02 September 2012
ช่างสามัญไม่ธรรมดา
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ 2 กันยายน 2555
ที่จอดรถช่วงเที่ยงวันธรรมดากลางสัปดาห์นั้นหาได้ไม่ยากนัก ไม่ต้องขับวนก็มีที่ จอดเสร็จพลางนึกในใจว่าวันนี้คงใช้เวลาไม่นาน เพราะอุตส่าห์เลือกมาเวลานี้
แต่เมื่อพลันก้าวเข้าไปในร้านตัดผม ก็ต้องแปลกใจเพราะว่ามีลูกค้านั่งรออยู่สองคน ขณะที่ช่างทั้งสามคนกำลังง่วนอยู่ ช่างประจำของผมยิ้มพร้อมผายมือให้ไปนั่งรอก่อน
ระหว่างนั่งรอเห็นช่างเขาหันมาทางผมบ่อยๆ พร้อมมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย ผมมองไปรอบๆ จึงเห็นว่าหนึ่งในลูกค้าสองคนที่มาก่อนเป็นวินมอเตอร์ไซค์ สวมหมวกผ้าใบเล็กแนบศีรษะ ดูเหมือนผมก็ไม่ยาว ผมได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
พอช่างของผมตัดเสร็จ เขาก็เริ่มพับผ้าคลุม ผ้าขนหนู หยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นมาแล้วหยิบผ้าใส่ลงไป พร้อมหยิบปัตตาเลี่ยนมาม้วนสายไฟเก็บอีก ผมทั้งงงทั้งสงสัยเข้าไปใหญ่ว่า อ้าว จะเก็บของไปไหนนี่ เก็บเสร็จเขาทำท่าทางขอโทษขอโพย ยกมือยกไม้เหมือนบอกเวลาว่าแป๊บเดียวไม่กี่นาที นั่นไม่ช่วยให้ผมเข้าใจอะไรมากขึ้นเลย แต่พอจะเอ่ยปากถาม หนุ่มวินมอเตอร์ไซค์ก็พาช่างผมออกไปจากร้านเรียบร้อยแล้ว
ช่างอีกคนคงเห็นเครื่องหมายคำถามเต็มใบหน้า มีน้ำใจบอกผมว่า "เดี๋ยวช่างเขาก็กลับมาครับ"
อ้อ แล้วผมจะต้องรอนานสักเท่าไหร่ละนี่? เอาเถิด ไหนๆ ก็มาแล้ว จะกลับไปก็เสียเที่ยว ทำใจสบายนั่งรอไปละกัน รีบไม่รีบก็เป็นสุขใจได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องอึดอัดอะไร
สักพักใหญ่ ช่างประจำตัวก็เดินกลับเข้ามา เขากุลีกุจอเอาของออกจากกระเป๋า ปาดเหงื่อแล้ว ปัดเศษผมออกจากเก้าอี้ แล้วเชิญผมไปนั่ง
คำถามนั้นไม่เป็นสิ่งจำเป็น เขาเริ่มเล่าพลางเริ่มกระบวนการตัดที่คุ้นเคย ผมสังเกตว่าแม้ว่าดูเขาจะเหนื่อยมา แต่ละขั้นตอนก็ยังคล่องแคล่ว ว่องไว และปราณีตเช่นทุกครั้ง สมกับเป็นช่างฝีมือดีที่ผมไว้วางใจ
"ขอประทานโทษทีนะครับพี่" น้ำเสียงเขานอบน้อม เรียกผมเป็นพี่ทุกคำแม้ว่าจะผมจะอายุอ่อนกว่า "ไปตัดผมให้คุณลุงท่านหนึ่งแถวนี้มาน่ะครับ ให้คนมาเรียกผมหลายครั้งแล้ว แต่ผมคิวแน่นตลอด วันนี้แกเลยส่งลูกน้องมารอรับเลย"
คุณลุงที่เอ่ยถึงนั้นอายุอานาม 80 กว่า อยู่ซอยแถวนี้ ลูกหลานอยากให้ตัดผม แต่ไม่สามารถเดินมาด้วยตนเองได้
"ถือว่าไปดูแลญาติผู้ใหญ่น่ะครับ น่าสงสารคนเหล่านี้นะ แก่แล้วหลายก็ออกไปไหนมาไหนไม่ได้ เราลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็เลยยินดีไปครับ อีกหน่อยเราก็เองก็ต้องแก่เหมือนกัน"
โดยมากช่างมักไม่ค่อยชอบไปตัดผมตามบ้านให้คนมีอายุ เพราะมักมีปัญหาสุขภาพ "ฉี่อึรดที่นอนก็มี หรืออย่างสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปตัดให้คุณลุงอีกคนแม้อายุไม่มากเท่า แต่เป็นเบาหวานต้องตัดขาทั้งสองข้าง นั่นก็ต้องไปช่วยอุ้มจากเตียงขึ้นมานั่ง ตัดก็ยากกว่าตัดปรกติครับ" เขาเล่าด้วยความตั้งใจ ไม่มีน้ำเสียงของการบ่นแต่ประการใด
"แต่ผมเข้าใจได้ คุ้นเคยดี แต่ก่อนตอนนู้นยังไม่มีครอบครัว ผมก็อาสาไปตัดให้พวกคนไข้ พวกทหารที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกเสมอๆ เห็นใจเขาครับ ใครๆ ก็อยากได้ตัดผมแต่ไม่มีช่าง เดี๋ยวนี้เสียดายผมไม่ค่อยได้ไปแล้ว ต้องดูแลที่บ้าน"
ผมนั่งฟังด้วยความซาบซึ้ง เกิดปีติมีขนลุกบ้างเป็นครั้งคราว แค่ครู่เดียวก็ตัดเสร็จ เพราะตัดง่าย ทรงเดียวกับที่ไว้มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม
เรากล่าวขอบคุณซึ่งกันและกันเช่นทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมตั้งใจขอบคุณเขามากเป็นพิเศษ รู้สึกโลกนี้งดงามน่าอยู่ไม่น้อย เดินออกมาจากร้านรู้สึกดีที่ได้เลือกที่จะนั่งรอเกือบชั่วโมงก่อนหน้านั้น
26 August 2012
ยอม
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2555
ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก
แต่ก่อนผมไม่ค่อยสนใจสำนวนไทยนี้สักเท่าใด ตอนเด็กๆ ครูสอนให้ท่อง เราก็ท่อง (เพื่อไปสอบ) แต่ผมไม่เคยสงสัยว่าจริงหรือไม่ และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ครั้นโตมาก็ได้ยินคนนำไปใช้อยู่เนืองๆ ประมาณว่าใช้กล่าวกระทบกระเทียบบรรดาผู้ใหญ่ที่ดื้อ คือ ไม่ค่อยจะยอมเปลี่ยนแปลง
คีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญคือคำว่า 'ยอม' กระมัง?
ตอนยังเด็กเล็กๆ แต่ละคนจะมีช่วงเวลาที่เรายอมให้กันง่ายๆ อาจเป็นขนม ของเล่น บางทีก็เป็นโอกาสที่จะได้รับอะไรดีๆ เช่น ได้เล่นเครื่องเล่นหรืออ่านหนังสือการ์ตูนก่อน หรืออาจเป็นยอมให้อภัยคนที่ทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ ทะเลาะกันวันนี้ พรุ่งนี้ก็กลับมาเล่นกันใหม่ ยังไงก็ยังเป็นพี่น้อง เป็นญาติ เป็นเพื่อนกันอยู่ดี
ครั้นเติบโตมา มีการมีงานเป็นหลักเป็นฐาน แค่การขอให้เพื่อนร่วมงานไปประชุมแทน หรือทำงานง่ายๆ ให้สักอย่าง พอเขาไม่ยอมตามที่ขอ ก็โกรธขุ่นข้องหมองใจ คนที่เป็นฝ่ายขอก็กลายว่ารู้สึกเสียหน้า พาลไม่พูดไม่ทักกันไปเป็นเดือน บางทีนานจนแทบจำไม่ได้ว่าโกรธกันด้วยเรื่องใด
แล้วอะไรหนอที่ทำให้เราดัดหรือยอมได้ยาก? อาจจะเป็นประสบการณ์ในการใช้ชีวิตของเรา โดยเฉพาะตอนที่เราต้องเผชิญกับโจทย์ชีวิตยากๆ ทำให้ต้องเป็นหรือต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อที่จะอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางจิตใจ แล้วเราก็บอกตัวเองว่าต้องเป็น ต้องทำแบบนี้ถึงจะโอเค ถึงจะปลอดภัย
ยิ่งโตขึ้น ความเชื่อเหล่านี้ยิ่งมากและยิ่งแข็งแรง เราพร่ำบอกและตอกย้ำว่าเราเป็นคนเช่นนั้นๆ อยู่เสมอๆ โดยเราไม่รู้ตัว บ่อยครั้งก็ด้วยการปลูกฝังความเกลียดชังหรือความเป็นอื่นให้กับคนที่มีคุณสมบัติที่เราไม่ชอบ
แต่ยิ่งเราเกลียดหรือถอยห่างจากคนที่ต่างจากเราแค่ไหน เรายิ่งไม่สามารถยอมให้เราเองมีคุณสมบัติเช่นคนนั้น (แม้ว่าบ่อยครั้งเราก็ต้องการคุณสมบัติเช่นนั้นบ้าง)
หากเราเกลียดคนที่ดูเหมือนว่าบ้าอำนาจ เราอาจจะยิ่งไม่สามารถยอมให้ตนเองเป็นคนที่กล้ารับผิดชอบและตัดสินใจคนเดียวอย่างเด็ดขาด
หากเราบอกตัวเองว่าเราไม่เก่งศิลปะ เรายิ่งไม่ยอมเปิดโอกาสให้ตนเองได้ลองสนุกกับเส้นสายลายสีได้อย่างวางใจ
ในงานอบรมจิตตปัญญาเพื่อพัฒนาศักยภาพกระบวนกรหรือผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ขององค์กรด้านจิตอาสา คำที่ผู้เข้าร่วมอบรมชอบกันมาก คือ คำว่า 'ยอมให้' ไม่ใช่ยอมให้คนอื่นคนไกลที่ไหน แต่ยอมให้ตนเอง คือ ยอมอนุญาตให้ตนเองเปลี่ยน เปลี่ยนไปเป็นคนที่ตนเองเคยบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ฉันไม่ใช่คนเช่นนั้น
ชายหนุ่มหน้าเข้มเสียงเข้มหัวหน้าองค์กรชั้นนำของประเทศด้านการทำบ้านดิน แบ่งปันการเรียนรู้ในตอนท้ายของการอบรมว่า "ขอบคุณงานอบรมครั้งนี้ ที่ทำให้ผมได้เปิดตนเอง มีมิติด้านจิตใจมากขึ้น ได้ลองทำงานศิลปะ แต่ก่อนจะไม่กล้าเลย บอกตัวเองว่า 'เราวาดรูปไม่เก่ง' เพราะตอนเด็กๆ ครูมักให้คะแนนแค่ 5 จากเต็ม 15 คะแนน"
น่าประทับใจที่แค่การเรียนรู้ด้วยกันไม่กี่ครั้ง เขากลับ 'ยอม' ให้ตนเองเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่ง
"เรื่องจิตใจนี้ก็เปลี่ยนมาก เมื่อก่อนคุยก็จะใช้แต่เหตุผลล้วนๆ ใครไม่คุยเหตุผล ผมจะไล่ไปไกลๆ เลย และก็ไม่ให้ความสำคัญเรื่องอารมณ์ความรู้สึกคนอื่น ... เดี๋ยวนี้คุยกันก็ฟังกันมากขึ้น กลายเป็นคนอ่อนโยนขึ้นมากเลยครับ"
ฟังแล้วทำให้ผมชักไม่สนใจว่า ไม้จะแก่หรือจะอ่อน หรือจะดัดยากหรือดัดง่าย เพราะสำหรับผมแล้วทุกคนดัดได้เสมอ และไม่ใช่เพราะว่าการดัดนั้นต้องใช้วิธีอะไร แต่เพราะเรานี่แหละที่พร้อมยอมให้ดัดตัวของเราเอง
19 August 2012
ส่งศิษย์ถึงฝั่ง
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ 19 สิงหาคม 2555
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นมาจากงานบนโต๊ะ เห็นลูกศิษย์ที่นัดไว้เปิดประตูเข้ามาหา เขาฉีกยิ้มกว้างแบบที่ผมจำได้แม่น
"สวัสดีครับอาจารย์ ผมมาลาอาจารย์ครับ"
"อ้าว!" ผมแปลกใจ วางงานลง พากันเดินมานั่งคุยที่โซฟาห้องโถง ไต่ถามความเป็นมาเป็นไปว่าจะลาไปไหน จึงได้ทราบว่า "ผมจะไปเรียนต่อปริญญาเอกครับ"
ความแปลกใจก็ยังไม่หาย เพราะเห็นเขาเพิ่งได้งานใหม่ที่สถาบันชื่อดังแห่งหนึ่งของรัฐ อีกได้ข่าวว่ากำลังสนุกกับการเดินทางไปทำวิจัยทั่วประเทศ เขาเล่าว่าพอดีมีโอกาสเรียนต่อเข้ามา ได้รู้จักกับอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านที่สนใจ จึงตัดสินใจไปเรียน ด้วยว่าจะไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงมากราบลา
มาลัยดอกมะลิพวงงามที่เตรียมไว้ถูกหยิบออกมา เขาย่อตัวลงนั่งคุกเข่าที่พื้นห้อง พนมมือที่ถือพวงมาลัยกลิ่นหอมขึ้น ตอนนี้เพื่อนๆ ของเขาก็มานั่งใกล้ๆ ด้วย เขาขออนุญาตทำพิธีขออโหสิกรรม โดยออกตัวว่ารูปแบบและถ้อยคำที่จะกล่าวก็จำจากที่เห็นมา ไม่แน่ใจว่าจะถูกต้องครบถ้วนแค่ไหน
ชายหนุ่มนิสัยเรียบร้อยเอื้อนเอ่ยคำขออโหสิกรรมอย่างชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ แฝงความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง
ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องหยุดลง ความตั้งใจทั้งหมดทั้งมวลของทุกคนอยู่ที่กิจกรรมนี้ คุณภาพของความตั้งใจดังกล่าวทำให้พิธีกรรมเรียบง่ายศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาทันที
หลังจากคำอโหสิกรรม เขาเล่าถึงบางช่วงของการเส้นทางชีวิตตั้งแต่ได้เจอชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ที่ผสมผสานกระบวนการจิตตปัญญาของเราว่ามันมีความหมายเช่นไร คำพูดเขาทำให้ผมย้อนระลึกถึงเด็กหนุ่มที่ก้าวเข้ามาเรียนในวิชาเลือกที่ผมสอนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาวันนั้นกับวันนี้เรียกได้ว่าต่างกันเป็นคนละคน
เด็กวันก่อนซึ่งก็ไม่ต่างกับเด็กเรียนทั่วไป ที่ขยัน เก่ง และรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสอบได้คะแนนเยอะ ทำผิดทำพลาดก็เคย ปัจจุบันได้กลายเป็นชายหนุ่มที่มีความสามารถในการรู้จักตนเอง เครื่องมือการเรียนรู้ที่หลากหลายทางจิตตปัญญาทำให้เขาได้พัฒนาด้านหรือมิติที่ไม่เคยเห็นหรือยอมรับมาก่อนของตนเอง ทำให้เป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์และรอบด้านมากขึ้น อีกทั้งความสัมพันธ์กับทุกคนที่บ้านก็ดีขึ้น ไม่ว่ากับคุณตา คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ น้า หรือพี่สาว กับความสัมพันธ์ยากๆ ที่แต่ก่อนเขานึกไม่ออกเลยว่าจะทำให้คลี่คลาย เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้อย่างไร มาบัดนี้สมาชิกครอบครัวสามารถแสดงออกถึงซึ่งความรักความเข้าใจกันได้อย่างอิสระมากขึ้น เป็นที่พึ่งของเพื่อนร่วมงาน ช่วยทำให้บรรยากาศที่ทำงานเป็นมิตร ผู้คนใส่ใจให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์
"ผมตั้งใจจะทดแทนบุญคุณของอาจารย์ครับ แต่ต้องไปเรียนต่างจังหวัด ระหว่างนี้ผมจะขอทำความดี เป็นคนดี และน้อมนำเอาสิ่งที่อาจารย์สอนไปปฏิบัติเพื่อทดแทนคุณนะครับ"
ถ้อยคำที่กล่าวอย่างหนักแน่น ทำเอาผมตื้นตันอย่างมาก ย้อนระลึกถึงนับตั้งแต่วันที่ได้เริ่มมาเป็นครูแล้ว ก็ได้พบได้เจอประสบการณ์ดีๆ มาก็ไม่น้อย แต่ช่วงเวลาเช่นนี้ที่ได้เห็นการเติบใหญ่ของศิษย์ ไปสู่การเป็นมนุษย์ผู้มีความพร้อมในการดูแลตนเองและครอบครัว มีความเข้าใจในตนเองและโลก ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากสำหรับความพยายามทั้งหมดที่ได้ทุ่มเทไปในฐานะครูคนหนึ่ง
ขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่ได้ให้ชีวิต ขอบพระคุณครูบาอาจารย์ผู้อบรมขัดเกลา ทำให้ผมได้ทำงานนี้ งานที่ได้เป็นประจักษ์พยานการเปลี่ยนผ่านของศิษย์ เป็นงานที่เติมเต็มความหมายให้ชีวิต
04 August 2012
โซโล่
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม ๒๕๕๕
ตรงนี้ได้คนหนึ่ง" พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล พูดพร้อมกับชี้ไปยังพื้นที่ที่ดูค่อนข้างเหมาะ
ที่ว่าค่อนข้างเหมาะนั้นหมายถึงที่พื้นดูค่อนข้างเรียบและโล่ง แม้จะเป็นพื้นดินในป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ก็ไม่มีพืชคลุมดินหรือไม้พื้นล่างที่ขึ้นหนาแน่นเกินไป เศษใบไม้ที่ร่วงหล่นและกำลังถูกย่อยสลายก็ไม่หนาจนอาจมีงูเงี้ยวเขี้ยวขอที่อาจเป็นอันตราย ผมเงยหน้ามองไปข้างบนต้นไม้ใหญ่ไม้เรือนยอดก็มีพอจะเป็นแนวบังแดดที่มีอยู่ให้ดูรำไร ไม่มืดจนน่ากลัว แต่ก็ไม่จ้าจนร้อน อากาศก็ดูถ่ายเทได้ดี ไม่อับ
ผมหันกลับไปแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ฝรั่งที่เดินตามมาเป็นแถวเรียงหนึ่งทราบ พวกเขามองหน้ากันไปมาสักพักก็มีคนพยักหน้า ทำนองให้สัญญาณว่า "ฉันเลือกที่นี่แหละ" แล้วเดินตรงไปยังจุดดังกล่าว สำรวจไปรอบๆ หาตำแหน่งเหมาะๆ แล้วเอาเป้สัมภาระวางลง
พวกเราค่อยๆ หาตำแหน่งและปล่อยชาวต่างชาติเหล่านี้อยู่ในป่าภูกลาง อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ตามลำพังทีละคน แต่ละคนอยู่ห่างกันพอให้ไม่เห็นกัน ส่วนเราไปหยุดพักที่ริมผา สนทนากันสักครู่ ก็ได้เวลาพระท่านฉันเพล ผมรับประทานข้าวกล่อง ตั้งใจกินอย่างรู้เนื้อรู้ตัว จากนั้นก็แยกย้ายกันภาวนาหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย
สองสามชั่วโมงถัดมา ได้เวลานัดหมาย พร้อมๆ กับสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา พวกเราเดินย้อนกลับไปทางเก่า ผ่านแต่ละจุดที่ปล่อยฝรั่งเหล่านั้นไว้ แล้วเดินกลับออกมาด้วยกัน
ที่ริมป่าพวกเราได้นั่งสนทนากันถึงช่วงเวลาการอยู่คนเดียวในป่าประมาณสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา คุณครูสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมต้น จากเมาท์วอชิงตัน รัฐเคนตักกี้ สะท้อนว่านี่เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่สำคัญที่สุดของเธอ
"หลังจากเลือกที่ได้แล้ว ฉันวางของลง สาละวนกับการจัดที่ทางให้พร้อม จุดธูปไล่แมลง ทำนู่นทำนี่สารพัดอย่างค่อนข้างหงุดหงิดรำคาญ กว่าจะได้นั่งภาวนาก็พักใหญ่ มองนาฬิกาถึงได้รู้ว่าผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว พอนั่งลงพักก็พบว่ามันสบายมากกับแค่กลับมารู้เนื้อรู้ตัว มันทำให้ฉันตระหนักว่าที่ผ่านมาฉันเองก็ใช้ชีวิตแบบนี้แหละ กระสับกระส่ายกับการจัดการเพื่อให้ฉันสบาย ทั้งๆ ที่มันง่ายๆ แค่การได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง"
เธอเป็นคนในหนึ่งในคณะของชาวอเมริกันราว 20 ชีวิต ประกอบด้วยครู นักการศึกษา นักสื่อความหมายธรรมชาติ ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เขาเหล่านี้จ่ายเงินบินข้ามน้ำข้ามทะเลครึ่งโลกมาเรียนรู้เรื่อง "พุทธศาสนากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ" ในโครงการ Earth Expeditions ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มจิตตปัญญาวิถี อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยไมอามี และสวนสัตว์ซินซิเนติ สหรัฐอเมริกา
พวกเขาได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักคิดนักปฏิบัติด้านจิตตปัญญาชาวไทย ถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมดุลของการเรียนรู้เนื้อหาเรื่องราวภายนอก ไปพร้อมๆ กับการรู้จักรู้ใจตนเอง สามารถเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งเก่งและทั้งงามจากภายใน มีความอ่อนโยนต่อชีวิตและอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น สรรพชีวิต และธรรมชาติได้นั้นอย่างสอดคล้องสมดุล
ประสบการณ์ที่พวกเขาได้พบเป็นประสบการณ์จิตตปัญญาที่อยู่บนฐานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทย ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นสากล และทำให้เราได้สะท้อนเห็นตัวเองชัดยิ่งกว่าบทเรียนตามตำรา
เธอผู้นี้กล่าวทิ้งท้ายถึงประสบการณ์สำคัญว่า "นี่คงเป็นครั้งท้ายๆ ในชีวิตแล้วที่ฉันจะเสียเวลากับการมัวจัดการกับสิ่งนอกตัวมากมายขนาดนี้"
24 June 2012
จิตอาสาทัศนาจร
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕
คุณครู : เดี๋ยวเดือนหน้า เราจะไปทัศนศึกษากัน
เด็กๆ : เฮ! จะได้ไปเที่ยวแล้ว
ตอนสมัยยังเป็นเด็กๆ มีคำอยู่ 3 คำ ที่ผมรู้สึกว่ามันมีความหมายคล้ายกัน หรือเหมือนกันมาก นั่นก็คือคำว่า ทัศนศึกษา ทัศนาจร และไปเที่ยว เวลาครูพูดถึงทัศนศึกษา สำหรับเด็กๆ นั้นหมายถึง “ไปเที่ยว” หรือ ทัศนาจร นั่นเอง
ปีไหนโรงเรียนวนกลับไปจัดทัศนศึกษายังสถานที่ที่เราเคยไปกันแล้ว จึงมักมีเสียงบ่นโอดโอยกันยกใหญ่ จะไม่ให้บ่นได้อย่างไร ในเมื่อเด็กๆ รู้สึกว่าเคยไปเที่ยวมาแล้ว และจะไม่ให้นักเรียนรู้สึกว่าไปเที่ยวได้อย่างไร ในเมื่อโรงเรียนจำนวนมากไม่ให้ความสำคัญกับมิติการเรียนรู้ในการไปทัศนศึกษา จนคุณครูอาจคิดในใจว่า โรงเรียนลูกจะพาไปเที่ยวอีกแล้วก็เป็นได้
ก็เพราะการไปทัศนศึกษาของโรงเรียนจำนวนมาก ไม่ได้มีการเตรียมครูก่อนไป ไม่มีการเตรียมนักเรียนก่อนไป ว่าการเรียนรู้ที่พวกเขาควรจะได้รับคืออะไร ที่ๆ จะไปมีความหมายสลักสำคัญอย่างไร เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบทเรียนไหนบ้าง ช่วงอยู่นอกสถานที่ ครูก็ไม่ค่อยได้ชวนนักเรียนสังเกต ซักถาม หรือสะท้อน อย่างมากก็แจกใบงานให้นักเรียนไปคัดลอกข้อมูลมาส่ง พอมีต้นฉบับ นักเรียนที่เหลือก็ลอกตามๆ กันไป ทำให้ไม่ค่อยได้ใช้ศักยภาพของการเรียนรู้นอกสถานที่ หรือสภาพปกติอย่างที่สามารถ และควรจะเป็น
ดูไปก็คล้ายกับกิจกรรมจิตอาสาที่หลังๆ พบเห็นกันมากขึ้น เด็กเยาวชนที่มุ่งมั่นมาช่วยเหลือคนอื่นอย่างจริงจัง มีวินัย ตั้งใจทำงานตามที่ผู้ดูแลกิจกรรมแนะนำนั้นก็มีอยู่ แต่ก็ยังพบว่ามีไม่น้อยที่มาแบบทัศนาจร คือทำนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ถ่ายรูป อัพสเตตัส แชร์บนเฟซบุ๊ค แถมขอลายเซ็นต์คนจัดเพื่อไปเอาคะแนนจากโรงเรียนเสียอีกด้วย
แต่เรื่องราวมันก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินไป และจบลงเช่นนี้ตลอดไปครับ
ธนาคารจิตอาสา เป็นโครงการที่รับ “ฝากเวลา” คือ เป็นสื่อกลางในการสร้างโอกาส ให้เราได้ใช้เวลามาช่วยเหลือกันในสังคม แสดงความตั้งใจที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น โดยจะช่วยแนะนำงานอาสาที่เหมาะกับเวลาว่าง ความสนใจ และความถนัดของเรา ซึ่งขณะนี้ กำลังจัดฝึกอบรมกระบวนกรจิตอาสา หรือพี่เลี้ยงอาสาสมัคร (Training of Trainers หรือ ToT) เพื่อผสานความรู้ในงานจิตวิวัฒน์ จิตตปัญญาศึกษา เข้ากับงานจิตอาสา เป็นการหนุนเสริมให้ผู้ดูแลและจัดกิจกรรมจิตอาสา เพิ่มมิติด้านการเรียนรู้เข้าไปในงานอาสา ทำให้เกิดความมั่นใจและมีทักษะในการใช้เครื่องมือการเรียนรู้ที่หลากหลายสำหรับจัดกระบวนการ รวมถึงการสะท้อน และการถอดบทเรียน
ผมมีโอกาสสัมผัสคอร์สอบรมนี้โดยตรง ทำให้เห็นโอกาสและศักยภาพที่เหล่าผู้ดูแลองค์กรอาสาสมัคร จะช่วยให้บรรดาจิตอาสาเกิดการพัฒนา ไม่ใช่แค่เรื่องความคิด วิเคราะห์ และทักษะทางกายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การรู้จักใจและเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง การยอมรับผู้อื่น และการลดละอัตตาของตนเอง เป็นการยกระดับจิตวิญญาณของทุกคนในกระบวนการ
ที่กล้าเอ่ยเช่นนี้ เพราะได้เห็นบุคลากรเหล่านี้เริ่มก้าวออกจากพื้นที่คุ้นชิน ไปสู่พื้นที่ท้าทายที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ เห็นพวกเขาสะท้อนตนเอง ให้การรับฟัง และสนับสนุนการสะท้อนบทเรียนของผู้อื่นแล้ว ก็ให้รู้สึกดีใจกับวงการจิตอาสาอยู่ไม่น้อย ที่จะมีกระบวนการทำให้อาสาสมัครเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ได้มากยิ่งขึ้น
ดีไม่ดี อาจส่งผลทางอ้อมทำให้กิจกรรมทัศนศึกษาเป็นกิจกรรมที่มีมิติ ความหมาย และเกิดการเรียนรู้ขึ้นบ้าง ก็เป็นได้
17 June 2012
ไม่อายหมา
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๕
พุทธชยันตี วิสาขบูชาปี 2555 วันเฉลิมฉลอง 2,600 ปีแห่งการเข้าถึงความจริงของมนุษย์คนหนึ่ง ผู้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของชีวิตคนจำนวนหลายล้าน วันนั้นหลายคนหลายองค์กรได้ร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ในหลากสถานที่และหลายรูปแบบ ส่วนตัวผมนั้น ผมเลือกที่จะกลับไปหาครู ณ วัดป่าแห่งหนึ่ง
ครูผู้เป็นลูกศิษย์ของบรมครู เป็นบุคคลผู้ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นถึงสิ่งที่ถูกส่งทอดสืบต่อกันมานับเป็นพันปีตั้งแต่วันนั้น เป็นผู้ให้เรามากกว่าความรู้ ทั้งยังไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทนจากเรา
ในวันวิสาขบูชาปีนี้ ที่วัดไม่ได้จัดงานใหญ่หรือจัดอะไรเป็นพิเศษ ญาติโยมที่มางานก็มีจำนวนมากตามปรกติเหมือนวันพระใหญ่ทั่วไป ครูอยู่และเป็นอย่างเรียบง่าย และเหมือนเช่นทุกวัน เป็นสุดยอดตัวอย่างของความเสมอต้นเสมอปลาย อันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่เรียบง่าย แต่ใช่จะหาได้ง่ายๆ ในโลกทุกวันนี้
เรื่องที่ครูสอนก็เป็นเรื่องที่ท่านเน้นย้ำเสมอ เรื่องการมีสัจจะ พูดคำไหนคำนั้น “เอาแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็พอ” ท่านว่า
ระหว่างการเดินทางขากลับออกจากวัด ผมได้ฟังเรื่องเล่าจากรุ่นพี่ที่ผมนับถือ เขาเป็นศิษย์ใกล้ชิดของท่านมายาวนาน เขาเล่าว่า
“เมื่อไม่กี่ปีก่อน พี่มีโอกาสได้ตามไปอุปัฏฐากดูแลหลวงพ่อท่านเมื่อครั้งไปสังเวชนียสถานที่อินเดีย เมื่อไปถึงพุทธคยา สถานที่ต้นกำเนิดพุทธชยันตี คือใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หลวงพ่อบอกว่าจะปฏิบัติภาวนาข้ามคืนจนถึงรุ่งเช้า พี่ก็เรียนท่านว่าจะอยู่ปฏิบัติด้วย แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ทนไม่ไหว ถอดใจ และล่าถอยกลับไปพักที่โรงแรมตั้งแต่ตอนสองทุ่ม”
ครั้นเมื่อถึงเวลาเช้า หลวงพ่อท่านเปรยทักว่า
“อายหมามันบ่ เว้าแล่วเฮ็ดบ่ได้” (อายหมามันบ้างไหม พูดแล้วทำไม่ได้น่ะ)
พี่เขาไม่ได้บอกว่าตอนนั้นเขารู้สึกอย่างไรในใจ แต่เล่าว่าเขานั่งเงียบตลอดการเดินทางที่เหลือจนกระทั่งมาถึงเมืองไทย เมื่อส่งหลวงพ่อขึ้นรถไปแล้ว เขาก็จัดการซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไปที่อินเดีย มุ่งหน้าไปยังพุทธคยาทันที
ในที่สุด การกลับมาคราวนี้พี่เขาก็ได้ปฏิบัติบูชา ด้วยการเดินภาวนารอบองค์พระเจดีย์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นจำนวน 108 รอบจนสำเร็จ พี่เขายอมรับว่า แม้การเดินจากเย็นไปยันเช้าจะทำให้ปวดเมื่อยราวขาแทบหลุด แต่ในใจนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง
“ผมได้ทำหน้าที่เสร็จแล้วนะครับ” เขาโทรศัพท์ไปรายงานหลวงพ่อเมื่อกลับมา
แทนที่พี่เขาจะเล่าเรื่องต่อว่าท่านตอบหรือแนะนำอะไรกลับมา เขากลับพูดเน้นย้ำประโยคที่เป็นเหมือนสรุปบทเรียนล้ำค่าที่ได้จากครู เขาว่า “ท่านยิ่งตียิ่งว่าเรา เรายิ่งเข้าใกล้ท่าน ... ชีวิตผมที่รอดมาได้ และเป็นผู้เป็นคนอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะท่านนี่แหละ”
ได้ยินแล้วก็ทำให้ปลาบปลื้มปิตินัก ผมชื่นชมยินดีที่พี่เขามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และต่อครูบาอาจารย์ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ช่างชัดเจนมากเหลือเกินว่าที่ท่านเรียกไปสอนก็เพราะว่าท่านมีเมตตา และท่านเห็นว่าเรา “สอนได้”
ชีวิตก็เช่นนี้ หลายครั้งหลายทีเราต้องการครูที่กล้าและทักเราตรงๆ ไม่เช่นนั้นเราอาจพลาดไม่พบบทเรียนสำคัญสำหรับตัวเราไป เพราะเรามัวแต่มีข้ออ้างให้กับกิเลสตนเอง อ้อ ไม่ใช่สิ เป็นเพราะกิเลสที่สิงในตัวเรา มันมีข้ออ้างเสมอน่ะ แล้วเราก็ไม่มีสติพอที่จะทันมัน ก็เลยตกเป็นทาสมันตลอด
เสียทีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่ใช้ชีวิตอย่างน่าอายหมา แม้ว่าเราเองก็ไม่รู้ตัว
06 May 2012
สั-ง-เ-ก-ต
ฉบับวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ช่วงที่มีข่าวดังเกิดขึ้นที่ภูเก็ต ผมอยู่ที่นั่นพอดี เพราะได้รับเชิญไปร่วมบรรยายในพิธีเปิดการอบรมนิเวศวิทยาทางทะเลภาคฤดูร้อน โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทะเลและชายฝั่งภูเก็ต
เคยไปภูเก็ตหลายครั้ง บางคราวก็มีเรื่องตื่นเต้นเป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งไปเที่ยวเกาะพีพีกับเพื่อน ขึ้นรถสองแถว รถแหกโค้งพลิกคว่ำหลายตลบ ดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย แค่เสื้อเป็นรูเล็กน้อย ยังจำหน้าโชเฟอร์คนขับที่เมาและมีตาข้างเดียวได้อยู่เลย
ส่วนรอบนี้ จากสถิติรายงานแผ่นดินไหว โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงระยะเวลาห้าวัน เกิดแผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นั่น 20 ครั้ง ซึ่งก็ดี เพราะทำให้ได้ใช้ชีวิตที่ช้าลง และละเอียดขึ้นในการสังเกต ทั้งสิ่งรอบตัวและสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ
จะว่าไปภูเก็ตก็เป็นสถานที่ที่ผมเองได้เคยมาฝึกเรื่องการสังเกตอย่างจริงๆ จังๆ และในคอร์สอบรมเดียวกันกับที่ไปบรรยายนี่แหละ แต่ก็เมื่อสองทศวรรษผ่านมาแล้ว
ครั้งนั้นได้เข้าร่วมในฐานะนักศึกษา แต่ละคนต้องทำงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ผมเลือกศึกษาพฤติกรรมการกินปะการังของปลาในแนวปะการังเกาะภูเก็ต ต้องพาเรือลำน้อยไปลอยในทะเลอยู่หลายวัน ดำน้ำลงไปตีกรอบพื้นที่ศึกษาใต้ทะเล แล้วลงน้ำนับชนิดปลา จำนวนปลา และจำนวนครั้งเฉลี่ยที่ปลาแต่ละตัวกัดปะการัง ลมและแดดเดือนพฤษภาคมพัดและย่างเสียแห้งเกรียม อีกทั้งน่วมจากการต้องกระโดดลงน้ำและปีนขึ้นเรือวันละเป็นสิบรอบ แต่ก็สนุกและมีความสุขกับการทำวิจัยมาก เพราะวันหนึ่งๆ ได้ลงไปอยู่กับบรรดาหมู่ปลา และสังเกตพฤติกรรมของเขาอยู่นานสองนาน
เป็นเรื่องปรกติธรรมดาและสนุกสำหรับผมไปเสียแล้ว เพราะชอบนั่งสังเกตสิ่งมีชีวิตตั้งแต่เด็กๆ เช่น จำได้ว่าสมัยเรียนประถมห้า คุณครูวิภาส คุณครูประจำห้องวิทยาศาสตร์อนุญาตให้รับผิดชอบดูแลตู้ไฮดราของโรงเรียน ผมจึงชอบไปโรงเรียนแต่เช้า เพื่อสังเกตพวกเขาที่แตกหน่อ เกาะอยู่บนก้อนหินในตู้ ลำตัวเล็กๆ บางๆ เหมือนเส้นด้าย มีสีเขียวอ่อนจากสาหร่ายที่อยู่ภายใน หนวดเล็กๆ จำนวนมากที่บริเวณปากด้านบน โบกไหวไปมา จับไรแดงกิน ผมนั่งดูได้เป็นชั่วโมงๆ โดยไม่เบื่อ ทักษะสังเกตเหล่านี้เองกระมังที่อาจจะติดตัวมาด้วย อยู่เฉยๆ ก็มีอะไรให้สังเกตได้เรื่อยๆ
อันที่จริง ทักษะการสังเกตทางวิทยาศาสตร์นี้ หากนำมาปรับนิดหน่อยก็ใช้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อื่นๆ ได้ ซึ่งการสังเกตนั้นต้องอาศัยความอดทน ตั้งใจ ใส่ใจ และเวลา สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติสำคัญที่นำไปสู่ความเข้าใจ
แต่กระบวนการจิตตปัญญามีเป้าหมายที่จะทำความเข้าใจต่างกับวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ วิทยาศาสตร์ใช้เครื่องมือหลักคือตา (อาจบวกกับเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพตา) ส่วนทางจิตตปัญญาใช้ใจ
วิทยาศาสตร์ศึกษาโดยการสังเกตโลกภายนอกเป็นหลัก ส่วนจิตตปัญญาเน้นศึกษาโลกที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้สังเกต
ส่วนผล วิทยาศาสตร์สร้างความรู้เกี่ยวกับโลกนอกตัวผู้สังเกต ในขณะที่จิตตปัญญาสร้างความรู้เกี่ยวกับโลกภายในตัวผู้สังเกต
สิ่งที่ให้สังเกตทางวิทยาศาสตร์นั้นมีเยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วน มีเรื่องใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ ให้สังเกตได้ไม่หมด ในขณะที่จิตตปัญญานั้นมีสิ่งที่ให้สังเกตไม่มาก หลักๆ ก็คือ กายและใจของผู้เรียนนั่นแหละ ใครที่ลองสังเกตทั้งสองแบบแล้ว คงเห็นว่าต่างมีแง่มุมน่าสนใจของตน แต่ละคนคงต้องตอบคำถามเองแล้วว่า เราจะให้ความสำคัญ ให้เวลา ให้ความใส่ใจกับการสังเกตสิ่งใดมากกว่ากัน
ท่านผู้อ่านล่ะมีคำตอบแล้วหรือยังครับ?
08 April 2012
มากกว่าคำถาม
ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๕
คนเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
ชายชราชาวไต้หวัน 5 คน อายุเฉลี่ย 81 ปี แต่ละคนมีโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นโรค หัวใจ มะเร็ง ไขข้อ หรือหูตึง พวกเขานั่งอยู่รอบโต๊ะอาหาร หน้าอมทุกข์ บนเก้าอี้ตัวหนึ่งมีรูปงานศพของเพื่อนในกลุ่มตั้งอยู่ บรรยากาศบนโต๊ะดูเศร้าสร้อย หลายคนทำหน้าไม่อยากอาหาร สักพัก ชายคนหนึ่งทุบโต๊ะดังปัง! แล้วประกาศชวนเพื่อนๆ วัยไม้ใกล้ฝั่งว่า "พวกเราไปซิ่งมอเตอร์ไซค์กัน!"
พวกเขาใช้เวลา 6 เดือน สำหรับการเตรียมพร้อม ใช้เวลาอันสดใหม่ขี่มอเตอร์ไซค์รอบเกาะไต้หวันเป็นเวลา 13 วัน รวมระยะทาง 1,139 กิโลเมตร แม้ร่างกายปวดระบม เหน็ดเหนื่อย แต่ทุกคนกลับมีชีวิตชีวา เหมือนกับได้พลังชีวิตคืนมา พวกเขาเดินทางจากเหนือจรดใต้ ไปยังสถานที่ที่เคยไปเที่ยวอย่างมีความสุขด้วยกันเมื่อครั้งยังหนุ่มๆ ตอนท้ายพวกเขาไปยืนที่ชายหาดแห่งความทรงจำอันประทับใจที่เคยถ่ายรูปร่วมกัน แม้เพื่อนเก่าคนหนึ่งจะจากไปแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในใจทุกคน ภาพของเขาอยู่ในกรอบรูปที่เพื่อนยกชูขึ้นเหนือศีรษะ แสงสีทองของดวงอาทิตย์อาบใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาทุกคนบ่งบอกถึงความเข้าใจบางอย่างถึงความหมายของชีวิต
นั่นเป็นส่วนหนึ่งของคลิปที่ผมเคยเอาไปฉายให้กับนักศึกษาปีหนึ่งดูก่อนที่พวกเราจะเริ่มเรียน
คลิปจบ จำได้ว่าเลือดสูบฉีดแรง ใจเต้นตุบๆ ขนลุกไปทั้งตัว เพราะตนเองรู้สึกร่วมไปกับนักศึกษาด้วย กับเนื้อหาและคำถามที่คลิปทิ้งเอาไว้ว่า What do people live for?
โดยไม่ได้คิดวางแผนไว้ก่อน ผมรู้ว่าตนเองต้องทำอะไรบางอย่าง ผมเดินไปที่กระดานดำ หยิบชอล์กสีขึ้นมาเขียน สัมผัสถึงน้ำหนักที่กดผ่านแท่งชอล์ก ความรู้สึกที่เห็นชอล์กที่สั้นลงพร้อมกระดานดำที่เกาะผงชอล์กเอาไว้เป็นเส้นตามที่ลากนั้น เตือนให้ตระหนักว่านี่เป็นครั้งแรกของเทอมที่ผมเขียนกระดานดำ ในยุคสมัยของสไลด์เพาเวอร์พอยต์และเครื่องฉายแผ่นทึบ (visualizer) แล้ว กระดานดูเหงาไปไม่น้อย แต่มันยิ่งขับเน้นประสบการณ์ อย่างน้อยก็ในตัวผม ที่ทำให้ความรู้สึกอะไรบางอย่างมันเกิดขึ้นที่มากไปกว่าคำถามที่กำลังจะถามพวกเขา แต่มันกำลังจะถามผมเองด้วย เช่นกัน
ผมค่อยๆ บรรจง ละเลียดเขียนอักษรทีละตัว
What do YOU live for?
นักศึกษาเกือบสามร้อยคนเงียบกริบ (ส่วนผมได้สัมผัสกับหัวใจเต้น ) เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยกำลังใคร่ครวญอยู่กับตนเอง เห็นบางคนกำลังแอบซับน้ำตาอยู่ด้วย ผมถามบรรดาน้องๆ นักศึกษาว่า "แล้วพวกเราล่ะ มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?"
ผมให้เวลาพวกเขาอย่างเต็มที่เท่าที่ชั้นเรียนของเราจะให้ได้ ณ เวลานั้น ความเงียบและความจริงจังตั้งใจเป็นดั่งของขวัญล้ำค่าสำหรับความสัมพันธ์ของตัวเรากับคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิต
ชั้นเรียนนี้จะเป็นแค่อีกชั้นเรียนที่ให้ความรู้เรื่องเนื้อหาวิทยาศาสตร์ก็ได้ แต่เราฉกฉวยวันเวลาแห่งโอกาสนี้ไว้ ปล่อยหัวใจให้สัมผัสกับคำถามที่ผุดบังเกิดขึ้นภายใน ถามใจว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต แล้ว ... เราเรียนไปเพื่ออะไร?
จบชั้นเรียน นักศึกษาจำนวนมากเขียนมาบอกว่าวันนั้นเป็นวันที่พิเศษ จบเทอมการศึกษาหลายคนก็ยังสะท้อนบอกว่าไม่กี่นาทีในคาบนั้นเป็นชั่วขณะที่มีความหมายสำหรับชีวิตเขา
และนั่นก็ช่วยยืนยันสิ่งที่ผมตระหนักรับรู้อยู่ในใจ ว่ามันมีบางสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างยิ่งได้เคยเกิดขึ้นในชั้นเรียนของเรา
25 March 2012
ปัญญาจาริก

ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตตปัญญา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กายใจ
ฉบับวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๕
มาสิมาล้อมวง เรามานั่งลงใกล้ๆกันไว้
เธออย่าเพิ่งไปไหน มีอะไรจะเล่าให้ฟัง"
นักศึกษาหนุ่มในชั้นเรียนร้องเพลงของ ศุ บุญเลี้ยง ด้วยเสียงนุ่มๆ แต่โอดครวญ เพื่อนและทีมอาจารย์ผู้สอนนั่งฟังอย่างตั้งใจ
ทุกคนใช้สัปดาห์สุดท้ายของการเรียน แลกเปลี่ยน เพื่อสรุป สะท้อน ประเมินการเรียนรู้ของกลุ่มร่วมกัน ในวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษา: ทฤษฎีและปฏิบัติ ของคณะวิทยาศาสตร์ มหิดล
เนื้อหาของวิชา ถูกนำมาศึกษาผ่านการฝึกฝนที่หลากหลาย เช่น สุนทรียสนทนา (Dialogue) การเช็คอิน-เช็คเอาท์ การภาวนา การอยู่วิเวกคนเดียวในสภาพธรรมชาติ การอ่านและวิจารณ์หนังสือที่เปิดโลกทัศน์ การเขียนบันทึก (Journal) รวมไปถึงการเรียนรู้จากตัวอย่างนักคิดนักปฏิบัติตัวจริงเสียงจริง ที่มีความสุขจากการทำงานที่มีความหมาย มีปัญญา มีจิตกว้างขวาง ไม่คับแคบ
วันนี้พวกเราใช้กระบวนการ จิตตศิลป์ (Contemplative Arts) ในการประเมิน เพื่อให้สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์และญาณทัศนะในการมองชั้นเรียนและชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ใช้สมองซีกขวาควบคู่ไปกับสมองซีกซ้ายที่มหาวิทยาลัยฝึกให้ใช้จนเชี่ยวชาญ ในการคิดวิเคราะห์ อย่างเป็นเหตุเป็นผล อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
เทคนิคการวาดภาพ Scribble ถูกนำมาใช้ ให้ทุกคนสร้างสรรค์งานสื่อถึงความเข้าใจใหม่ที่เกิดขึ้นในตัวเอง บอกเล่าการเรียนรู้หรือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นกับตนเอง ผลที่ได้มหัศจรรย์ ศิลปะกว่ายี่สิบผลงานล้วนไปพ้นจากภูเขาสองลูกและพระอาทิตย์หนึ่งดวงที่ครอบเรามาเกือบยี่สิบปี พร้อมทำลายอคติเดิมๆ ที่หลายคนบอกกับตนเองว่า "โอ๊ย เราวาดรูปไม่เป็นหรอก"
แม้บางรูป อารมณ์หรือโทน อาจจะคล้ายกัน ทว่าแต่ละชิ้นดูแตกต่าง ดูมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ที่สำคัญ คือ งดงามในตัวมันเอง มันชัดเจนว่า "สวยทุกรูป" บอกไม่ได้เลยว่าชิ้นไหนสวยกว่ากัน
นี่เองกระมัง เลยทำให้นักศึกษาชายคนหนึ่งขออนุญาตร้องเพลง ที่เขารู้สึกอิน รู้สึกว่าใช่ ต้องแบ่งปัน ณ เวลานั้น บทเพลงเล่าถึงดาวดวงหนึ่งที่รู้สึกว่าตนเองไม่สวย ถูกกลั่นแกล้งโดยดาวที่สวยกว่าดวงอื่นจนอับอาย จึงละทิ้งท้องฟ้ามาอยู่ในท้องทะเล พบว่าปลาแต่ละตัวหน้าตาแตกต่างกันไป จึงกลายเป็นปลาดาวที่มีความสุขในที่สุด และลงท้ายว่า แม้เราจะแตกต่างจากคนอื่น อย่ากลัวว่าจะไม่เหมือนใคร แค่ให้เราเป็นตัวของเราเองก็พอ
เสียงเพลงและงานศิลปะที่งดงาม ช่วยเปิดและชี้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้น คือ การรู้จักตนเอง ที่นำไปสู่ความจริงใจ การยอมรับ และการโอบอุ้มดูแลทุกคนในชั้นเรียน
พวกเขาได้พูดสิ่งที่ผมอ่านในบันทึกของพวกเขาทุกสัปดาห์ คือ ความรู้สึกว่าตนเองแปลก ต้องพยายามให้เป็นที่ยอมรับ รู้สึกว่าชีวิตนั้นยาก และบ่อยครั้งก็โดดเดี่ยว ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครเข้าใจ แต่พวกเขาก็ได้แต่เก็บความรู้สึกเช่นนี้ไว้คนเดียว แบบว่า "นึกว่าเราเป็นคนเดียว"
มาในชั้นเรียนนี้ ทุกคนฝึกที่จะฟังอย่างลึกซึ้ง ให้ความเคารพ ห้อยแขวนการตัดสิน ฝึกที่จะเปิดเผยตนเอง อย่างสด เปลือย เปราะบาง และชื่นชมความเงียบ สิ่งที่พวกเขาได้รับเองโดยไม่ผ่านการบรรยาย ก็คือมิตรภาพ คือความเข้าใจกัน ต่างบอกว่ารู้จักและสนิทสนมกันมากกว่าที่อยู่กันมาสามปีเสียอีก
ตอนท้าย พวกเราตั้งชื่อให้กับการเดินทางของตนเอง นักศึกษาชายหนุ่มที่สุภาพ เรียบร้อย พูดน้อยที่สุดของชั้นเรียน เลือกวลีที่ไพเราะมาก The Pilgrimage of Life เป็นการจาริกของชีวิต ไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เราสร้างขึ้นมาร่วมกัน เพื่อเติบโตและค้นหาตนเอง
Subscribe to:
Posts (Atom)



