25 February 2007
ละวางของหวง สลัดบ่วงของรัก
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550
“บ้าจัง ทำไมต้องให้แลกของขวัญอะไรอย่างนี้ด้วย”
“ของที่เรารักก็ต้องหมายถึงของที่เราทะนุถนอม หวงแหน ให้ตายเถอะ แล้วใครจะอยากเอามาให้คนอื่น ของบางอย่างที่เรารักมันอาจไม่มีค่า ดูไร้ประโยชน์ถ้าคนอื่นได้ไป ของรักของเราอาจเป็นขยะสำหรับเค้าก็ได้นี่”
นักศึกษาชายคนหนึ่งเขียนสะท้อนกิจกรรมที่เราทำ เขาพูดถึงหนังสือ “ไม่ธรรมดา” ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ หนังสือเล่มโปรดของเขา สภาพเงาวับใหม่เอี่ยม ปกหลังในมีลายเซ็นอันงดงามของผู้เขียน ที่เขาอุตส่าห์ไปต่อแถวยาวเหยียดในงานสัปดาห์หนังสือกว่าจะได้มา
เขาเล่าว่าก่อนมาเรียนได้ตื่นแต่เช้า บรรจงละเลียดตัวอักษรอันงามงดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะห่อด้วยใจสุดแสนเสียดายที่ต้องยกให้คนอื่นเสียแล้ว โธ่ ... ของชิ้นโปรดของเรา ต้องถึงคราบ๋ายบายแล้วหรือ
แต่ไม่ใช่เขาคนเดียวนะครับ ที่ได้ประสบการณ์เช่นนี้ ปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าของชั้นเรียนวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีนี้ เราอยากแลกของขวัญกัน ผมเลยเสนอไอเดียกิจกรรม “สละของรัก” ข้อตกลงของเราทั้งอาจารย์และศิษย์คือ พวกเราจะกลับไปค้นของในบ้านที่เราอาศัย หาของในเรือนใจ ที่จัดเป็น “ของรักของหวง” ที่สำคัญที่สุด (หรือเกือบที่สุด) มาแลกกัน โดยที่ผมอุบวิธีแลกกันเอาไว้ก่อน บอกแต่ว่านี่เป็นแบบฝึกหัดให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ยิ่งเขาเปิดใจ ยิ่งเขาจริงใจและจริงจังกับการเลือกเฟ้นเท่าไหร่ ผลของมันก็ยิ่งน่าสนใจมากเท่านั้น
พอถึงวันงาน แต่ละคนถือของที่ตนเตรียมมาด้วยท่าทีปะปนกันไป มีทั้งหน้าตางงๆ สงสัยว่าจะมาทำอะไร อย่างไรกัน และพวกแววตาละห้อย ชักไม่แน่ใจกับการตัดสินใจของตนเองว่าทุ่มทุนสร้างมากเกินไปหรือเปล่า
นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเอาตุ๊กตาหมีน้อยที่ตัวเองพาเข้านอนด้วยกัน กอดฝันอยู่ทุกคืนมาแลก แม้เธอจะบอกว่ามันดู “เน่า” หรือ “เยิน” จนใกล้หมดสภาพ แต่ด้วยร่วมทุกข์ร่วมสุขมานาน จึงรู้สึกใกล้ใจเสียเหลือเกิน ตอนเช้าก็เอามาลูบแล้วลูบอีก คุณแม่เห็นเข้าถามว่าจะเอาไปไหน พอบอกว่าจะเอาไปแลกกับเพื่อน คุณแม่ถึงขนาดถามว่าจะกล้าตัดใจได้ลงหรือลูก ที่พูดอยู่นี่ก็ยังกอดไม่ปล่อยเลยนะ
พวกเราเดินแลกของกันแบบเชื่อมั่นในการจัดสรรของจักรวาล เชื่อในปัญญากายของเรา ไม่ต้องคิดคาดเดา หรือพยายามให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงระฆัง พวกเราหยุดจับคู่แลกของสลับกับคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับกล่าวชื่นชมความดีของอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ ได้ฝึกสืบค้นและแบ่งปันด้านบวกของกันและกัน
รอบที่สองที่เราหยุดเดินและสลับแลกของกันอีกครั้ง พวกเราได้มีโอกาสกล่าวขอโทษ และให้อโหสิกรรมกับคู่ของเรา ได้เดินทางเข้าไปยังส่วนที่หลายๆ คนไม่ค่อยคุ้นเคย และยากจะเอ่ยเหลือเกิน
รอบสุดท้าย พวกเราแลกของที่เราถือในมือ พร้อมมอบพรปีใหม่ให้แก่กัน เป็นความปรารถนาดีที่สื่อสารด้วยทั้งวาจาและใจ
เรากลับมานั่งกันเป็นวงใหญ่ และแกะห่อเฉลยว่าใครได้ของรักจากใคร แต่ละคนต่างเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสิ่งของอันเป็นที่รัก ผมเองแม้เคยทำกิจกรรมนี้มาแล้ว แต่ทุกๆ ครั้งก็มีสิ่งน่าทึ่ง น่าประทับใจเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญของบางคนที่เลือกสละของรักอันมีตำแหน่งแห่งที่สำคัญในชีวิต ในใจของตน หรือความไว้วางใจกลุ่มจนเปิดเผยถึงชีวิตและการเดินทางที่ส่วนตัวมากๆ กับของรักของตน
รวมทั้งความ “บังเอิญ” ที่ดูเหมือนของนั้น “เลือก” คนที่จะรับ ไม่เพียงแต่คนให้มีโอกาสเลือกของเท่านั้น อย่างนักศึกษาหญิงนำตุ๊กตาหมีแสนรักมา เธอก็ได้ตุ๊กตาหมาที่เพื่อนรักของตนนอนด้วยทุกคืนไปกอดนอนแทน
หลังกิจกรรมหลายคนได้บันทึกเรื่องราวประสบการณ์การเดินทางด้านในของตนจากการละวางของรักสุดชีวิต อย่างเจ้าของหนังสือ “ไม่ธรรมดา” เล่าว่า “ด้วยความอยากให้กิจกรรมครั้งนี้ได้ประโยชน์กับเราจริงๆ ได้รู้จักการจากของที่เรารักบ้าง ... จึงไม่เอาของที่รักรองลงมา มาแทนของที่รักจริงๆ”
ไม่เพียงแต่พวกเขาได้สะท้อนถึงการเลือกสละของรัก แต่ยังได้เรียนรู้ถึงใจตนเองขณะที่แลกของกันว่า “เลือกของที่เรารักจริงๆ ได้ ก็พบกับความรู้สึกเสียดาย ต้องสู้กับความคิดข้ออ้างร้อยแปดที่จะไม่อยากเสียของที่รักไป”
สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้สิ่งใด คือ การที่เขาได้เรียนรู้ว่าความคิดถึง ความห่วงหา ความรู้สึกเป็นจ้าวข้าวเจ้าของในสิ่งที่ดูว่ายิ่งใหญ่เสียจนปิ่มว่าจะขาดใจนั้น พอผ่านไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์ความรู้สึกก็ซาๆไป เหมือนอาทิตย์ยามเที่ยง พอคล้อยยามบ่าย ย้ายเข้ายามอัสดง ย่อมอ่อนแรงลงตามลำดับ ฉันใดก็ฉันนั้น
“ความรู้สึกของวันนั้นที่ได้ ยังคงจำได้ดีว่ารู้สึกเสียดาย ... ตอนนั้นพยายามเอาข้ออ้างดีๆ มาปลอบใจ ... ถึงตอนที่เขียนอยู่นี้ไม่รู้สึกเสียดายแล้ว” นักศึกษาคนเดียวกันบันทึกไว้
นี่อาจเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักศึกษาประทับใจที่สุดในวิชานี้ก็ได้ ประสบการณ์การมีสติ ตั้งใจที่จะละวางของหวง ปลดบ่วงของรักที่รัดรึงเราไว้ รู้จักทิ้งสัมภาระที่เราเที่ยวแบกไปไหนต่อไหนบ้างเสียที แบบฝึกหัดง่ายๆ แค่นี้ แต่หากคนที่ทำตั้งใจ ก็จะได้เรียนรู้มหาศาล ทำบ่อยๆ ชีวิตยิ่งเบาสบายขึ้น มีความพร้อมในการสละของที่สำคัญหรือคิดว่าสำคัญต่อเรามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
สิ่งนี้ก็เหมือนกับการเรียนรู้สำคัญๆ ในชีวิตที่ใครทำใครได้ เหมือนอาหารที่ว่าอร่อยวิเศษเพียงใด นั่งพูด นั่งพิจารณาเท่าใด ก็รับรู้ได้ไม่เท่ากับการลงมือชิมด้วยตนเอง ไม่มีใครกินหรือเรียนแทนใครได้
ของแบบนี้ใครสละของหวงได้ก่อน ก็หมดห่วงได้ก่อนเช่นกันจริงๆ
11 February 2007
โอ้ โซ โฮโม! (Oh so Homo!)
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Happiness
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550
แหม ... ใกล้เทศกาลวาเลนไทน์ มาตั้งชื่อบทความแบบนี้ หลายคนอาจคิดว่ากำลังจะเล่าเรื่อง “ชาวโฮโม” โดยเฉพาะ เปล่าครับ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้งชาวรักร่วมเพศและชาวรักไม่ร่วมเพศ (ฮา) นะครับ
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสเข้าอบรม ทรานฟอร์เมชั่นเกม (The Transformation Game) ซึ่งเป็นเกมที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยมูลนิธิฟินด์ฮอร์น (Findhorn Foundation) ตั้งอยู่ในชุมชนชื่อเดียวกัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ ที่ทำงานบนพื้นฐานของการดูแลและการก่อประกอบโลกร่วมกับธรรมชาติ
กิจกรรมเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักตนเองและเพื่อนร่วมการอบรมอย่างลึกซึ้ง อันเป็นก้าวแรกของการยอมรับและความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองโดยพื้นฐาน ขึ้นสู่ภาวะ สภาพ หรือคุณภาพใหม่ที่เราปรารถนา
พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเรา ทั้งในส่วนที่เป็นเหมือนเพื่อนเก่าเรารู้จักดี ส่วนที่เป็นคนรู้จักใหม่ที่ไม่คุ้นเคย หรือแม้กระทั่งส่วนที่คล้ายคนที่เราเหม็นขี้หน้ายากจะยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรา แต่ละคนได้รับโอกาสให้ทำการบ้านแก้โจทย์ชีวิตเท่าที่ตนเองยินดีและยินยอมพร้อมใจ
ด้วยความที่เราเป็นกลุ่มที่สนใจเรื่องการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม (หรือจิตตปัญญาศึกษา) จึงมีคนสนใจโจทย์การปฏิบัติภาวนา การค้นหาและก้าวข้ามอุปสรรคต่อการมีสันติในเรือนใจ หรือการเข้าสู่สภาวะศิโรราบอย่างสมบูรณ์ (total surrender) แต่ก็มีหลายคนที่สนใจเรื่องความรักและความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับตนเอง กับเพื่อนร่วมงาน กับครอบครัว พ่อแม่ สามีภรรยา หรือกับลูกๆ กับคนที่เราแคร์เขา หรือคนที่เขาแคร์เรา รวมไปถึงความสัมพันธ์ต่อภาวะหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา ไม่ว่าจะเรียกว่าพระเจ้า เทพ หรือกฎแห่งธรรมชาติก็ตาม
เราพบว่าหลายครั้งที่เราติดแหง็ก ติดหนึบอยู่กับปัญหา เพราะไม่ให้อภัยตนเอง เกลียดตนเอง รับตนเองไม่ได้เพราะรักตนเองไม่ได้ หรือรักตนเองไม่ได้เพราะรับตนเองไม่ได้ บ่อยครั้งเราไม่สามารถยอมรับตนเองได้ที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างในอดีตที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เป็นปมที่คอยดึงความสนใจและทำให้เราสูญเสียพลังที่จะใส่ใจกับเรื่องที่สำคัญจริงๆ ต่อชีวิตของเรา
ผมเองนั้นเชื่อพันเปอร์เซ็นต์ว่ามนุษย์ทุกคน ... ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว เลือกสิ่งที่ตนเองคิดว่าเหมาะที่สุด ดีที่สุด สำหรับตัวเขา ณ ขณะที่ตัดสินใจเสมอ ทุกครั้ง ... ไม่เว้นแม้แต่ครั้งเดียว
นักสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์อาจบอกว่าคล้ายคลึงกับแนวคิด Homo economicus ของพาเรโต นักสังคมและปรัชญาชาวอิตาเลียน ที่ว่ามนุษย์จะทำสิ่งที่มีผลให้ตนเองได้รับสวัสดิภาพหรือความพอใจสูงสุด บนพื้นฐานข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและข้อจำกัดต่างๆ ของความสามารถของตนเองที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นๆ แนวคิดนี้เชื่อว่ามนุษย์ “มีเหตุมีผล” ในแง่ว่าจะเลือกทางไปถึงจุดหมาย ณ เวลานั้นๆ ได้ง่ายที่สุด แต่ก็มีนักสังคมศาสตร์หลายคนว่ามนุษย์เราไม่ได้ตัดสินใจอย่างที่อยากทำ โดยใช้ตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยเจตจำนงอิสระเสมอไป เพราะยังมีแรงกดดันจากสังคม เช่นค่านิยมต่างๆ จึงเสนอว่าเราเป็น Homo sociologicus ต่างหาก อืมม์ ก็คิดต่อกันไปได้เรื่อยๆ นะครับ
จริงไหมครับที่ว่า เราตัดสินใจเลือกสิ่งที่เราเข้าใจ/เชื่อ/คิดว่าดีที่สุดสำหรับเรา ณ เวลาหนึ่งๆ เสมอ ถ้าไม่เชื่อลองนึกว่ามีครั้งไหนไหมที่ท่านเลือกทางที่ดีเป็นอันดับสองแทนที่จะเลือกทางที่ดีที่สุด? แม้กระทั่งสถานการณ์ที่เราแอบหรือนึกได้มาเปลี่ยนใจเลือกอีกอย่างหนึ่งในวินาทีสุดท้าย ไอ้ที่เราได้ตกลงปลงใจเลือกไปก็เพราะตอนนั้นเราคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว
แน่นอน ใช่ว่าเลือกแล้วจะได้ผลที่เราคิดว่าดีที่สุดต่อเราเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นต่อสุขภาพ ต่อสถานภาพทางการเงิน หรือต่อความสัมพันธ์ของเรา
มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปติดอยู่กับอดีต คร่ำครวญ พิรี้พิไรรำพึงรำพันว่าโธ่ถัง รู้งี้ไม่ตัดสินใจทำอย่างนั้นดอก เพราะเราย้อนอดีตไปไม่ได้ และถึงย้อนไปได้เป็นคนเดิม ในสถานการณ์เดิม เราก็ยังจะเลือกอย่างเดิมอีกแหละ เพราะมันดีที่สุดแล้วตอนนั้น (นี่หว่า)
“ได้คิด” ดังนี้ พวกเราหลายคนที่ร่วมกิจกรรมก็ “คิดได้” และปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการของการตัดสินใจที่ “คิดว่า” ผิดพลาดในอดีต และยกโทษให้ตนเอง จะบอกว่ายกโทษหรือให้อภัยตนเองก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะพอเรารู้ว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้วตอนนั้น กลับไปอีก ก็ทำอย่างนั้นอีก เราก็เลิก “กล่าวโทษ” ตัวเราในอดีต จึงไม่ต้อง “ยกโทษ” ให้ใครเหมือนกัน และสามารถหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด คือ ปัจจุบันขณะ
พอเราออกจากจองจำของอดีตได้ เราก็มีดวงตาที่แจ่มใสขึ้น สามารถมองเห็นโอกาสในการจัดการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองในปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องไปเสียเวลามะงุมมะงาหรากับเรื่องของอดีต
บอกตัวเองว่าวาเลนไทน์นี้จะเริ่มเชื่อมั่นในตัวของเรา รักตัวเองให้เป็น อันจะทำให้รักคนอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น สมกับเป็นมนุษย์ผู้มีปัญญา เพราะเราต่างก็เป็น โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) อันแปลตามอักษรว่า มนุษย์ผู้ฉลาด ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือเป็นโฮโม อีโคโนมิคัส, โฮโม โซซิโอโลจิคัส หรือโฮโมอะไรก็แล้วแต่ :-)
03 February 2007
เร่งให้ช้า
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550
การประชุมจิตวิวัฒน์เดือนมกราคมเปิดศักราชใหม่ปี ๒๕๕๐ นี้ เป็นครั้งที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุดครั้งหนึ่ง พวกเราได้รับฟังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรสองกลุ่ม คือ รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ร่วมกันผลักดันโครงการจัดตั้งศูนย์จิตตปัญญาศึกษา และอีกท่านหนึ่งคือ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ ทั้งสองโครงการต่างมุ่งสู่การยกระดับจิตวิญญาณเช่นเดียวกัน หากงานแรกเน้นที่ระบบอุดมศึกษา ส่วนอีกงานนั้นเน้นสร้างรูปธรรมให้เกิดขึ้นในระบบบริการทางการแพทย์
สมาชิกจิตวิวัฒน์ล้วนแสดงความชื่นชมและให้ความเชื่อมั่นต่อโครงการทั้งสองว่าเป็นงานที่ดี เป็นงานที่งาม จะช่วยผลักดันให้เกิดสิ่งดีงามและการปฏิวัติทางจิตวิญญาณขึ้นในสังคมได้
หลายท่านยังแสดงความห่วงใยและให้ข้อแนะนำต่อกิจกรรมที่โครงการวางแผนไว้ว่าจะเคลื่อนให้บังเกิดผลต่อสังคมวงกว้าง หรืองานใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลากำหนด ดังเช่นการจัดทำหลักสูตรและเปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโท
ทว่าทัศนะการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวของ นพ.ประสาน ต่างใจ ดูจะแตกต่างจากทัศนะของ อ.เอกวิทย์ ณ ถลาง ราวกับยืนอยู่กันคนละมุม
อ.เอกวิทย์ ท่านเน้นย้ำหลายครั้งว่า สำหรับงานที่ว่าด้วยการพัฒนาและบ่มเพาะชีวิตด้านในแล้วนั้น ทางคณะผู้ทำงานต้อง “คิดนอกกรอบ” เนื่องจากกรอบวิธีคิดทั่วไปที่เราใช้ในการเรียนการสอนและการบริหารงานนั้นอยู่บนคนละฐานกัน ที่สำคัญท่านได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยว่า “ระวังอย่าให้ขยายตัวเร็วเกินไป” พึงระแวดระวังจะเกิดเป็นเพียงปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟาง เหมือนเรื่องดีๆ อื่นๆ ในประเทศไทย ที่ถูกจุดประกายขึ้นชั่ววูบและดับลับหายไปในโครงสร้างอำนาจและระบบราชการ
อาจารย์ท่านเปรียบเปรยไว้อย่างน่าฟังว่า “อย่าโตเร็วนัก” คือการรู้จักจำกัดตัวเอง เหมือนดั่งของดีหรือไม้แก่น ไม้เนื้อแข็งอื่นๆ ต้องผ่านการเคี่ยวกรำตนเองจนได้แก่นที่แข็งแรง ต่างจากไม้ที่โตเร็วแต่เปราะและหักโค่นง่าย การทำงานก็เช่นกัน เมื่อไม้ลงรากฝังลึกและมีแก่นแกนเข้มแข็งแล้วจึงขยายดอกออกผลไปสู่บ้านเมืองต่อไป
ส่วนท่านอาจารย์ประสานนั้น ท่านเห็นด้วยกับการผลักดันเรื่องจิตตปัญญาศึกษาอย่างยิ่ง แต่ท่านยืนยันว่าสิ่งที่เราได้เริ่มไว้นั้นคงไม่ทันเสียแล้ว ดังที่เห็นกันว่าวิกฤตสารพัดอุบัติขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งทางสิ่งแวดล้อมและทางสังคม นักวิชาการระดับโลกหลายคน เช่น เจมส์ เลิฟล็อค (ในหนังสือ The Revenge of Gaia) ต่างออกมายอมรับและทำนายถึงความเสียหายใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นกับโลกในอนาคตอันใกล้ การแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมายาวนานเช่นนี้ไม่อาจทำได้ในเวลาสั้นๆ ดังนั้น งานที่ทำนี้ต้องเร็ว สิ่งที่ต้องเร่งทำเป็นการด่วนคือ ต้องจิตวิวัฒน์อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นโดยเร็วคือการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่เพียงการบรรยายการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในชั้นเรียน
ผมได้เรียนรู้อย่างมากจากการแลกเปลี่ยนในประเด็นนี้เอง
ในวงสนทนาดูราวกับการพูดคุยเกิดความแตกต่างระหว่างความคิดของอาจารย์ทั้งสองขึ้น หนึ่งนั้นบอกว่าให้ “ช้า” ทว่าอีกหนึ่งขอให้ “เร็ว” สมาชิกท่านอื่นๆ บ้างแสดงความเห็นคล้อยตาม บ้างก็เห็นค้านแย้ง บางท่านเห็นด้วยว่าควร “เร็ว” บางท่านเห็นด้วยว่าควร “ช้า”
หลังจากเฝ้ามองความคิดตนเองอย่างเนิ่นนาน ได้เกิดคำถามขึ้นในใจ “แต่เอ ... เป็นไปได้ไหมว่า ‘ช้า’ ของคนหนึ่งจะเร็วกว่า ‘เร็ว’ กว่าของอีกคนหนึ่ง หรือ ว่า ‘ช้า’ ของคนหนึ่งก็เท่ากับ ‘เร็ว’ ของอีกคนหนึ่ง?” คำว่าช้ากับคำว่าเร็วในที่นี้นั้นแท้ที่จริงมีความต่างกันสักเพียงไหน จะว่าไปแล้วทั้งสองคำต่างเป็นเพียงภาษาเพื่อใช้สื่อความคิดของอาจารย์ทั้งสอง “ช้า” แค่ไหนของอาจารย์เอกวิทย์จึงจะเท่ากับคำว่า “ช้า” ของอาจารย์ประสานได้ เราผู้ฟังไม่อาจรู้ได้เลย
แน่นอนว่าแม้ภาษาจะช่วยให้เราสื่อสารกันได้ แต่ในขณะเดียวกันภาษายังเป็นข้อจำกัดในการสื่อสารเช่นกัน อาทิ การพูดถึงสภาพหรือภาวะบางอย่างที่ยังไม่มีคำเรียกขานที่เป็นที่เข้าใจหรือยอมรับกัน
การใช้คำว่า “ช้า” หรือ “เร็ว” ที่จัดว่าเป็นคำที่เป็นคู่ตรงข้ามนี้ก็เช่นกัน หากพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วย่อมเข้าใจไปได้ว่าคนที่เสนอให้ “ช้า” นั้นย่อมคิดต่างจากคนที่เสนอให้ “เร็ว” เป็นแน่
แต่สิ่งที่ผมได้รับรู้จากอาจารย์ทั้งสอง คือ ทั้งคู่ต่างมีความเห็นคล้ายคลึงกัน แทบจะไม่แตกต่างกันเลย สำหรับอาจารย์เอกวิทย์แล้ว การ “ไม่โตเร็วนัก” นั้นคือวิธีที่ “เร็วที่สุด” แล้ว หาก “ขยายตัวเร็วเกินไป” ก็จะพาลไม่เกิด ยิ่งแย่ ยิ่งช้าไปใหญ่ ส่วนท่านอาจารย์ประสานก็ไม่ได้ขัดต่อเรื่องการใช้เวลาอย่างเหมาะสม เท่าที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงของคน และสำหรับการเติบโตของงาน เพียงแต่พอท่านหนึ่งใช้คำว่า “ช้า” อีกท่านใช้คำว่า “เร็ว” เราก็อาจรีบกระโดดไปตัดสินว่าอยู่คนละมุม ยืนคนละฝั่งกัน
สิ่งที่จะช่วยให้เราไม่ตกร่องของความคิดแบ่งขั้ว แยกถูก-ผิด ขาว-ดำ ไม่ด่วนจำแนกคุณค่าของเรื่องราวเหตุการณ์ คือ การเฝ้ามองอย่างเนิบช้าและเนิ่นนาน ชวนตัวเองให้ตั้งคำถามต่อสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ถือทุกอย่างเป็นสมมติฐาน ห้อยแขวนการตัดสินเอาไว้ก่อน
การที่บรรยากาศของการประชุมจิตวิวัฒน์ดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบนี้ก็ได้เปิดโอกาสให้ทุกๆ คนได้ละเลียดกับคำพูดของกันและกัน ช่วยให้เราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยง สามารถสร้างพื้นที่ที่รองรับความคิดที่ดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้
กระบวนการคิดใคร่ครวญและตั้งคำถามต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ตรงหน้านี้ แท้จริงแล้วคือการไต่ลงไปตามขาวตัวยู ตาม “ทฤษฎีตัวยู” ของอ๊อตโต ชาร์มเมอร์ ที่อธิบายว่าการใช้เวลากับการเฝ้ามองดูอย่างเนิ่นนาน โดยไม่ตัดสินนี้เป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และการปฏิวัติทางจิตวิญญาณ เพราะทำให้เราสามารถสืบค้นลงลึกไปในปรากฏการณ์ที่พบ จนถึง Mental Model ณ เบื้องก้นของตัวยู
14 January 2007
แฟนใหม่ๆ มีได้ทุกวัน
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Happiness@Home
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 14 มกราคม 2550
“พี่กำลังมีเรื่องใหญ่ในชีวิตที่ต้องตัดสินใจ”
บทความที่แล้วของผมเมื่อมิถุนายนปีก่อนก็ขึ้นต้นด้วยประโยคนี้ล่ะครับ ประโยคที่รุ่นพี่สาวซึ่งผมเคารพรักมากคนหนึ่งเอ่ยกับผม แล้วผมก็ถามกลับไปทำนองว่า “จะแจกการ์ดแล้วหรือครับพี่?” เลยได้คำตอบเป็นค้อนหนึ่งวงสวยๆ เธอเล่าว่าเป็นเรื่องความลังเลที่จะตัดสินใจ “เปลี่ยน” งานต่างหาก ยังไม่ถึงกับ “แต่ง” งาน ตอนนั้นเธอบอกว่าคิดไม่ตกว่าควรเลือกที่ไหนดี เพราะต่างมีข้อดี มีโอกาสทำประโยชน์แก่สังคมทั้งสองที่ ผมได้เสนอให้ลองหาเวลาว่างๆ ออกเดทกับตัวเอง ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยใจตามสบาย ไม่ต้องพยายามอะไร แม้แต่จะคิด ลองเชื่อการทำงานของจิตไร้สำนึก (และจิตใต้สำนึก) ของเรา การภาวนาแบบง่ายๆ เช่นนี้ แบบที่ไม่ต้องอาศัยความเชื่อทางศาสนาก็ช่วยให้เราเข้าถึงคำตอบสำคัญๆ ของชีวิตได้เช่นกัน
แต่ทราบอะไรไหมครับ โลกเรานี่ก็ตลกดี ผ่านไปครึ่งปี จากที่วันก่อนค้อนควับ วันนี้กลับยิ้มเขินอาย ... อืมม์ พี่เธอแจกการ์ดจริงๆ เข้าแล้วไหมล่ะ
ท่าทางเดือนมกราปีหมูจะชมพูหวานเป็นพิเศษ เพราะรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนฝูงต่างเป็นฝั่งเป็นฝากันใหญ่ บรรยากาศอบร่ำไปด้วยความรักหวานชื่น ดั่งว่าวาเลนไทน์มาก่อนเดือนหนึ่ง แต่คงไม่เหมือนกับฤดูใบไม้ผลิโลกตะวันตกที่มาเร็วขึ้นเพราะภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงกระมัง (ฮา)
พูดถึงเรื่องแต่งงานกับเรื่องความเปลี่ยนแปลง ชวนให้นึกถึงโจ๊กที่คนมักแซวกันที่ว่า
ส่วนผู้ชายแต่งกับผู้หญิงเพราะคิดว่าผู้หญิงจะไม่เปลี่ยน”
เคยได้ยินกันไหมครับ ผมว่าเป็นตลกร้ายทีเดียว ไม่ว่าจากมุมของหญิงหรือชาย เพราะดูเหมือนจะบอกว่าผู้หญิงนั้นแต่งงานด้วยความหวังที่ว่าแม้แฟนจะมีอะไรที่ไม่ใช่ Mr. Right แบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยอมไปก่อน อยู่ๆ ไปความรักคงจะทำให้เขาดีขึ้น ส่วนผู้ชายนั้นแต่งด้วยความหวังที่ว่าแฟนจะเป็นสาวตลอดสองพันปีอะไรทำนองนั้น
แต่แท้จริงแล้วทุกคนเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลาครับ หากดูเฉพาะกายภาพแล้วร่างกายเราก็สร้างเซลใหม่ทุกนาที แค่สิบวันเรามีเซลเม็ดเลือดขาวใหม่ทั้งหมด แค่ไม่ถึงเดือนเซลผิวหนังเดิมก็ตายและสร้างใหม่หมด ยิ่งถ้าพิจารณาดูจากทางพุทธศาสนาแล้ว ที่เราเข้าใจว่าเป็นคนเดิม ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเองหรือแฟนเรา ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่เด็กจนโตนั้นไม่ใช่เลยครับ เราเกิดขึ้นตามเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ เฉพาะขณะหนึ่งๆ แต่มีความต่อเนื่องกันเท่านั้นเอง ตัวเราตอนนี้กับตัวเราเมื่อนาทีที่แล้วก็คนละคนกัน
คนเรามักมีแนวโน้มอยากให้ตัวเองและคนอื่นมีคุณสมบัติบางอย่างที่เราชอบคงอยู่เอาไว้ตลอดไป ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไป ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วเราเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เมื่อตัวเราไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ตัวตนเดิมๆ เราก็มีโอกาสที่จะเป็นคนใหม่อยู่เสมอครับ แน่ละที่เราคนใหม่นั้นมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงจากเราคนเก่า มีเหตุมีกรรมที่ทำมาก่อนหน้าจะมาถึงวันนี้นาทีนี้
แม้ว่าจะมีกรรมเก่าตามเรามา แต่เรายังสามารถเลือกจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้นะครับ เป็นคนใหม่ที่เราอยากจะเห็น (คานธีว่า “[B]e the change you wish to see in the world.”) ไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับร่องเดิมๆ เช่น หากปกติทำตัวสวีทไม่ค่อยเป็น แต่ถ้าเราบอกตัวเองว่าฉันก็ทำได้บ่อยๆ จิตไร้สำนึกของเราจะไปทำงานกับส่วนจิตสำนึก หากเราเปิดโอกาสให้ตัวเองเสมอๆ การก่อประกอบโลกของเราก็จะเปลี่ยนใหม่ สักวันก็อาจสวีทจ๋าได้ เรื่องนี้มีตัวอย่างการค้นพบ วิจัย และบันทึกกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกฝนทักษะด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูปหรือร้องเพลง
แต่หลายครั้งเราก็จะพบว่า แทนที่จะบอกตัวเองว่าจะเปลี่ยน ตัวเราเองนั่นแหละที่พูดว่า “ฉันก็เป็นของฉันยังงี้แหละ” รวมไปถึงการมองคนอื่น มองเพื่อน มองแฟนว่า “เธอมันก็เป็นอย่างนี้แหละ เปลี่ยนไม่ได้หรอก” เหล่านี้ล้วนเป็นอาการติดกับอยู่กับความคับแคบของตนเอง กักขังตัวเราอยู่ในความคิด หรือหมุนวนอยู่ในความอึดอัดคับข้องใจไร้ความหวัง
ผมเพิ่งได้ตัวอย่างเรื่องการมองคนอื่นแบบติดอยู่กับความคิดของเราเองมาไม่นานนี้ในช่วงปีใหม่ ด้วยผมและเพื่อนได้เรียนรู้จากอาจารย์สองท่านที่เคยรู้จักแต่ก็ไม่สนิทนัก ภาพของท่านทั้งสองในหัวผมเป็นสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาหรือคิดประกอบสร้างขึ้นเอาเองจากประสบการณ์ที่เคยพบคุยนิดๆ หน่อยๆ
ในความคิดของผม ท่านแรกได้ชื่อว่าดุมาก จนเพื่อนบางคนไม่แน่ใจว่าควรจะไปเรียนกับท่านไหม บางคนเคยได้ฟังเขาลือมา บางคนก็เคยมีประสบการณ์หวาดเสียวว่า เวลาใครทำอะไรไม่เหมาะท่านมักจะเอ็ดเอาตรงๆ แรงๆ เล่นเอาคนรอบข้างหนาวไปตามๆ กัน แต่พอพวกเราได้มีโอกาสเข้าฝึกอบรม ได้ใกล้ชิดท่าน กลับพบว่าท่านใจดีมาก เวลาเตือนก็เตือนแบบทีเล่นทีจริง แบบเอ็นดูพวกเรา
อีกท่านหนึ่งเคยร่วมประชุมด้วยกันหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รู้จักท่านอย่างใกล้ชิดจริงๆ เคยมีภาพท่านไว้ในใจอย่างหนึ่ง แต่เมื่อได้พบกันครั้งล่าสุด ผมได้เรียนรู้จากท่านมากมาย ทั้งเนื้อหาความรู้และแรงบันดาลใจ ทำให้เกิดความประทับใจในความเป็นครูและความเป็นมนุษย์ของท่านอย่างยิ่ง ต่างจากภาพเก่าๆ ที่ผมเคยมี
ผมพบว่าคนที่ผมเจอตรงหน้าทั้งสองคนนี้ไม่ใช่คนอย่างที่เคยคิดเลย บทเรียนอันสำคัญสำหรับตัวผมเองคือ ถ้าเราตั้งป้อมกับคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไร เพราะมัวแต่ตั้งแง่กับตัวเขาในอดีต ถ้าเราด่วนตัดสินเราก็จะไม่ได้รู้จักเขาจริงๆ คนเป็นๆ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเวลาเดียวที่เป็นไปได้ และเป็นเวลาที่สำคัญที่สุด ดังนั้นเราจึงควรที่จะเปิดใจรับรู้ มีสัมผัสทางใจแบบไม่คาดหวัง ไม่ตัดสินเป็นหลัก
เราจะไม่มีทางได้สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลง โอกาส และความหวังได้ ถ้าหากเรากักขังตัวเองหรือแฟนของเราอยู่ในอดีต การคิดว่าเราเป็นคนแบบนี้ หรือเขาเป็นคนเดิมที่มีนิสัยไม่เคยเปลี่ยน ไม่ช่วยทำให้เราได้สังเกตเห็นและเรียนรู้จากความเป็นปัจจุบันในตัวเราและตัวคนรัก
ลองตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส พร้อมหัวใจที่เบิกบาน แล้วเปิดโอกาสให้ตนเองได้เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ คนที่เราอยากจะเป็น เชื่อในมนุษย์ทุกคนว่ามีเมล็ดพันธุ์แห่งการตื่นรู้อยู่
ตัวของเราที่ตื่นขึ้นมาในวันใหม่ไม่ใช่เราคนเดิม เราสามารถเป็นคนใหม่ได้ เราไม่ได้ถูกแช่แข็งเอาไว้กับอดีตที่เราไม่ต้องการ แฟนของเราก็เช่นกัน คนที่อยู่ข้างหน้าเราในปัจจุบันก็เป็นคนใหม่ในปัจจุบัน เป็นคนที่อุดมด้วยความหวังและโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่เขาหรือเราต้องการ
หากแฟนของเราจู้จี้ขี้บ่น เขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป หลายครั้งเขาก็ตกอยู่ในร่องอารมณ์เดิมๆ เพราะทั้งเราและเขาต่างก็ช่วยกันขุมร่องจนเป็นสนามเพลาะ ลึกและปรุจนไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ แต่งานวิจัยทางสมองล่าสุดบอกชัดเจนว่าเราสามารถฝึกสมอง หรือเส้นทางการส่งข้อมูลกระแสประสาทในสมองเราได้ หากเราทำบ่อยๆ เช่นคนที่กระดิกนิ้วบ่อยๆ สมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของนิ้วก็เจริญเติบโตเป็นพิเศษ ดังนั้นหากเราต้องการเห็นแฟนเป็นคนน่ารัก ก็ต้องช่วยกันสร้างเส้นทางกลไกในสมองใหม่ๆ ที่เราปรารถนาให้เป็นเส้นทางหลัก
อยากให้ชีวิตคู่ยืนยาว ให้คู่ของเรา “ร่วมทุกข์เคียงข้าง ร่วมทางชีวิต” เราควรจะหัดมองแฟนของเราด้วยสายตาใหม่ เห็นแฟนคนใหม่ได้ทุกๆวัน :-)
07 January 2007
พรปีใหม่: หัดทำอะไรเหมือนคนป่วย
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 7 มกราคม 2550
เพื่อนๆ บางคนบอกว่าผมมักมีของขวัญปีใหม่หรือพรปีใหม่ “แปลกๆ” อยู่เสมอ ไม่ทราบว่าจริงแค่ไหน และถ้าเป็นจริงจะเป็นเพราะเหตุใด หรือเป็นเพราะว่าผมเป็นคนแปลกๆ จริง?
หากจะบอกว่าผมเป็นคนที่แปลกกว่าชาวบ้านชาวช่องประชาชนคนทั่วไปตรงไหนมากที่สุด ก็อาจจะเป็นตรงที่ผม “ชอบป่วย” ไม่ใช่ชอบที่ร่างกายเจ็บป่วยนะครับ แต่ชอบความรู้สึก ชอบความรู้เนื้อรู้ตัวขณะป่วย จะป่วยเป็นอะไรก็ได้ จะปวดหัวตัวร้อน หรือเคล็ดขัดยอก หกล้ม กระดูกร้าวหรือเป็นแผลแค่นิดๆหน่อยๆ ถ้าจะไม่นับก็อาจมีแค่ตอนป่วยการเมืองเท่านั้น (ฮา)
ที่ผมชอบตอนป่วยนั้นใช่ว่าเพื่อจะได้หยุดงานอะไรหรอก แต่เพราะการป่วยเป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ดีเกี่ยวกับตนเองและของตนเองมากๆ ด้วยสาเหตุหลายประการ
สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่เราป่วยนั่นคือ ร่างกายเราจะทำงานต่างจากเวลาปกติอย่างมากครับ ตัวอย่างเช่น หากเราติดเชื้อหวัด พวกเซลล์เม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันที่ปรกติอยู่กันเฉยๆ ก็ตื่นเต้นกันขึ้นมา พยายามวิ่งมาจับและทำลายเชื้อเหล่านี้ หากมีมากไปหรือทำลายไม่ได้ก็จะหลั่งสารพวกไซโตไคน์ทำให้เปิดวงจรอื่นๆอีก อาจยาวไปถึงสมองส่วนไฮโปทาลามัส ส่วนควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ที่เมื่อรับสัญญาณแล้วสั่งให้ร่างกายแสดงอาการ “เป็นไข้” ออกมา
แต่เอาละ ข้างในจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ข้างนอกที่เราเห็นหรือรู้สึกเป็นไข้ ก็เช่น ตัวร้อน หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ขึ้นสูงหน่อยก็อาจมีหนาวจนกล้ามเนื้อกระตุก บางทีนั่งๆ นอนๆ ก็หนาวขึ้นมาซะงั้น ต้องเอาผ้ามาห่ม ซักพักก็อาจเหงื่อแตกพลั่กๆ กลับไปร้อนเสียนั่น เราไม่สามารถควบคุมสั่งการอะไรร่างกายของตัวเราเองได้เลย
โถ ... ร่างกายของเราเองแท้ๆ ยังเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ บัดเดี๋ยวหนาว บัดเดี๋ยวร้อน ตัวเราไม่ใช่ของเรา เพราะเราสั่งมันไม่ได้จริงๆ บางทีก็ปวดเมื่อย ขยับนิดขยับหน่อยก็ปวดตุบๆ ให้ได้รู้สึก
ไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งเฉยๆดูอาการร่างกาย ผมว่าก็สนุกแล้ว
เหตุประการแรกที่การป่วยเป็นการเรียนรู้ที่ดี คือทำให้ได้มีสติรู้ตัว เวลาป่วยนี้ความรู้สึกต่างๆ มันจะชัด มันจะสูงขึ้นอย่างมาก ทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็รู้ไปหมด ผมชอบความที่เราทำอะไรอย่างเดิมแล้วความรู้สึกมันเปลี่ยน แค่เดินเหมือนเดิม ก้าวซ้ายก้าวขวาเหมือนกันแต่กลับรู้สึกไม่เหมือนกับทุกวัน รู้สึกชัดไปหมดว่ากล้ามเนื้อตรงไหนบ้างที่แรงไปกดหรือทำให้มันยืด ตรงไหนของฝ่าเท้าบ้างที่น้ำหนักลง บางทีแค่เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำก็ยังรู้สึกตัว (เพราะเกิดอาการเจ็บ) นี่ก็แปลก ก็สนุก ก็น่าตามดูไปอีกแบบ
ต่างจากชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ของเราที่ทำไปโดยไม่รู้ตัว อย่างที่อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู บอกว่าเป็น “อัตโนมัติที่หลับใหล” ตัวอย่างเช่น ขณะเราเก็บของใส่กระเป๋ากลับบ้านจนแล้วเสร็จ แต่กลับจำไม่ได้เลยว่าใส่อะไรลงไปบ้าง บางทีกินข้าวจนหมดจาน แต่จำท่าทางการนั่งขณะกินว่าเป็นอย่างไรไม่ได้เลย รสชาติอาหารเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ หรือบางคนอาจคุ้นเคยกับความเซ็งที่ต้องเดินกลับไปที่รถที่เพิ่งจอดไปแล้ว เพราะไม่แน่ใจต้องไปตรวจดูอีกทีว่าปิดล็อคประตูรถหรือยัง
แล้วก็ไม่ใช่แค่ความรู้สึกทางกายที่ไม่เหมือนเดิม วิธีคิดของเรายังไม่เหมือนเดิมอีก กิจกรรมเดิมๆ แต่ให้ความรู้สึกทางใจก็เปลี่ยนไป เช่น อารมณ์อาจจะอ่อนไหวหรือมั่นคงขึ้น คำถามอย่างหนึ่งหากถามยามปรกติกับยามป่วยอาจได้คำตอบไม่เหมือนกัน นี่ก็ทำให้เห็นว่าจริงๆ แล้วความคิดของเราก็มีความยืดหยุ่น ไม่ได้แข็งๆ ต้องตอบสนองในร่องเดิมๆ เท่านั้น เป็นบทพิสูจน์ว่าเรามีความสามารถที่จะออกแบบชีวิตตนเองได้ ไม่หลงไปบอกกับตัวเองผิดๆ ว่า “ฉันก็เป็นคนอย่างนี้แหละ เปลี่ยนไม่ได้หรอก”
ประการที่สอง การป่วยทำให้ได้ลองมีชีวิตที่เนิบช้า ด้วยว่าขณะป่วยทำให้เราต้องทำอะไรช้าๆ อย่าว่าแต่วิ่งขึ้นลงบันไดไม่ได้เลย บางทีเดินก็ยังจะไม่ไหว คิดก็ไม่ค่อยทัน กินยังต้องกินช้าๆ ไม่สามารถ “เอา” แต่ใจตัวเองได้ เพราะร่างกายเขาไม่ “เอา” กับเราด้วย แค่คิดได้ วางใจ ไม่คิดจะ “เอา” มันก็สุขแล้วละครับ
ถ้าเราทำใจไม่ได้ ไม่รับฟังร่างกายของเรา ทั้งที่พยายามบอกเราว่าให้ทำอะไรช้าลงบ้างนะ มันทำจะไม่ไหวแล้ว (โว้ย) เราก็อาจจะต้องกลุ้มใจลนลานไปมีชีวิตอยู่กับอดีต (เช่น แหมไม่น่าไปเที่ยวเลย ดูซิติดหวัดมาจนได้) หรือมีชีวิตอยู่ในอนาคต (เช่น ตายละวา มีนัดสำคัญด้วยจะทำไงดี)
แต่ถ้าเราไม่ “วางจิตผิดที่” อยู่กับปัจจุบัน ลองฟังสิ่งที่ร่างกายเขาพยายามบอกกับเรา เราจะได้รู้อะไรดีๆ เยอะเลย หากเป็นโรคที่ไม่รุนแรงบางทีก็ลองไม่กินยาดูบ้าง ให้เราหายเอง เชื่อในศักยภาพของชีวิตเรา พักผ่อนเพียงพอ เป็นกำลังใจให้ร่างกายหายป่วย เฝ้าดูใจเราที่เดินทางไปกับร่างกายเราที่ค่อยๆ บรรเทาขึ้นมาตามลำดับ แต่เดี๋ยวนี้คนกินยากันเยอะแยะ แถมต้องกินประเภทที่แรงๆ จะได้หายไวๆ เลยไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเราเสียเท่าไหร่
เวลาป่วย ไหนๆ ก็ไปทำงานไม่ได้ ต้องนั่งๆ นอนๆ ก็ลองเฝ้าดูตัวเรา ดูใจเราก็สนุกดีครับ เวลาถูกขัดใจ ที่ทำอะไรไม่ได้ดังใจ นึกถึงคำของท่านอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ที่กล่าวไว้อย่างเรียบง่ายและงดงามว่า “เมื่อรู้สึกขัดใจ ต้องขัดที่ใจ” นอนอยู่ไม่มีอะไรทำก็ดูจิตทำความสะอาจใจไปเรื่อยๆ ก็ดีนะครับ
ช่วงหลังแวดวงหนังสือก็มีผลงานที่น่าสนใจหลายเล่มเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างประณีตอย่างเช่น ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา (Timeless Simplicity) ที่จอห์น เลน ผู้ร่วมก่อตั้งวิทยาลัยชูมาร์กเกอร์ (ตามชื่อผู้เขียน Small Is Beautiful ซึ่งแปลเป็นไทยว่า จิ๋วแต่แจ๋ว หรือ เล็กนั้นงาม) เขียนถึงการมีชีวิตที่สร้างสรรค์ได้ง่ายๆ ด้วยการลงมือทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยตนเอง ลดการพึ่งพา แสวงหาสารัตถะในชีวิตที่เรียบง่ายแต่รุ่มรวย, หนังสือ เร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น (In Praise of Slowness) ที่แบ่งปันเรื่องเล่า ข้อมูลงานวิจัยที่ชวนตั้งคำถามกับคุณค่าของการเร่งรีบทำกิจกรรมที่เป็นสุนทรียภาพแห่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการงาน การกิน พักผ่อน ออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งเซ็กซ์, หรือ เงินหรือชีวิต (Your Money or Your Life) หนังสือขายดิบขายดีในหมู่ผู้บริหารที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต และอีกหลายเล่ม หนังสือเหล่านี้ช่วยให้เราได้ปรับลดเกียร์ให้ต่ำลง แวะชมความงามของชีวิตและธรรมชาติบ้าง ไม่ใช่ใส่เกียร์ห้าวิ่งตะบึงไปข้างหน้าแต่อย่างเดียว
ประการที่สาม การป่วยได้ให้ข้อสรุปที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือ การ “ยอม” ยอมรับว่าเราก็ไม่ใช่ (และไม่จำเป็นต้องใช่) คนแข็งแรงเสมอไป ยอมรับว่าโลกนี้เป็นโลกของความสัมพันธ์ เราไม่ได้อยู่คนเดียวและไม่สามารถอยู่คนเดียว ยอมรับที่จะรับความปรารถนาดีของผู้อื่น ยอมรับว่าเงินนั้นแม้จะซื้ออะไรหลายๆ อย่างได้ แต่ก็ไม่ได้ซื้อได้ซะทุกอย่าง บางทีพอได้นึกอย่างนี้ก็สบายใจอย่างยิ่ง
ประการสุดท้าย การป่วยไม่ว่าเล็กน้อยหรือใหญ่โตก็ถือเป็นแบบฝึกหัดสำคัญระหว่างการเดินทางของชีวิต ให้เราได้เตรียมพร้อมกับการสอบไล่ครั้งสำคัญที่สุด เมื่อยามต้องทิ้งร่างนี้ไป การสอบที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่ จะพร้อมหรือไม่ก็ตาม แต่หากเรารู้ว่าเราอยากจะตายอย่างไร เราก็จะรู้ว่าเราควรจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร
การป่วยที่ทำให้เราได้เข้าใจและยอมรับความจริงของชีวิตตามธรรมดาธรรมชาติ ได้มีสติรู้ตัว อยู่กับปัจจุบัน ทำอะไรให้ช้าลง ทำแต่ละอย่างก็รู้เนื้อรู้ตัวไปด้วยแบบเป็นธรรมชาติ นี้ถือเป็นของขวัญชิ้นงามจากธรรมชาตินะครับ บางคนต้องไปฝึกตั้งนานสองนาน บางคนต้องไปสมัครเข้าเรียนในคอร์สฝึกอบรมต่างๆ หลายๆ ครั้งละหลายๆ วัน กลับมาแล้วก็ยังทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ว่านี่ป่วยอยู่เฉยๆ ก็สามารถทำได้ ถ้าไม่เรียกว่า Blessing in disguise (พรจำแลง) จะเรียกว่าอะไร?
02 December 2006
บุคคลแห่งปีผู้ทำดีโดยสะดวกใจ
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2549
เดือนธันวามาถึงแล้วครับ มาพร้อมกับลมหนาวจากจีน-ไซบีเรีย แต่ฝนก็ยังไม่หยุดตก (รู้อะไรไหม? ปีนี้ฝนตกครบทุกเดือนตั้งแต่ มค. ถึง ธค.!) น้ำก็ยังไม่หยุดท่วม ความทุกข์ยากเดือดร้อนของชาวบ้านก็ยังไม่หมดไป
เดือนธันวามาถึงแล้ว พร้อมกับโอกาสที่จะทบทวนตนเองเพื่อเริ่มต้นใหม่ แต่มนุษย์ก็ยังไม่หยุดสะสมอาวุธ ฆ่าสัตว์ ตัดต้นไม้ ทำลายสิ่งแวดล้อม (และตนเอง) ขณะที่คนเริ่มเชื่อมากขึ้นว่าเราต้องเปลี่ยนทิศทางของโลก จากบริโภคนิยมไปสู่บุญนิยมหรือเศรษฐกิจพอเพียง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเดินทางไปในทางเดิม มิหนำซ้ำยังเร่งเครื่องอีกต่างหาก
เดือนธันวามาถึงแล้ว พร้อมกับเทศกาลเลือกเหตุการณ์แห่งปีหรือบุคคลแห่งปีของเหล่านิตยสารหรือสถาบัน ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็น Person of the Year หรือบุคคลแห่งปีของนิตยสารรายสัปดาห์ไทม์ นิตยสารดังกล่าวเลือกคนหรือกลุ่มคนที่สร้างผลกระทบต่อข่าวโลกในรอบปีมากที่สุด ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าบุคคลที่ได้รับเลือกมักเป็นคนดังและนักการเมือง เช่น ไอน์สไตน์, ประธานาธิบดีบุช ทั้งพ่อและลูก, บิล คลินตัน เป็นต้น
แต่เมื่อปีที่แล้วไทม์เลือก โบโน กับ บิลและเมลินดา เกตส์ ในฐานะผู้มีจิตอาสา ทำงานเพื่อผู้อื่นที่ด้อยโอกาสในโลก
โบโนนั้นนอกเหนือจากจะโด่งดังจากการเป็นนักร้องนำวงดนตรีจากไอร์แลนด์ “ยูทู” (เพลงดัง เช่น ไอวิลฟอลโลว์ และ อินเดอะเนมออฟเลิฟ) ยังที่เป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้นำการเรียกร้องการปลดหนี้ให้กับประเทศแถบแอฟริกาและลดการติดเชื้อเอดส์ เขาร่วมจัดงานไลฟ์เอด เพื่อหาทุนช่วยภาวะทุพภิกขภัยในเอธิโอเปียที่มีผู้ชมทั่วโลกถึงพันห้าร้อยล้านคน
ส่วนสองสามีภรรยาตระกูลเกตส์ นั้นดังจากผลิตภัณฑ์ซอฟแวร์ของไมโครซอฟท์หรือระบบปฏิบัติการวินโดว์ที่คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในโลกใช้กัน บิล เกตส์นั้นเคยเป็นคนถือว่าเป็นตัวชั่วร้ายอย่างยิ่งในสายตาชาวโลก เพราะการที่สินค้าของเขาครองตลาดส่วนใหญ่และกลยุทธทำลายคู่แข่งทางการค้าต่างๆ แต่ปัจจุบันจากการสำรวจในยี่สิบประเทศทั่วโลก เขาเป็นผู้นำที่มีผู้ชื่นชมสูงสุดเป็นอันดับที่สอง (อันดับ๑-๖: เนลสัน แมนเดลา, บิล เกตส์, ดาไลลามะ, โบโน, บิล คลินตัน, โคฟี่ อานัน) ซึ่งเป็นผลมาจากงานของเขาและมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ที่มีเงินก้นถุง ๑,๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (อ่านว่า หนึ่งล้านสามแสนล้านบาทครับ) ที่เขาได้รับการยอมรับอย่างสูง ไม่ใช่เพราะมีเงินมาก หากแต่เป็นเพราะการทุ่มเทให้กับงานส่งเสริมบริการสุขภาพและลดความยากจนทั่วโลกอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
แต่ทว่า ผู้เขียนไม่ตื่นเต้นกับข่าวคนดังอย่างโบโนกับสามีภรรยาตระกูลเกตส์สักเท่าไหร่ กลับรู้สึกสนใจข่าว “ซานตาคลอสปริศนา” มากกว่า
เพราะสำหรับผู้เขียนแล้ว บุคคลแห่งปีในปีนี้คือซานต้าปริศนาผู้นี้แหละ
ซานต้าปริศนาคนนี้มีชื่อว่า แลรี่ สจ๊วต ครับ ปัจจุบันมีอายุ ๕๘ ปี พำนักอาศัยในรัฐมิสซูรี ประเทศสหรัฐอเมริกา
แลรี่ หรือซานต้าปริศนาบริจาคเงินให้กับคนยากไร้ และคนที่เขาเห็นว่าทุกข์ยาก คนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเขาไม่เคยเปิดเผยตัวว่าตัวเองเป็นใคร ทำงานที่ไหน และไม่ต้องการอะไรตอบแทนจากคนที่เขาหยิบยื่นเงินให้ แค่เดินออกไปตามที่ต่างๆ ในช่วงเวลาเทศกาลคริสต์มาส พบเห็นใครที่เขาจะช่วยได้ เขาก็แค่ยื่นเงินให้ ง่ายๆ เท่านั้น
และเขาก็ทำเช่นนั้นมา ทุกๆ ปี ติดต่อกันมาแล้วเกือบ ๓๐ ปี แม้จะมีสื่อมาถ่ายทำนำเสนอข่าวแต่เขาก็ยืนกรานไม่ขอเปิดเผยชื่อและเผยว่าตัวเองเป็นใคร
อะไรทำให้ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งตัดสินใจทำสิ่งเหล่านี้?
เมื่อ ๒๖ ปีที่แล้วนั้น เขาเพิ่งถูกให้ออกจากงานเป็นครั้งที่ ๒ ในรอบสองปี และเป็นช่วงเวลาเดียวกัน คือเพียง ๑ สัปดาห์ก่อนหน้าวันคริสต์มาส วันเทศกาลแห่งความสุข ในคืนย่ำแย่ของชีวิต และยังเป็นคืนที่อากาศหนาวจัด เขาขับรถเข้าจอดในร้านอาหารแบบมีพนักงานมาบริการเสิร์ฟอาหารถึงที่รถ และพบว่าตนเองยังโชคดีมากมายนักเมื่อเทียบกับพนักงานหญิงตรงหน้า เพราะเธอไม่มีแม้แต่เสื้อโค้ทหนาพอให้ความอบอุ่น ซ้ำต้องเดินทำงานท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ แลกกับเงินเพียงน้อยนิด
เขาตัดสินใจยื่นธนบัตร ๒๐ เหรียญให้เป็นค่าอาหาร พร้อมบอกเธอว่าไม่ต้องทอน ทันใดนั้นเอง เขาเห็นริมฝีปากของเธอสั่นระริกและน้ำตาของเธอไหลเป็นสายอาบแก้ม "คุณคงไม่รู้ว่าเงินจำนวนนี้มีความหมายต่อชีวิตฉันแค่ไหน" เธอบอก
ชั่วนาทีนี้เองคือเหตุที่ทำให้ชายธรรมดากลายมาเป็นซานต้าปริศนา
หลังออกจากร้านอาหารแห่งนั้น เขาถอนเงินออกมาอีก ๒๐๐ เหรียญ และยื่นให้ใครก็ตามที่น่าจะต้องการความช่วยเหลือ แต่ละปีที่ผ่านไปเขาให้ธนบัตรใบละ ๕ เหรียญบ้าง ๑๐ เหรียญบ้าง มากขึ้นเพิ่มขึ้นตามฐานะรายได้ ในทุกๆ ปี เขาจะเดินทางไปตามร้านขายของราคาถูก แหล่งขายของเก่า ลาดจอดรถโทรมๆ มองหาคนที่กำลังยากลำบากและเงินของเขาจะช่วยคนเหล่านั้นได้ คนที่ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ คนที่ไม่สามารถไปเข้าคิวรอ และคนที่ไม่อาจกรอกแบบฟอร์มเอกสารของราชการหรือองค์กรการกุศล สำหรับแลรี่แล้ว เขาคิดว่าสิ่งนี้แหละคือ “ของขวัญวันคริสต์มาสสำหรับตัวฉันเอง”
ด้วยรู้ดีว่าครั้งหนึ่งในชีวิตขณะที่อยู่ในภาวะสิ้นไร้หนทาง เขาเคยเดินไปที่โบสถ์เพื่อขออนุเคราะห์จากหญิงผู้หนึ่ง เธอบอกว่าคนดูแลเรื่องนี้กลับไปแล้ว พรุ่งนี้ให้มาติดต่อใหม่ เพียงสบตาหญิงผู้นั้น เขาก็หันหลังกลับและไม่คิดจะร้องขอความช่วยเหลืออีกเลย
เขาให้เพราะถือว่าเป็นการทำดีโดยสะดวกใจ ไม่มีพิธีระเบียบวิธีการที่เป็นทางการ และนับจากเงิน ๒๐ เหรียญให้หญิงสาวพนักงานเสิร์ฟคนนั้นจนถึงวันนี้ เขาสละเงินมอบให้ผู้คนจำนวนมากในวันคริสต์มาสไปแล้วกว่า ๕๒ ล้านบาท
จนกระทั่งวันนี้ วันที่เขากำลังเจ็บป่วยจากโรคมะเร็งร้าย ความเข้มแข็งหดหายจากการใช้เคมีบำบัด สุขภาพร่างกายโทรมทรุดลงจนเหลือเวลาในชีวิตไม่นาน แลรี่จึงได้เปิดเผยตัวต่อสื่อมวลชนว่า เขาคือซานต้าปริศนา คนที่สละทรัพย์ของตนเป็นโอกาสมอบให้ผู้ขาดไร้ในช่วงเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่การเปิดเผยตัวต่อสาธารณะเพื่อเรียกร้องการยอมรับ หรือต้องการเสียงปรบมือแซ่ซ้อง แต่หวังเพียงว่าเรื่องเล็กๆ ของเขาจะสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้ทุกคนตระหนักรู้ว่า เราต่างทำดีให้กันได้ง่ายๆ โดยสะดวกใจ
“เราทุกคนนั้นเกิดมาเพื่อช่วยเหลือกัน” เขาเชื่อเช่นนั้น
บุคคลแห่งปี ซานต้าปริศนา ไม่ได้มีเพียงคนเดียวครับ แต่มีมากมายกระจายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง เพียงไม่มีข่าวเขาเหล่านี้ออกผ่านสื่อ ก็ใช่ว่าจะขาดไร้ซึ่งความดีความมีเมตตาต่อกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ เราเองต่างก็เป็นบุคคลแห่งปี เป็นคนผู้ทำความดีให้แก่ผู้คนรอบข้างได้ ใช่ว่าจะต้องเป็นนักร้อง นักการเมือง หรือนักธุรกิจชื่อดังเสียเมื่อไหร่
จะทำเมื่อไหร่ ทำที่ไหนไม่สำคัญ เพียงทำความดีโดยสะดวกใจ เท่านั้น
18 June 2006
เหตุเกิด ณ พื้นที่เสี่ยง ... ที่ขอบแห่งพรมแดนความรู้
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2550
ในสถานการณ์หนึ่ง แต่ละคนจะเรียนรู้ได้เร็วช้าต่างกัน ทว่าหากสถานการณ์เก่าภาวะเดิมนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะใหม่ อาจกลายเป็นว่าคนที่เคยเรียนรู้ได้ช้ากลับสามารถเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี สาเหตุเพราะว่าเราแต่ละคนนั้นมีศักยภาพ มีความสามารถและรูปแบบในการเรียนรู้ได้แตกต่างกันในภาวะที่ต่างกันออกไป
การเรียนการสอนในห้องเรียนโดยปกติทั่วไป เรามักจะจัดแบบเหมาโหล เปรียบเทียบกับการตัดเย็บเสื้อผ้าก็คือ ตัดเสื้อขนาดเดียวแต่ให้ใช้สำหรับทุกคน หรือที่ฝรั่งเรียกว่าเป็นแบบที่ตัดคุ้กกี้ (Cookie cutter) เพราะมีพื้นฐานแนวคิดความเชื่อว่าผู้เรียนแต่ละคน (อันเปรียบเสมือนคุ้กกี้แต่ละชิ้นที่ผลิตออกมาจากที่ตัดอันเดียวกัน) เหมือนกันหมดทุกประการไม่ว่าจะเป็นความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ความสามารถ หรือความสนใจ
แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ อย่าว่าแต่สำหรับห้องเรียนใดห้องเรียนหนึ่งหรือนักเรียนกลุ่มหนึ่งเลย ลำพังเพียงเราแต่ละคนก็ยังมีความพร้อมไม่เหมือนกันในการเรียนเรื่องเดียวกันในเวลาต่างกัน
การเรียนการสอนในปัจจุบันโดยมากนั้นเป็นกระบวนการที่มีรูปแบบเดียว จึงต้องพยายามสร้าง “บทเรียน” อันมีลักษณะกลางๆ เหมือนกับสอนตรงค่าเฉลี่ย ให้ผู้เรียนส่วนใหญ่หรือผู้เรียนทั้งหมดในห้องเรียนพอจะรับได้ พอจะเข้าใจได้ บทเรียนหรือความรู้นั้นจึงต้องเป็นเรื่องราวเป็นชุดประสบการณ์ที่แบนๆ เรียบๆ ไม่ค่อยมีหลายมิติเท่าไหร่นัก ว่าด้วยเนื้อหาใจความสำคัญหลัก ทำให้รูปแบบของกระบวนการเรียนที่ปรากฏคือ มีผู้สอนยืนบรรยายเนื้อหาความรู้หน้าชั้น และผู้เรียนก็ได้รับประสบการณ์คล้ายๆ กัน คือนั่งตาปรือ ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง
สถาบันการศึกษาทั่วไปมักเป็นการนำเสนอบทเรียนที่มีลักษณะกลางๆ เป็นเนื้อหาความรู้ว่าด้วยเทคนิควิชาอันเป็นเรื่องนอกตัวผู้เรียน แต่ละวันถูกนำเสนอโดยไม่สนใจว่าผู้เรียนอยู่ในภาวะเช่นไร จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ผู้เรียนไม่รู้สึกว่าความรู้ที่ได้มีความสัมพันธ์และสำคัญกับตัวเองแต่อย่างไร
แต่นั่นคือปัจจุบันที่กำลังจะเป็นอดีต
ทิศทางและความก้าวหน้าในเรื่องการเรียนรู้ของโลกยุคปัจจุบันมุ่งไปสู่การพัฒนาสมดุลของการเรียนรู้ภายนอกตัวกับในตัว กล่าวคือ หลอมรวมความรู้นอกกายนอกตัวเข้ากับการเรื่องรู้กายรู้ใจตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่ได้ชื่อว่าจิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) โดยให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับภาวะและพื้นที่ของแต่ละคน
หนึ่งในความเชื่อพื้นฐานของการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษาคือ คนเราแต่ละคนมีการเรียนรู้ต่างกันในภาวะที่ต่างกัน และภาวะที่ต่างกันนี้ก็เป็นความต่างจากมุมมองของความคุ้นเคยหรือความปลอดภัยของแต่ละบุคคลด้วย ภาวะดังว่านี้อาจแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ พื้นที่สบาย (comfort zone) เป็นภาวะที่เรารู้สึกคุ้นเคย ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายและปลอดภัย (“พื้นที่การเรียนรู้” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่พื้นที่ทางกายภาพแต่อย่างเดียว อาจเป็นรูปแบบหรือลักษณะของกิจกรรมหรืออื่นๆ) ระดับต่อมาคือ พื้นที่เสี่ยง (risk zone) เป็นภาวะที่เรารู้สึกระแวดระวัง รู้สึกถึงความสุ่มเสี่ยง ไม่มีความคุ้นเคย แต่ยังถือว่าพอรับได้ และระดับสุดท้ายคือ พื้นที่อันตราย (danger zone) เป็นภาวะที่เรารู้สึกไม่มีความปลอดภัย
ในพื้นที่สบายนั้น ย่อมแน่นอนว่ามนุษย์เราสามารถเรียนรู้บางอย่างได้ดี แต่ก็มักจะเป็นความรู้คนละชุดกันกับความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่อันตราย การมีสติอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือในพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคงนี้เองจะทำให้เรามีโอกาสการเรียนรู้มาก โดยเฉพาะการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเรา หรือความเป็นตัวเราเอง
ฉะนั้น สำหรับการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษาแล้ว สิ่งที่เป็นไปได้ไม่ยากนัก คือการจัดสภาพแวดล้อมหรือบทเรียนที่แม้จะเป็นรูปแบบเดียว แต่มีหลายมิติ สภาพการณ์ดังว่าจึงเป็นภาวะที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน และภาวะที่ต่างกันทำให้มีความหมายต่อผู้เรียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยต่างคนก็สามารถออกแบบหรือจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับตนเองได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น การฝึกอบรมของ Earth Expeditions ซึ่งมหาวิทยาลัยไมอามี่ ที่สหรัฐอเมริกา ได้ส่งครูชาวอเมริกันสิบกว่าคนมาเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และทางผู้จัดในไทย (ได้แก่ สถาบันขวัญเมือง มูลนิธิโลกสีเขียว และมหาวิทยาลัยมหิดล) ได้ใช้กระบวนการเรียนรู้ทางจิตตปัญญา (Contemplative Learning) เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน
กล่าวคือ ในกระบวนการทั้งหมดเราได้สนับสนุนเชื้อเชิญให้ผู้เรียนได้มีสติอยู่กับตัวเอง อยู่กับใจ อยู่กับความรู้สึกของตนเอง จากนั้นก็เชิญชวนให้แต่ละคนก้าวออกมาจากพื้นที่ที่คุ้นเคยเดิม ตามที่ตนเองได้มีโอกาสเลือกเอง ไม่ควบคุมบังคับ
หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นคือการให้โอกาสแต่ละคนได้อยู่คนเดียวในป่าธรรมชาติที่ดอยเชียงดาว กิจกรรมนี้ได้เกิดผลต่อผู้เรียนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนรู้สึกเป็นเรื่องง่ายๆ สบายๆ เรียกว่าอยู่กลางพื้นที่ปลอดภัยหรืออยู่ในภาวะสบายเลย ในขณะที่อีกหลายคนกลับรู้สึกว่าตนเองออกไปอยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงหรือภาวะเสี่ยงเต็มๆ เกือบจะพลัดเข้าไปสู่ภาวะอันตรายเสียด้วยซ้ำ แต่ละคนได้เลือกว่าออกไปไกลหรือนานเท่าใดจึงจะเป็นการออกจากภาวะหรือพื้นที่สบาย ไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยไม่ใช่พื้นที่อันตราย (จนเกินไป)
ยิ่งกิจกรรมนี้ผนวกด้วยการเชิญชวนให้ไม่เอาอะไรไปทำในป่า เช่น ไม่เอาหนังสือไปอ่าน หรือไม่เอาบันทึกไปจด หรือไม่เอาอาหารไปกิน ... การอยู่ว่างๆโดยไม่ทำอะไรนี่ก็เช่นกัน เป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปากสำหรับบางคน แต่ถึงขนาดเข็นครกขึ้นภูเขาสำหรับคนอื่นๆ
สิ่งที่พบหลังจากแต่ละคนกลับออกมา หลายคนสะท้อนความเห็นออกมาอย่างไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมง่ายๆ เท่านี้จะทำให้เขาได้ค้นพบตัวเอง รู้จิตรู้ใจตัวเอง และเห็นศักยภาพของตนเองมากขึ้น
การเรียนรู้เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคนิควิธีการเรียนรู้ที่จะนำพามาบอกเล่าในพื้นที่คอลัมน์นี้ (ที่จะพบกันทุกวันอาทิตย์) ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแวดวงของการเรียนรู้ทั้งไทยและเทศ เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่อยู่ที่พรมแดนความรู้ในเรื่องของการเรียนรู้ อาจเป็นเทคนิควิธีแบบใหม่และอาจเป็นการให้ความหมายใหม่กับเทคนิควิธีการเรียนการสอนแบบเดิม เพื่อขยายมุมมองของเราทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น
29 May 2006
ก่ออิฐ ทำกำแพง หรือสร้างมหาวิหาร
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Happiness@Work
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 28 พฤษภาคม 2549
“ทำไมคนไทยถึงไม่ค่อยให้เกียรติกับภรรยาคนไทยของผม และมักมองว่าเธอเป็นหญิงบริการ?” คือหนึ่งในคำถามที่ผมได้รับจากครูฝรั่งวัยกลางคนคนหนึ่งในกิจกรรมเสวนาเรื่องความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม ที่เพื่อนสนิทของผมขอให้ไปช่วย
ในยุคที่ภาษาอังกฤษมีความสำคัญมากขึ้น อีพีโปรแกรม (EP-English Program) หรือหลักสูตรภาษาอังกฤษในโรงเรียนต่างๆ ทั้งประถม มัธยม รวมถึงมหาวิทยาลัย (มักเรียกโปรแกรมอินเตอร์) ทั้งรัฐและเอกชน ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ส่วนหนึ่งเพราะเป็นแหล่งรายได้สำคัญของหลายโรงเรียน ความต้องการของตลาดมีมาก ผู้ปกครองจำนวนมากก็พร้อมจะจ่ายค่าเล่าเรียนที่สูงกว่าปกติ ถึงขนาดขับรถผ่านไปไหนก็เห็นป้ายติดหน้าโรงเรียนกันเป็นทิวแถว
โรงเรียนที่เปิดสอนอีพีโปรแกรมจะมีบางวิชาที่จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคม หรือแม้กระทั่งพลศึกษา (ยกเว้นวิชาภาษาไทย) โรงเรียนหรือโปรแกรมที่ขึ้นหน้าขึ้นตามักจะวัดจากปริมาณครูชาวต่างชาติที่มี เรียกว่ายิ่งเยอะยิ่งดี หากเป็นระดับชั้นต้นๆ ก็หาง่ายหน่อย แต่พอระดับสูงๆ เช่น มัธยมปลาย ก็มักต้องชวนอาจารย์คนไทยที่สอนระดับมหาวิทยาลัยมาช่วยสอน
สมัยผมเรียนน่ะไม่มี อีพงอีพีอะไรกับเขาหรอกครับ จำได้ว่านานๆ จะมีครูหัวแดงมาสอนอยู่ในโรงเรียนอยู่บ้าง ราวว่าเป็นโครงการแลกเปลี่ยนอะไรทำนองนั้น ครูมีอยู่คนสองคนก็โอ๋กันทั้งโรงเรียนเป็นธรรมดา แถมชีวิตก็ต้องพึ่งครูไทยเป็นหลัก ชาวต่างชาติจำนวนน้อยๆ ต้องคอยถามเราบ่อยๆ ต้องยกมือไหว้ปะหลกๆ ครูไทยก็รู้สึกมีความสำคัญ เห็นว่าพวกนี้น่ารัก น่าเอ็นดูดี พร้อมจะแสดงยิ้มสยามวันละหลายๆ รอบ
แต่ปัจจุบันอีพีโปรแกรมหนึ่งๆ อาจมีครูต่างชาติถึงยี่สิบกว่าคน มาจากหลายทวีปด้วยกัน เป็นเรื่องขึ้นมาสิครับทีนี้ จากเดิมที่ครูต่างชาติต้องพึ่งพิงครูไทยมากก็ไม่ค่อยเรียกร้องอะไร (แค่เอาตัวรอดไปวันๆ ก็ยังลำบาก เพราะสื่อสารอะไรกับใครเขาไม่รู้เรื่อง) พอมีจำนวนเยอะๆ เข้า ก็คุยกันเองได้ กลับบ้านเองเป็น เกิดกิจกรรมร่วมกัน เกิดวัฒนธรรมกลุ่ม พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง (ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี)
แต่ในสายตาครูไทย ครูต่างชาติเหล่านี้ดูเหมือนจะน่ารักน้อยลง อาจด้วยเป็นเพราะไม่ต้องมาพึ่งพาเรานักประการหนึ่ง แถมชักจะมีข้อเรียกร้องต่างๆ นานามากขึ้นอีก ฝ่ายชาวต่างชาติก็รู้สึกว่าตนเองควรจะได้รับสิทธิอะไรเสมอภาคกับเขาบ้าง เพราะก็เป็นครู เป็นคนกะเขาเหมือนกัน แถมยังนำรายได้มาสู่โรงเรียนอีกมาก เรื่องราวความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็อาจมีมากขึ้น ที่สำคัญคือการอะลุ้มอล่วยกันอาจจะน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เซ็งกันไปตามๆ กัน ทั้งเทศ ทั้งไทย ร้อนถึงผู้บริหารที่อาจต้องจัดกิจกรรมปฐมนิเทศ ผสานวัฒนธรรมหรือสร้างความเข้าใจขึ้น
ผมได้รับเชิญให้ไปเป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยอีกท่านหนึ่งในรายการดังกล่าวของอีพีโปรแกรมชั้นแนวหน้าแห่งหนึ่งของไทย ไม่ใช่เพราะเก่งกาจอะไรกับเขาหรอกครับ เพียงแต่สนิทกับผู้ดูแล และมีประสบการณ์ข้ามวัฒนธรรมกับเขานิดๆ หน่อยๆ
ผมให้ครูต่างชาติเขียนคำถาม สิ่งที่เขาอยากรู้หรืออยากชวนคุยมาก่อน ลองดูตัวอย่างคำถามนะครับ
“สังคมไทยถึงมีอคติ เลือกปฏิบัติ โดยให้โอกาสกับครูฝรั่ง มากกว่าครูชาวเอเชีย ทั้งๆที่ความสามารถใกล้เคียงกัน พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เหมือนกัน”
“คนไทยไม่พูดจาตรงๆ ตรงไหนถูกก็ว่าถูก ตรงไหนผิดก็ว่าผิด พูดอ้อมไปอ้อมมา ทำให้เสียการเสียงาน”
“ทำไมจึงมักมีการเปลี่ยนแปลงรายการโดยไม่แจ้งล่วงหน้าบ่อยนัก”
อ่านดูแล้วน่าเห็นอกเห็นใจครับ ทั้งครูต่างชาติผู้เป็นแขกและครูไทยเจ้าบ้าน ผมเองและเพื่อนพาทั้งหมดคุยกันด้วยความพยายามจะทำความเข้าใจกัน โดยบอกเล่าว่าพวกผมไม่ใช่ผู้จะมาชี้ถูก ชี้ผิด แก้ไข หรือให้คำตอบได้หมด สิ่งที่พวกเราพอทำได้ คือ ใช้ความรู้หรือทฤษฎีทางสังคมวิทยา-มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ้าง แต่ที่สำคัญคือ การช่วยให้ทุกคนมีท่าทีที่เหมาะสมในการใช้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่นั่น
ผมได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ครูทั้งหลายฟังว่า มีชายคนหนึ่งผ่านไปเห็นสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ด้วยความสงสัยใคร่รู้จึงได้เข้าไปถามช่างก่อสร้างที่พบเป็นคนแรกว่าทำอะไรอยู่หรือ ช่างคนแรกตอบด้วยความเบื่อหน่ายว่า “กำลังก่ออิฐ” ต่อจากนั้นเขาก็เดินไปถามช่างคนที่สองด้วยคำถามเดียวกัน แต่ได้รับคำตอบเพียงว่า “กำลังทำกำแพง” ท้ายสุดจึงได้ถามช่างคนที่สาม ช่างก่อสร้างคนที่สามตอบอย่างหนักแน่นหน้าตาอิ่มเอิบแววตาเป็นประกายว่า “กำลังสร้างมหาวิหาร”
ช่างทั้งสามคนต่างกันอย่างไรหรือครับ? ทั้งที่ทำงานก่อสร้างในสิ่งปลูกสร้างเดียวกัน สิ่งที่นิทานต้องการจะบอกคือ การมองเห็นแค่สิ่งเฉพาะหน้าในกรณีนี้นั้นไม่ช่วยให้เรารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญในสิ่งที่เราทำ ดังเช่นช่างคนแรกบอกว่ากำลังก่ออิฐ ขณะที่ช่างคนที่สามกำลังทำสิ่งเดียวกัน แต่เขารู้ตัวดีกว่ากำลังทำสิ่งที่มีความหมายยิ่งใหญ่
ท่าทีที่ช่างทั้งสามคนมีต่องานต่างกันจริงไหมครับ แต่ท่าทีของช่างคนที่สามดูจะเป็นท่าทีที่เหมาะสมและทำให้เขามีความสุขและความภาคภูมิใจในงานที่ทำ ทั้งนี้เพราะการมองโลก หรือการมองเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตที่ไม่เอาเรื่องเฉพาะหน้า หรือเอาปัญหามาเป็นตัวตั้ง
กรณีคำถามต่างๆ ของครูฝรั่งนั้น เกือบทุกคำถามสะท้อนให้เห็นว่าคุณครูทั้งหลายเห็นเป็นรายประเด็นปัญหา (ซึ่งอาจเกิดจากการตั้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรม) แต่ถ้าเราลองคิดตามคำถามเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวเท่านั้น เราอาจจะนึกไม่ออกเลยว่าจะแก้ไขอย่างไร ดูเหมือนปัญหาพันนัวเนียกันยุ่ง หากความคิดวนเวียนอยู่กับปัญหาระหว่างวัฒนธรรมมากเกินไป ครูจะไม่ได้เห็นเลยว่าเขาเองเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างค่านิยม สร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมที่ถูกต้อง การที่เขาได้ทำงานกับเด็กๆ นับเป็นจุดที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มาก เขามีหน้าที่ยิ่งใหญ่และสำคัญต่อโลก ไม่ใช่เพียงแค่คนทำงานรับเงินเดือนเท่านั้น
ด้วยเหตุที่เรามองเรื่องราวในโลกแบบเอาปัญหาเป็นตัวตั้งและไม่ทำให้มีความสุข การเห็นปัญหาเพียงอย่างเดียวแล้วสรุปว่านั่นเป็นเรื่องใหญ่หรือเป็นเรื่องราวทั้งหมด ก็เหมือน “เข้าป่าแต่ไม่เห็นป่า เห็นแต่ต้นไม้” (Don't lose sight of the forest for trees) นั่นเอง ฉะนั้นแล้วลองมาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเรื่องกันเถอะครับ มุมมองโลกในภาพรวมระยะยาวและคิดเชิงบวก อาจช่วยให้เราวางใจ มีความสุขกับงานได้ทุกวัน เพราะเข้าใจตำแหน่งแห่งที่และความหมายของสิ่งที่ทำ ใช่ว่าจะเห็นแค่ปัญหาเท่านั้นครับ :-)
หมายเหตุ: ในมงคลครบรอบ ๑๐๐ ปีวันล้ออายุ ขออุทิศบทความนี้เป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์พุทธทาส และเป็นกำลังใจแก่ลูกศิษย์ลูกหาของท่านในการร่วมสานต่อปณิธาน ๓ สร้างมหาวิหารในในศาสนิกทุกคนครับ
27 May 2006
โลกเปลี่ยนเพราะพวกเรา:
เปลี่ยนโลก ... ต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2549
ถาม: ท่านทราบไหมว่าปี...
๑) ๒๕๔๘ ๒) ๒๕๔๑
๓) ๒๕๔๕ ๔) ๒๕๔๖
๕) ๒๕๔๔ และ ๖) ๒๕๔๐
มีความสำคัญอย่างไร ตามลำดับ?
(มีเฉลยอยู่ในบทความครับ)
สัปดาห์นี้คอลัมน์จิตวิวัฒน์ได้เดินทางคู่กันกับหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ มาเป็นเวลาสองปีกับอีกสองเดือนพอดี แต่ละสัปดาห์สมาชิกจิตวิวัฒน์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาบอกเล่าความสำคัญจำเป็นที่โลกจะต้องมี “จิตสำนึกใหม่” (New Consciousness)
เรื่องราวที่กลุ่มจิตวิวัฒน์ได้ถ่ายทอดผ่านพื้นที่แห่งนี้ นอกเหนือจากฐานความรู้และมุมมองต่อโลกของแต่ละท่านแล้ว ยังมาจากข้อมูลสาระจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มทั้งในและนอกที่ประชุม ความรู้ทั้งหมดที่กลุ่มให้ความสนใจ เล่าสู่ข้อมูลข่าวสาร และร่วมเรียนรู้กันนั้น ได้แสดงให้เห็นชัดเจนอย่างสิ้นไร้ข้อสงสัยว่า โลกกำลัง “อยู่ใน” วิกฤต หาใช่กำลัง “เข้าสู่” วิกฤตดังที่บางคนเข้าใจไม่ ทั้งยังเป็นวิกฤตในรอบด้าน ไม่ว่าทางสิ่งแวดล้อม ทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่ศาสนา และอื่นๆ
ส่วนหนึ่งของข้อมูลสถิติและข้อเท็จจริงต่างๆ นั้น มีดังต่อไปนี้ครับ
- ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์ละลายเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ภายในเวลาไม่เกินห้าสิบปีนี้ ขั้วโลกเหนือจะไม่มีน้ำแข็งปกคลุมอีกต่อไป
- ปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายจากขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ อาจทำให้ระดับน้ำทะเลท่วมสูงขึ้นถึง ๖ เมตร
- โลกมีทั้งฤดูแล้งและพายุฝนรุนแรงมากยิ่งขึ้น
เหตุการณ์พายุเฮอริเคนแคทรีนา เป็นตัวอย่างที่ทุกท่านคงไม่ลืม ซึ่งแท้จริงแล้วปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีพายุมากถึง ๒๘ ลูก (ทำลายสถิติเดิม ๒๑ ลูกในปี ๒๔๗๖) ในจำนวนนี้เป็นพายุเฮอริเคนถึง ๑๕ ลูก (ทำลายสถิติเดิม ๑๒ ลูก ในปี ๒๕๑๒) และเป็นพายุเฮอริเคนระดับห้า อันความรุนแรงสูงสุด ถึง ๕ ลูก (ทำลายสถิติเดิม ๒ ลูกในปี ๒๕๐๓)
บางส่วนของข้อมูลนี้ถูกถ่ายทำเป็นภาพยนตร์และกำลังเข้าฉายในสหรัฐอเมริกา ชื่อ An Inconvenient Truth (“ความจริงที่ทำใจลำบาก”) ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าถึงความน่าสะพรึงกลัวของปัญหาภาวะโลกร้อนที่บางคนไม่เคยทราบข้อมูลข้างต้นมาก่อน และจะต้องประหลาดใจยิ่งขึ้น หากพบว่าเรื่องเหล่านี้ได้ผ่านหูผ่านตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้วในสื่อต่างๆ ท่ามกลางกระแสข่าวสารสาระบันเทิงอันท่วมท้น บางทีการบอกเล่าด้วยเรื่องราว อาจเหมาะเจาะเหมาะสมกับวัฒนธรรมพูดจาเล่าเรื่องอย่างในสังคมไทย มากกว่าการอ่านเขียนก็เป็นได้
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ บทให้สัมภาษณ์ของ อัล กอร์ เขาเล่าถึงการเสียชีวิตของพี่สาวจากโรคมะเร็งปอด ด้วยความที่เธอเป็นนักสูบบุหรี่มาตลอดชีวิต ในขณะที่ครอบครัวก็มีอาชีพปลูกยาสูบ และไม่ได้คิดจะเลิกปลูก จนกระทั่งเธอตายจากไป กอร์บอกว่านี่คงเป็นลักษณะทั่วไปของมนุษย์กระมังที่ยากจะเลิกนิสัยเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ปลูกยาสูบ หรือแม้แต่การมีวิถีชีวิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างทุกวันนี้
เรื่องนี้ตรงกับที่อาจารย์หมอประสาน ต่างใจ กล่าวในวงจิตวิวัฒน์เสมอๆ ว่า “มนุษย์นี้น่ะไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา บางทีเข้าไปนอนในโลงแล้วยังไม่รู้สึก ต้องได้ยินเสียงตอกตะปูฝาโลงปังๆ น่ะถึงจะคิดได้”
อย่างไรก็ดี จิตวิวัฒน์หาได้เป็นผู้นำข่าวร้าย (ซึ่งที่จริงก็เป็นแค่ “ความจริง” เพียงแต่เป็นความจริงที่ “ทำใจลำบาก”) แต่ถ่ายเดียว จิตวิวัฒน์ยังพยายามสื่อสารบอกเล่าให้เห็นด้วยว่า นี่คือโอกาสของการเรียนรู้ของตัวเราและของสังคม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็มีผู้หลุดพ้นจากการร่ำเรียนจาก “ความทุกข์” ที่อยู่เบื้องหน้ามานักต่อนัก
กลุ่มจิตวิวัฒน์เชื่อว่ามนุษย์จะใช้ความคิด ความรู้ชุดเดิมๆ มาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากชุดความคิดเดียวกันเป็นทำนองลิงแก้แหอย่างปัจจุบันนี้ไม่ได้ ทว่าต้องมี “จิตสำนึกใหม่” อันเป็นจิตใหญ่ ดังที่อาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้อธิบายไว้ในบทความจิตวิวัฒน์ชิ้นแรกในคอลัมน์นี้เมื่อสองปีก่อนว่าจิตสำนึกใหม่เป็น “ความรู้สึกนึกคิดที่มีปริมณฑลกว้างขวาง เข้าถึงความเป็นทั้งหมด หรือความเป็นหนึ่งเดียวของธรรมชาติ หลุดพ้นจากความบีบคั้นจากความคับแคบ เป็นอิสระ มีความสุข เกิดมิตรภาพอันไพศาล รักเพื่อนมนุษย์ และรักธรรมชาติทั้งหมด”
หลังจากที่กลุ่มจิตวิวัฒน์พบเจอกันเป็นประจำมาทุกเดือนไม่เว้น จวบจนบัดนี้เป็นเวลาเกือบสามปีแล้ว ในการประชุมเดือนพฤษภาคมนี้ กลุ่มจึงได้มีการ “เหลียวหลัง แลหน้า” กัน และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า โลกต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าวิกฤตที่แท้นั้นเป็นวิกฤตภายในจิตใจของตน วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นอาการของโรคที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น
ดังที่ท่านดาไลลามะองค์ปัจจุบันบอกว่า “โลกเป็นโรคขาดพร่องทางจิตวิญญาณ (spiritual deficiency)” ดังนั้นการพยายามไปหาทางออกด้วยวิธีการทางเทคนิคแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถนำพาโลกไปสู่ทางออกได้ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาการเมืองโดยการจัดการและวิทยาการอันเป็นบ่อเกิดปัญหาจึงเป็นการแก้ไขที่เปลือกนอก สิ่งที่ควรเร่งฟื้นฟูขึ้นคือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจคน
และด้วยเหตุที่วิกฤตเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเกิดจากภายใน โดยคุณเดวิด สปิลเลน ได้สรุปโดยใช้คำของมหาตมะ คานธี ที่ว่า “เปลี่ยนโลก ต้องเริ่มจากตัวเองก่อน” (Be the change you want to see in the world.)
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่เห็นวิกฤต เห็นปัญหา ควรลงมือแก้ไขอย่างเต็มที่ ทันที โดยเริ่มจากตนเองก่อน อีกทั้งยังต้องไม่ไปยึดติดกับความคาดหวังต่อผลอีกด้วย
การทำโดยไม่หวังผล ฟังดูเผินๆ อาจขัดกับแนวความคิดกระแสหลักที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะ “กรอบความคิด” การวัด-การประเมิน (ที่ “ตีกรอบ” ให้เราคิดแบบวนอยู่ในอ่างที่เดิม) ที่ทุกอย่างต้องตีค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ ต้องใช้เครื่องมือวัดได้ โดยหารู้ไม่ว่า ชุดความคิดนี้เองคือที่มาของปัญหาต่างๆ
แท้ที่จริงแล้ว มนุษยชาติมีชุดความรู้ที่แตกต่างจากชุดความรู้ทางเทคนิคปัจจุบันและสามารถพาพวกเราไปรอดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนา (ที่สอนให้เราไม่คาดหวังผล อย่างเช่นกรณีผู้ปฏิบัติธรรม หากยิ่งคาดหวังจะบรรลุ กลับยิ่งไม่ประสบผล) หรือวิทยาศาสตร์ใหม่ (ที่บอกว่าการวัดประเมินไปเสียทุกอย่างทุกครั้ง อาจไม่ได้ให้ผลที่เราอยากได้เสมอไป เช่น การทดลองเรื่องแมวของชโรดิงเจอร์) หรืออีกหลายชุดความรู้ เพียงแต่คนยังไม่ตระหนัก ไม่เชื่อ ถึงคุณค่า ความหมาย และการนำไปใช้ของมันเท่านั้น
สำหรับเฉลยคำถามข้างบนนี้ หกปีที่อยู่ในคำถามเป็นหกปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติตั้งแต่เคยบันทึกกันมา (นับตั้งแต่ปี ๒๔๓๓ หรือเมื่อกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบปีมาแล้ว) เป็นอย่างไรบ้างครับ เมื่อเห็นข้อมูลว่าหกปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่บันทึกมาอยู่ในรอบไม่เกินแปดปีที่ผ่านมานี้ ในยุคสมัยของเรานี่เอง ... เกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ กันบ้างหรือเปล่า?
Subscribe to:
Posts (Atom)