Spirituality) เป็นการรับรู้และเข้าใจพ้นจากประสาทสัมผัส ทั้งอยู่นอกเหนือในมิติของเวลาและสถานที่ จึงเป็นเรื่องยากที่มนุษย์จะใช้ภาษาพูดสื่อสารทำความเข้าใจกันได้

คุณหมอธีระเกียรติพูดเรื่องการจัดวางตำแหน่งของร่างกายหรือท่าทางในชีวิตประจำวันและสำหรับการภาวนาไม่น้อย บอกว่าคนเราควรจะฝึกยืน เดิน และนั่งให้ตรง ให้น้ำหนักของร่างกายตกลงแนวดิ่งผ่านศูนย์กลางของร่างกายพอดี เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อบางมัดต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา

การจัดวางท่าทางของเราสำคัญอย่างยิ่ง ถึงกับมีผู้บอกว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากได้หญ้าคา ๘ กำที่โสตถิยะพราหมณ์ ถวายให้ระหว่างทาง ไปยังต้นศรีมหาโพธิ์ไม่ไกลจากแม่น้ำเนรัญชรา เอาไว้ปูรองนั่ง

ยามนั่งสมาธิภาวนาอาจลองเอาหมอนเล็กๆ หนุนใต้ก้น เพื่อยกกระดูกก้นกบให้สูงขึ้น เพราะมีผู้ศึกษาวิจัยแล้วว่าท่านั่งที่กระดูกก้นกบอยู่สูงกว่าเข่านั้น จะช่วยให้ร่างกายของเราสามารถตั้งตรงและไม่เกร็งได้ง่ายขึ้น คุณหมอยืนยันว่าความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งดีๆ ที่โลกสมัยใหม่มีไว้ให้ เทคนิควิธีการใหม่ๆ ที่ค้นพบได้ช่วยเสริมความรู้ที่มีมาแต่เดิม แม้แต่การนั่งภาวนา

ฟังแล้วทำให้ผมนึกถึงเรื่องเบาะรองนั่งขึ้นมาอีก ผมนึกเปรียบเทียบว่าการปฏิบัติภาวนามันเหมือนกับการออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง ส่วนรองเท้าแม้จะเป็นอุปกรณ์สำคัญช่วยให้เราเดินได้สะดวกขึ้น แต่หากเรามัวคร่ำเคร่งเลือกว่าจะเป็นรองเท้าแตะเพราะโปร่งสบาย รองเท้าผ้าใบเพราะกระชับแน่น หรือจะเป็นแบบหุ้มข้อเพื่อป้องกันข้อเท้าพลิกก็ตาม การณ์จะกลับกลายเป็นว่าเรามัวแต่เลือก พลอยแต่วุ่นอยู่กับการคิดระดมความเห็น บานปลายไปจนจัดประชุมสัมมนา อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อวิจัยค้นหารองเท้าที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางไป เช่นนี้แล้วก็คงไม่ได้ออกเดินทางไปถึงไหนสักที มัวแต่เกี่ยงว่าต้องใช้เบาะแบบไหนก็เลยไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจังเสียที

การปฏิบัติภาวนานั้นต้องมีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง หากเรามัวกังวลหรือสนใจเลือกเบาะรองนั่งมากไปหรือยึดติดกับการสรรหาเบาะที่ช่วยให้นั่งได้สบายขึ้น ระวังจะเป็นอย่างนักสะสมเครื่องออกกำลังกายชั้นดีราคาแพงแต่กลับไม่ค่อยได้เอาออกไปใช้จริงจัง

สำหรับผมแล้ว การปฏิบัติภาวนานั้นจะใช้เบาะใช้หมอนหรือไม่ใช้ก็ได้ครับ หากว่าเราใช้แล้วรู้สึกดีก็ใช้ไปเถอะ หากใช้แล้วเก้ๆ กังๆ ก็ไม่ต้องใช้ เท่านั้นเอง ถือเสียว่าเป็นสิ่งช่วยเสริมการเดินทางของเราที่จะเลือกเป็นตัวช่วยหรือไม่ก็ได้

แม้ว่าโลกสมัยใหม่จะวุ่นวายสับสน มีเรื่องราวรายรอบตัวที่ดึงดูดความสนใจ และหันเหพาเราออกไปจากการปฏิบัติ แต่ก็ให้เราได้ความรู้ที่ว่ายกก้นขึ้นหน่อยแล้วสามารถ "นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้จำเพาะหน้า" อย่างที่ควรทำได้ง่าย เราจะได้แต้มต่อสักหน่อยในการปฏิบัติ ชดเชยกับการต้องอยู่ในสภาพปัจจุบันก็คงไม่เห็นเป็นไรนัก จริงไหม!

25 February 2007

ละวางของหวง สลัดบ่วงของรัก


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550


“บ้าจัง ทำไมต้องให้แลกของขวัญอะไรอย่างนี้ด้วย”

“ของที่เรารักก็ต้องหมายถึงของที่เราทะนุถนอม หวงแหน ให้ตายเถอะ แล้วใครจะอยากเอามาให้คนอื่น ของบางอย่างที่เรารักมันอาจไม่มีค่า ดูไร้ประโยชน์ถ้าคนอื่นได้ไป ของรักของเราอาจเป็นขยะสำหรับเค้าก็ได้นี่”

นักศึกษาชายคนหนึ่งเขียนสะท้อนกิจกรรมที่เราทำ เขาพูดถึงหนังสือ “ไม่ธรรมดา” ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ หนังสือเล่มโปรดของเขา สภาพเงาวับใหม่เอี่ยม ปกหลังในมีลายเซ็นอันงดงามของผู้เขียน ที่เขาอุตส่าห์ไปต่อแถวยาวเหยียดในงานสัปดาห์หนังสือกว่าจะได้มา

เขาเล่าว่าก่อนมาเรียนได้ตื่นแต่เช้า บรรจงละเลียดตัวอักษรอันงามงดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะห่อด้วยใจสุดแสนเสียดายที่ต้องยกให้คนอื่นเสียแล้ว โธ่ ... ของชิ้นโปรดของเรา ต้องถึงคราบ๋ายบายแล้วหรือ

แต่ไม่ใช่เขาคนเดียวนะครับ ที่ได้ประสบการณ์เช่นนี้ ปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าของชั้นเรียนวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีนี้ เราอยากแลกของขวัญกัน ผมเลยเสนอไอเดียกิจกรรม “สละของรัก” ข้อตกลงของเราทั้งอาจารย์และศิษย์คือ พวกเราจะกลับไปค้นของในบ้านที่เราอาศัย หาของในเรือนใจ ที่จัดเป็น “ของรักของหวง” ที่สำคัญที่สุด (หรือเกือบที่สุด) มาแลกกัน โดยที่ผมอุบวิธีแลกกันเอาไว้ก่อน บอกแต่ว่านี่เป็นแบบฝึกหัดให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ยิ่งเขาเปิดใจ ยิ่งเขาจริงใจและจริงจังกับการเลือกเฟ้นเท่าไหร่ ผลของมันก็ยิ่งน่าสนใจมากเท่านั้น

พอถึงวันงาน แต่ละคนถือของที่ตนเตรียมมาด้วยท่าทีปะปนกันไป มีทั้งหน้าตางงๆ สงสัยว่าจะมาทำอะไร อย่างไรกัน และพวกแววตาละห้อย ชักไม่แน่ใจกับการตัดสินใจของตนเองว่าทุ่มทุนสร้างมากเกินไปหรือเปล่า

นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเอาตุ๊กตาหมีน้อยที่ตัวเองพาเข้านอนด้วยกัน กอดฝันอยู่ทุกคืนมาแลก แม้เธอจะบอกว่ามันดู “เน่า” หรือ “เยิน” จนใกล้หมดสภาพ แต่ด้วยร่วมทุกข์ร่วมสุขมานาน จึงรู้สึกใกล้ใจเสียเหลือเกิน ตอนเช้าก็เอามาลูบแล้วลูบอีก คุณแม่เห็นเข้าถามว่าจะเอาไปไหน พอบอกว่าจะเอาไปแลกกับเพื่อน คุณแม่ถึงขนาดถามว่าจะกล้าตัดใจได้ลงหรือลูก ที่พูดอยู่นี่ก็ยังกอดไม่ปล่อยเลยนะ

พวกเราเดินแลกของกันแบบเชื่อมั่นในการจัดสรรของจักรวาล เชื่อในปัญญากายของเรา ไม่ต้องคิดคาดเดา หรือพยายามให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงระฆัง พวกเราหยุดจับคู่แลกของสลับกับคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับกล่าวชื่นชมความดีของอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ ได้ฝึกสืบค้นและแบ่งปันด้านบวกของกันและกัน

รอบที่สองที่เราหยุดเดินและสลับแลกของกันอีกครั้ง พวกเราได้มีโอกาสกล่าวขอโทษ และให้อโหสิกรรมกับคู่ของเรา ได้เดินทางเข้าไปยังส่วนที่หลายๆ คนไม่ค่อยคุ้นเคย และยากจะเอ่ยเหลือเกิน

รอบสุดท้าย พวกเราแลกของที่เราถือในมือ พร้อมมอบพรปีใหม่ให้แก่กัน เป็นความปรารถนาดีที่สื่อสารด้วยทั้งวาจาและใจ

เรากลับมานั่งกันเป็นวงใหญ่ และแกะห่อเฉลยว่าใครได้ของรักจากใคร แต่ละคนต่างเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสิ่งของอันเป็นที่รัก ผมเองแม้เคยทำกิจกรรมนี้มาแล้ว แต่ทุกๆ ครั้งก็มีสิ่งน่าทึ่ง น่าประทับใจเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญของบางคนที่เลือกสละของรักอันมีตำแหน่งแห่งที่สำคัญในชีวิต ในใจของตน หรือความไว้วางใจกลุ่มจนเปิดเผยถึงชีวิตและการเดินทางที่ส่วนตัวมากๆ กับของรักของตน

รวมทั้งความ “บังเอิญ” ที่ดูเหมือนของนั้น “เลือก” คนที่จะรับ ไม่เพียงแต่คนให้มีโอกาสเลือกของเท่านั้น อย่างนักศึกษาหญิงนำตุ๊กตาหมีแสนรักมา เธอก็ได้ตุ๊กตาหมาที่เพื่อนรักของตนนอนด้วยทุกคืนไปกอดนอนแทน

หลังกิจกรรมหลายคนได้บันทึกเรื่องราวประสบการณ์การเดินทางด้านในของตนจากการละวางของรักสุดชีวิต อย่างเจ้าของหนังสือ “ไม่ธรรมดา” เล่าว่า “ด้วยความอยากให้กิจกรรมครั้งนี้ได้ประโยชน์กับเราจริงๆ ได้รู้จักการจากของที่เรารักบ้าง ... จึงไม่เอาของที่รักรองลงมา มาแทนของที่รักจริงๆ”

ไม่เพียงแต่พวกเขาได้สะท้อนถึงการเลือกสละของรัก แต่ยังได้เรียนรู้ถึงใจตนเองขณะที่แลกของกันว่า “เลือกของที่เรารักจริงๆ ได้ ก็พบกับความรู้สึกเสียดาย ต้องสู้กับความคิดข้ออ้างร้อยแปดที่จะไม่อยากเสียของที่รักไป”

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้สิ่งใด คือ การที่เขาได้เรียนรู้ว่าความคิดถึง ความห่วงหา ความรู้สึกเป็นจ้าวข้าวเจ้าของในสิ่งที่ดูว่ายิ่งใหญ่เสียจนปิ่มว่าจะขาดใจนั้น พอผ่านไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์ความรู้สึกก็ซาๆไป เหมือนอาทิตย์ยามเที่ยง พอคล้อยยามบ่าย ย้ายเข้ายามอัสดง ย่อมอ่อนแรงลงตามลำดับ ฉันใดก็ฉันนั้น

“ความรู้สึกของวันนั้นที่ได้ ยังคงจำได้ดีว่ารู้สึกเสียดาย ... ตอนนั้นพยายามเอาข้ออ้างดีๆ มาปลอบใจ ... ถึงตอนที่เขียนอยู่นี้ไม่รู้สึกเสียดายแล้ว” นักศึกษาคนเดียวกันบันทึกไว้

นี่อาจเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักศึกษาประทับใจที่สุดในวิชานี้ก็ได้ ประสบการณ์การมีสติ ตั้งใจที่จะละวางของหวง ปลดบ่วงของรักที่รัดรึงเราไว้ รู้จักทิ้งสัมภาระที่เราเที่ยวแบกไปไหนต่อไหนบ้างเสียที แบบฝึกหัดง่ายๆ แค่นี้ แต่หากคนที่ทำตั้งใจ ก็จะได้เรียนรู้มหาศาล ทำบ่อยๆ ชีวิตยิ่งเบาสบายขึ้น มีความพร้อมในการสละของที่สำคัญหรือคิดว่าสำคัญต่อเรามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

สิ่งนี้ก็เหมือนกับการเรียนรู้สำคัญๆ ในชีวิตที่ใครทำใครได้ เหมือนอาหารที่ว่าอร่อยวิเศษเพียงใด นั่งพูด นั่งพิจารณาเท่าใด ก็รับรู้ได้ไม่เท่ากับการลงมือชิมด้วยตนเอง ไม่มีใครกินหรือเรียนแทนใครได้

ของแบบนี้ใครสละของหวงได้ก่อน ก็หมดห่วงได้ก่อนเช่นกันจริงๆ

07 January 2007

พรปีใหม่: หัดทำอะไรเหมือนคนป่วย


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 7 มกราคม 2550


เพื่อนๆ บางคนบอกว่าผมมักมีของขวัญปีใหม่หรือพรปีใหม่ “แปลกๆ” อยู่เสมอ ไม่ทราบว่าจริงแค่ไหน และถ้าเป็นจริงจะเป็นเพราะเหตุใด หรือเป็นเพราะว่าผมเป็นคนแปลกๆ จริง?

หากจะบอกว่าผมเป็นคนที่แปลกกว่าชาวบ้านชาวช่องประชาชนคนทั่วไปตรงไหนมากที่สุด ก็อาจจะเป็นตรงที่ผม “ชอบป่วย” ไม่ใช่ชอบที่ร่างกายเจ็บป่วยนะครับ แต่ชอบความรู้สึก ชอบความรู้เนื้อรู้ตัวขณะป่วย จะป่วยเป็นอะไรก็ได้ จะปวดหัวตัวร้อน หรือเคล็ดขัดยอก หกล้ม กระดูกร้าวหรือเป็นแผลแค่นิดๆหน่อยๆ ถ้าจะไม่นับก็อาจมีแค่ตอนป่วยการเมืองเท่านั้น (ฮา)
ที่ผมชอบตอนป่วยนั้นใช่ว่าเพื่อจะได้หยุดงานอะไรหรอก แต่เพราะการป่วยเป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ดีเกี่ยวกับตนเองและของตนเองมากๆ ด้วยสาเหตุหลายประการ

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่เราป่วยนั่นคือ ร่างกายเราจะทำงานต่างจากเวลาปกติอย่างมากครับ ตัวอย่างเช่น หากเราติดเชื้อหวัด พวกเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันที่ปรกติอยู่กันเฉยๆ ก็ตื่นเต้นกันขึ้นมา พยายามวิ่งมาจับและทำลายเชื้อเหล่านี้ หากมีมากไปหรือทำลายไม่ได้ก็จะหลั่งสารพวกไซโตไคน์ทำให้เปิดวงจรอื่นๆอีก อาจยาวไปถึงสมองส่วนไฮโปทาลามัส ส่วนควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ที่เมื่อรับสัญญาณแล้วสั่งให้ร่างกายแสดงอาการ “เป็นไข้” ออกมา

แต่เอาละ ข้างในจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ข้างนอกที่เราเห็นหรือรู้สึกเป็นไข้ ก็เช่น ตัวร้อน หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ขึ้นสูงหน่อยก็อาจมีหนาวจนกล้ามเนื้อกระตุก บางทีนั่งๆ นอนๆ ก็หนาวขึ้นมาซะงั้น ต้องเอาผ้ามาห่ม ซักพักก็อาจเหงื่อแตกพลั่กๆ กลับไปร้อนเสียนั่น เราไม่สามารถควบคุมสั่งการอะไรร่างกายของตัวเราเองได้เลย

โถ ... ร่างกายของเราเองแท้ๆ ยังเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ บัดเดี๋ยวหนาว บัดเดี๋ยวร้อน ตัวเราไม่ใช่ของเรา เพราะเราสั่งมันไม่ได้จริงๆ บางทีก็ปวดเมื่อย ขยับนิดขยับหน่อยก็ปวดตุบๆ ให้ได้รู้สึก

ไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งเฉยๆดูอาการร่างกาย ผมว่าก็สนุกแล้ว

เหตุประการแรกที่การป่วยเป็นการเรียนรู้ที่ดี คือทำให้ได้มีสติรู้ตัว
เวลาป่วยนี้ความรู้สึกต่างๆ มันจะชัด มันจะสูงขึ้นอย่างมาก ทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็รู้ไปหมด ผมชอบความที่เราทำอะไรอย่างเดิมแล้วความรู้สึกมันเปลี่ยน แค่เดินเหมือนเดิม ก้าวซ้ายก้าวขวาเหมือนกันแต่กลับรู้สึกไม่เหมือนกับทุกวัน รู้สึกชัดไปหมดว่ากล้ามเนื้อตรงไหนบ้างที่แรงไปกดหรือทำให้มันยืด ตรงไหนของฝ่าเท้าบ้างที่น้ำหนักลง บางทีแค่เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำก็ยังรู้สึกตัว (เพราะเกิดอาการเจ็บ) นี่ก็แปลก ก็สนุก ก็น่าตามดูไปอีกแบบ

ต่างจากชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ของเราที่ทำไปโดยไม่รู้ตัว อย่างที่อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู บอกว่าเป็น “อัตโนมัติที่หลับใหล” ตัวอย่างเช่น ขณะเราเก็บของใส่กระเป๋ากลับบ้านจนแล้วเสร็จ แต่กลับจำไม่ได้เลยว่าใส่อะไรลงไปบ้าง บางทีกินข้าวจนหมดจาน แต่จำท่าทางการนั่งขณะกินว่าเป็นอย่างไรไม่ได้เลย รสชาติอาหารเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ หรือบางคนอาจคุ้นเคยกับความเซ็งที่ต้องเดินกลับไปที่รถที่เพิ่งจอดไปแล้ว เพราะไม่แน่ใจต้องไปตรวจดูอีกทีว่าปิดล็อคประตูรถหรือยัง

แล้วก็ไม่ใช่แค่ความรู้สึกทางกายที่ไม่เหมือนเดิม วิธีคิดของเรายังไม่เหมือนเดิมอีก กิจกรรมเดิมๆ แต่ให้ความรู้สึกทางใจก็เปลี่ยนไป เช่น อารมณ์อาจจะอ่อนไหวหรือมั่นคงขึ้น คำถามอย่างหนึ่งหากถามยามปรกติกับยามป่วยอาจได้คำตอบไม่เหมือนกัน นี่ก็ทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วความคิดของเราก็มีความยืดหยุ่น ไม่ได้แข็งๆ ต้องตอบสนองในร่องเดิมๆ เท่านั้น เป็นบทพิสูจน์ว่าเรามีความสามารถที่จะออกแบบชีวิตตนเองได้ ไม่หลงไปบอกกับตัวเองผิดๆ ว่า “ฉันก็เป็นคนอย่างนี้แหละ เปลี่ยนไม่ได้หรอก”

ประการที่สอง การป่วยทำให้ได้ลองมีชีวิตที่เนิบช้า ด้วยว่าขณะป่วยทำให้เราต้องทำอะไรช้าๆ อย่าว่าแต่วิ่งขึ้นลงบันไดไม่ได้เลย บางทีเดินก็ยังจะไม่ไหว คิดก็ไม่ค่อยทัน กินยังต้องกินช้าๆ ไม่สามารถ “เอา” แต่ใจตัวเองได้ เพราะร่างกายเขาไม่ “เอา” กับเราด้วย แค่คิดได้ วางใจ ไม่คิดจะ “เอา” มันก็สุขแล้วละครับ

ถ้าเราทำใจไม่ได้ ไม่รับฟังร่างกายของเรา ทั้งที่พยายามบอกเราว่าให้ทำอะไรช้าลงบ้างนะ มันทำจะไม่ไหวแล้ว (โว้ย) เราก็อาจจะต้องกลุ้มใจลนลานไปมีชีวิตอยู่กับอดีต (เช่น แหมไม่น่าไปเที่ยวเลย ดูซิติดหวัดมาจนได้) หรือมีชีวิตอยู่ในอนาคต (เช่น ตายละวา มีนัดสำคัญด้วยจะทำไงดี)

แต่ถ้าเราไม่ “วางจิตผิดที่” อยู่กับปัจจุบัน ลองฟังสิ่งที่ร่างกายเขาพยายามบอกกับเรา เราจะได้รู้อะไรดีๆ เยอะเลย หากเป็นโรคที่ไม่รุนแรงบางทีก็ลองไม่กินยาดูบ้าง ให้เราหายเอง เชื่อในศักยภาพของชีวิตเรา พักผ่อนเพียงพอ เป็นกำลังใจให้ร่างกายหายป่วย เฝ้าดูใจเราที่เดินทางไปกับร่างกายเราที่ค่อยๆ บรรเทาขึ้นมาตามลำดับ แต่เดี๋ยวนี้คนกินยากันเยอะแยะ แถมต้องกินประเภทที่แรงๆ จะได้หายไวๆ เลยไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเราเสียเท่าไหร่

เวลาป่วย ไหนๆ ก็ไปทำงานไม่ได้ ต้องนั่งๆ นอนๆ ก็ลองเฝ้าดูตัวเรา ดูใจเราก็สนุกดีครับ เวลาถูกขัดใจ ที่ทำอะไรไม่ได้ดังใจ นึกถึงคำของท่านอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ที่กล่าวไว้อย่างเรียบง่ายและงดงามว่า “เมื่อรู้สึกขัดใจ ต้องขัดที่ใจ” นอนอยู่ไม่มีอะไรทำก็ดูจิตทำความสะอาจใจไปเรื่อยๆ ก็ดีนะครับ

ช่วงหลังแวดวงหนังสือก็มีผลงานที่น่าสนใจหลายเล่มเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างประณีตอย่างเช่น ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา (Timeless Simplicity) ที่จอห์น เลน ผู้ร่วมก่อตั้งวิทยาลัยชูมาร์กเกอร์ (ตามชื่อผู้เขียน Small Is Beautiful ซึ่งแปลเป็นไทยว่า จิ๋วแต่แจ๋ว หรือ เล็กนั้นงาม) เขียนถึงการมีชีวิตที่สร้างสรรค์ได้ง่ายๆ ด้วยการลงมือทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยตนเอง ลดการพึ่งพา แสวงหาสารัตถะในชีวิตที่เรียบง่ายแต่รุ่มรวย, หนังสือ เร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น (In Praise of Slowness) ที่แบ่งปันเรื่องเล่า ข้อมูลงานวิจัยที่ชวนตั้งคำถามกับคุณค่าของการเร่งรีบทำกิจกรรมที่เป็นสุนทรียภาพแห่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการงาน การกิน พักผ่อน ออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งเซ็กซ์, หรือ เงินหรือชีวิต (Your Money or Your Life) หนังสือขายดิบขายดีในหมู่ผู้บริหารที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต และอีกหลายเล่ม หนังสือเหล่านี้ช่วยให้เราได้ปรับลดเกียร์ให้ต่ำลง แวะชมความงามของชีวิตและธรรมชาติบ้าง ไม่ใช่ใส่เกียร์ห้าวิ่งตะบึงไปข้างหน้าแต่อย่างเดียว

ประการที่สาม การป่วยได้ให้ข้อสรุปที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือ การ “ยอม” ยอมรับว่าเราก็ไม่ใช่ (และไม่จำเป็นต้องใช่) คนแข็งแรงเสมอไป ยอมรับว่าโลกนี้เป็นโลกของความสัมพันธ์ เราไม่ได้อยู่คนเดียวและไม่สามารถอยู่คนเดียว ยอมรับที่จะรับความปรารถนาดีของผู้อื่น ยอมรับว่าเงินนั้นแม้จะซื้ออะไรหลายๆ อย่างได้ แต่ก็ไม่ได้ซื้อได้ซะทุกอย่าง บางทีพอได้นึกอย่างนี้ก็สบายใจอย่างยิ่ง

ประการสุดท้าย การป่วยไม่ว่าเล็กน้อยหรือใหญ่โตก็ถือเป็นแบบฝึกหัดสำคัญระหว่างการเดินทางของชีวิต ให้เราได้เตรียมพร้อมกับการสอบไล่ครั้งสำคัญที่สุด เมื่อยามต้องทิ้งร่างนี้ไป การสอบที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่ จะพร้อมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเรารู้ว่าเราอยากจะตายอย่างไร เราก็จะรู้ว่าเราควรจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร

การป่วยที่ทำให้เราได้เข้าใจและยอมรับความจริงของชีวิตตามธรรมดาธรรมชาติ ได้มีสติรู้ตัว อยู่กับปัจจุบัน ทำอะไรให้ช้าลง ทำแต่ละอย่างก็รู้เนื้อรู้ตัวไปด้วยแบบเป็นธรรมชาติ นี้ถือเป็นของขวัญชิ้นงามจากธรรมชาตินะครับ บางคนต้องไปฝึกตั้งนานสองนาน บางคนต้องไปสมัครเข้าเรียนในคอร์สฝึกอบรมต่างๆ หลายๆ ครั้งละหลายๆ วัน กลับมาแล้วก็ยังทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ว่านี่ป่วยอยู่เฉยๆ ก็สามารถทำได้ ถ้าไม่เรียกว่า Blessing in disguise (พรจำแลง) จะเรียกว่าอะไร?

18 June 2006

เหตุเกิด ณ พื้นที่เสี่ยง ... ที่ขอบแห่งพรมแดนความรู้


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2550


ในสถานการณ์หนึ่ง แต่ละคนจะเรียนรู้ได้เร็วช้าต่างกัน ทว่าหากสถานการณ์เก่าภาวะเดิมนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะใหม่ อาจกลายเป็นว่าคนที่เคยเรียนรู้ได้ช้ากลับสามารถเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี สาเหตุเพราะว่าเราแต่ละคนนั้นมีศักยภาพ มีความสามารถและรูปแบบในการเรียนรู้ได้แตกต่างกันในภาวะที่ต่างกันออกไป

การเรียนการสอนในห้องเรียนโดยปกติทั่วไป เรามักจะจัดแบบเหมาโหล เปรียบเทียบกับการตัดเย็บเสื้อผ้าก็คือ ตัดเสื้อขนาดเดียวแต่ให้ใช้สำหรับทุกคน หรือที่ฝรั่งเรียกว่าเป็นแบบที่ตัดคุ้กกี้ (Cookie cutter) เพราะมีพื้นฐานแนวคิดความเชื่อว่าผู้เรียนแต่ละคน (อันเปรียบเสมือนคุ้กกี้แต่ละชิ้นที่ผลิตออกมาจากที่ตัดอันเดียวกัน) เหมือนกันหมดทุกประการไม่ว่าจะเป็นความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ความสามารถ หรือความสนใจ

แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ อย่าว่าแต่สำหรับห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่งหรือนักเรียนกลุ่มหนึ่งเลย ลำพังเพียงเราแต่ละคนก็ยังมีความพร้อมไม่เหมือนกันในการเรียนเรื่องเดียวกันในเวลาต่างกัน

การเรียนการสอนในปัจจุบันโดยมากนั้นเป็นกระบวนการที่มีรูปแบบเดียว จึงต้องพยายามสร้าง “บทเรียน” อันมีลักษณะกลางๆ เหมือนกับสอนตรงค่าเฉลี่ย ให้ผู้เรียนส่วนใหญ่หรือผู้เรียนทั้งหมดในห้องเรียนพอจะรับได้ พอจะเข้าใจได้ บทเรียนหรือความรู้นั้นจึงต้องเป็นเรื่องราวเป็นชุดประสบการณ์ที่แบนๆ เรียบๆ ไม่ค่อยมีหลายมิติเท่าไหร่นัก ว่าด้วยเนื้อหาใจความสำคัญหลัก ทำให้รูปแบบของกระบวนการเรียนที่ปรากฏคือ มีผู้สอนยืนบรรยายเนื้อหาความรู้หน้าชั้น และผู้เรียนก็ได้รับประสบการณ์คล้ายๆ กัน คือนั่งตาปรือ ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง

สถาบันการศึกษาทั่วไปมักเป็นการนำเสนอบทเรียนที่มีลักษณะกลางๆ เป็นเนื้อหาความรู้ว่าด้วยเทคนิควิชาอันเป็นเรื่องนอกตัวผู้เรียน แต่ละวันถูกนำเสนอโดยไม่สนใจว่าผู้เรียนอยู่ในภาวะเช่นไร จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ผู้เรียนไม่รู้สึกว่าความรู้ที่ได้มีความสัมพันธ์และสำคัญกับตัวเองแต่อย่างไร

แต่นั่นคือปัจจุบันที่กำลังจะเป็นอดีต

ทิศทางและความก้าวหน้าในเรื่องการเรียนรู้ของโลกยุคปัจจุบันมุ่งไปสู่การพัฒนาสมดุลของการเรียนรู้ภายนอกตัวกับในตัว กล่าวคือ หลอมรวมความรู้นอกกายนอกตัวเข้ากับการเรื่องรู้กายรู้ใจตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่ได้ชื่อว่าจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) โดยให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับภาวะและพื้นที่ของแต่ละคน

หนึ่งในความเชื่อพื้นฐานของการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษาคือ คนเราแต่ละคนมีการเรียนรู้ต่างกันในภาวะที่ต่างกัน และภาวะที่ต่างกันนี้ก็เป็นความต่างจากมุมมองของความคุ้นเคยหรือความปลอดภัยของแต่ละบุคคลด้วย ภาวะดังว่านี้อาจแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ พื้นที่สบาย (comfort zone) เป็นภาวะที่เรารู้สึกคุ้นเคย ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายและปลอดภัย (“พื้นที่การเรียนรู้” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่พื้นที่ทางกายภาพแต่อย่างเดียว อาจเป็นรูปแบบหรือลักษณะของกิจกรรมหรืออื่นๆ) ระดับต่อมาคือ พื้นที่เสี่ยง (risk zone) เป็นภาวะที่เรารู้สึกระแวดระวัง รู้สึกถึงความสุ่มเสี่ยง ไม่มีความคุ้นเคย แต่ยังถือว่าพอรับได้ และระดับสุดท้ายคือ พื้นที่อันตราย (danger zone) เป็นภาวะที่เรารู้สึกไม่มีความปลอดภัย

ในพื้นที่สบายนั้น ย่อมแน่นอนว่ามนุษย์เราสามารถเรียนรู้บางอย่างได้ดี แต่ก็มักจะเป็นความรู้คนละชุดกันกับความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่อันตราย การมีสติอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือในพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคงนี้เองจะทำให้เรามีโอกาสการเรียนรู้มาก โดยเฉพาะการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเรา หรือความเป็นตัวเราเอง

ฉะนั้น สำหรับการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษาแล้ว สิ่งที่เป็นไปได้ไม่ยากนัก คือการจัดสภาพแวดล้อมหรือบทเรียนที่แม้จะเป็นรูปแบบเดียว แต่มีหลายมิติ สภาพการณ์ดังว่าจึงเป็นภาวะที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน และภาวะที่ต่างกันทำให้มีความหมายต่อผู้เรียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยต่างคนก็สามารถออกแบบหรือจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับตนเองได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น การฝึกอบรมของ Earth Expeditions ซึ่งมหาวิทยาลัยไมอามี่ ที่สหรัฐอเมริกา ได้ส่งครูชาวอเมริกันสิบกว่าคนมาเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และทางผู้จัดในไทย (ได้แก่ สถาบันขวัญเมือง มูลนิธิโลกสีเขียว และมหาวิทยาลัยมหิดล) ได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ทางจิตตปัญญา (Contemplative Learning) เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน

กล่าวคือ ในกระบวนการทั้งหมดเราได้สนับสนุนเชื้อเชิญให้ผู้เรียนได้มีสติอยู่กับตัวเอง อยู่กับใจ อยู่กับความรู้สึกของตนเอง จากนั้นก็เชิญชวนให้แต่ละคนก้าวออกมาจากพื้นที่ที่คุ้นเคยเดิม ตามที่ตนเองได้มีโอกาสเลือกเอง ไม่ควบคุมบังคับ

หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นคือการให้โอกาสแต่ละคนได้อยู่คนเดียวในป่าธรรมชาติที่ดอยเชียงดาว กิจกรรมนี้ได้เกิดผลต่อผู้เรียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนรู้สึกเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ เรียกว่าอยู่กลางพื้นที่ปลอดภัยหรืออยู่ในภาวะสบายเลย ในขณะที่อีกหลายคนกลับรู้สึกว่าตนเองออกไปอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงหรือภาวะเสี่ยงเต็มๆ เกือบจะพลัดเข้าไปสู่ภาวะอันตรายเสียด้วยซ้ำ แต่ละคนได้เลือกว่าออกไปไกลหรือนานเท่าใดจึงจะเป็นการออกจากภาวะหรือพื้นที่สบาย ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยไม่ใช่พื้นที่อันตราย (จนเกินไป)

ยิ่งกิจกรรมนี้ผนวกด้วยการเชิญชวนให้ไม่เอาอะไรไปทำในป่า เช่น ไม่เอาหนังสือไปอ่าน หรือไม่เอาบันทึกไปจด หรือไม่เอาอาหารไปกิน ... การอยู่ว่างๆโดยไม่ทำอะไรนี่ก็เช่นกัน เป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปากสำหรับบางคน แต่ถึงขนาดเข็นครกขึ้นภูเขาสำหรับคนอื่นๆ

สิ่งที่พบหลังจากแต่ละคนกลับออกมา หลายคนสะท้อนความเห็นออกมาอย่างไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมง่ายๆ เท่านี้จะทำให้เขาได้ค้นพบตัวเอง รู้จิตรู้ใจตัวเอง และเห็นศักยภาพของตนเองมากขึ้น

การเรียนรู้เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคนิควิธีการเรียนรู้ที่จะนำพามาบอกเล่าในพื้นที่คอลัมน์นี้ (ที่จะพบกันทุกวันอาทิตย์) ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแวดวงของการเรียนรู้ทั้งไทยและเทศ เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่อยู่ที่พรมแดนความรู้ในเรื่องของการเรียนรู้ อาจเป็นเทคนิควิธีแบบใหม่และอาจเป็นการให้ความหมายใหม่กับเทคนิควิธีการเรียนการสอนแบบเดิม เพื่อขยายมุมมองของเราทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น