27 May 2007

เรียนอย่างไร ใช้ “Here & Now” (๒)


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ มหาสมุทรแห่งปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2550


คราวที่แล้วผมเล่าประสบการณ์การเรียนอย่างไม่ค่อยจะมีสติของผม ... อันที่จริงผมชอบบทเรียนส่วนตัวแบบนี้ เพราะมันแรงดี มันโดนดี มันสอนเราได้ดีกว่าประสบการณ์แบบพื้นๆ ตรงกับที่ครูบาอาจารย์แนะอยู่เสมอๆ ว่า “ถ้าอยากจะสุข ให้เอาทุกข์เป็นทางเดิน” แม้ว่าบางครั้งการลุยผ่านเส้นทางเหล่านั้นจะทุกข์อย่างแสนสาหัสและเกือบจะเอาตัวไม่รอด

ถ้ามองย้อนกลับไปก็เห็นทั้งโอกาสและศักยภาพความสามารถเรียนรู้เรื่องสติได้เอง ง่ายๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะผ่านเรื่องเรียนหนังสือหรืออย่างอื่น และไม่ว่าเราจะรู้จัก เรียกชื่อได้ถูกต้องหรือไม่ก็ตาม

การเกิดวิตก-วิจารณ์-ปีติอันเป็นปฐมบทแห่งจิตที่มีกำลังคู่ควรแก่งานนั้นอาจมีอยู่ให้เรา “ชิมลอง” เหมือนกับเมนูอาหารว่าง พวก appetizer ที่เราสั่งมากินเล่นง่ายๆ แต่จะได้กินอาหารหลักจานอร่อยดูเหมือนต้องลงทุนลงแรงฝึกอย่างต่อเนื่องและยาวนานไม่น้อย อาจเป็นเพราะเช่นนี้เองเราจึงมักจะเห็นคุณค่าของอาหารและยอมลงทุนกับมันยามที่เราทุกข์ทรมานจากความหิวมากๆ

ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเช่นเดียวกับกรณีนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หรือเปล่า

ผมเพิ่งกลับมาจากการไปพูดคุยกับบรรดานักศึกษาระดับปริญญาโทเข้าใหม่ ของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.อ. หาดใหญ่ ประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบคน ในหัวข้อ “การเรียนอย่างมีสติ และมีความสุข” ตั้งแต่เช้าก็ได้ยินอาจารย์ท่านต่างๆ พูดถึงความสุขๆ กันตลอด ดูเป็นเรื่องที่ขายได้กับนักศึกษา

ก็คงขายได้จริงๆ เพราะดังเช่นอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่าในบ้านเรานั้น “การศึกษาเป็นทุกข์ของแผ่นดิน” ผมได้ลองถามนักศึกษาเหล่านี้ดูว่าในบรรดาร้อยกว่าคนที่นั่งอยู่นั้น มีใครที่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับการเรียนของเขาบ้าง ปรากฏว่าเกือบทั้งหมดยกมือขึ้นแบบไม่ต้องลังเล มีอยู่ไม่ถึงห้าคนที่ไม่ยกมือ

เมื่อถามว่า แล้วจากประสบการณ์ของพวกเขาการเรียนนั้นเป็นอย่างไรมีความสุข เฉยๆ หรือว่าเป็นทุกข์ มีคนยกมือว่ามีความสุขสองสามคน ที่เฉยๆ มีเกือบครึ่ง และเป็นทุกข์เสียส่วนใหญ่ พอถามว่าแล้วเวลาไหนบ้างที่มีความสุข หลายคนตอบแบบขำๆ ว่าตอนออดหมดเวลา บ้างก็ตอบว่าตอนครูไม่มา เป็นไปได้ว่าอาจตอบเล่นๆ แต่คงมีความจริงอยู่ในนั้นไม่มากก็น้อย

ผมลองถามอีกว่าเขา “คิดว่า” ตนเองมีสติ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่สักเท่าไหร่ เกือบทั้งหมดคิดว่ามีเวลาไม่ถึงครึ่งที่ตนเองมีสติอยู่กับตัว อาจารย์ท่านหนึ่งยกตัวอย่างว่า เคยบ้างไหมที่พอเข้าไปในห้องยาแล้วจู่ๆ ก็จำไม่ได้กระทันหันว่าอุตส่าห์เดินมาตั้งไกลเพื่อตั้งใจจะมาหยิบอะไร ทั้งหมดพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย

เพื่อแสดงวิธีกลับมาอยู่กับตัวเอง กับร่างกายของเราเองอย่างง่ายๆ ผมจึงพานักศึกษาทำกิจกรรม “Body Work” หรือ “ผ่อนพักตระหนักรู้” โดยให้ทุกคนนอนหงาย ปล่อยตัวตามสบาย ชันเข่าขึ้น ใช้เชือกหรือผ้าผูกบริเวณเหนือเข่าให้ขาทั้งสองอยู่ด้วยกัน

การชันเข่าขึ้นและปรับเข่าให้ติดกันทำให้กล้ามเนื้อบริเวณช่องท้องซึ่งสัมพันธ์กับความกลัวของมนุษย์ผ่อนคลายลง ยามที่เราตกใจ อยู่ในภาวะป้องกันตนเอง หรือเครียด ร่างกายของเราจะมีปฏิกิริยาหลายอย่าง เช่น จะหลั่งเสตียรอยด์สารกลุ่มคอร์ติซอล ที่ทำให้เราความดันสูงขึ้น หรืออดรีนาลิน รวมถึงการหดตัวของกล้ามเนื้อหลายมัด ทั้งที่เรารู้ตัว ตั้งใจ และบังคับได้ และที่เราไม่รู้ตัว ไม่ตั้งใจ และบังคับไม่ได้

คนสมัยปัจจุบันเติบโตและมีชีวิตอยู่ในภาวะที่เราเครียดเป็นประจำจนบางคนกล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งอยู่บ่อยๆหรือตลอดเวลา การปรับเข่าจะช่วยผ่อนกล้ามเนื้อดังกล่าว

เช่นเดียวกันกับการที่เรายิ้มให้กับตัวเอง ทราบไหมครับว่าใบหน้าของเรานี้มีกล้ามเนื้อมากกว่า ๓๐๐ มัด ยามที่เราโกรธ กล้ามเนื้อเหล่านี้ก็จะเกร็งหดตัว แค่เราพยายามยิ้ม ก็จะเป็นการช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้นับร้อยมัด ซ้ำยังมีการวิจัยค้นพบแล้วว่ามีผลต่อจิตใจของเราด้วย

ผมให้นักศึกษานอนหงายตามสบาย วางมือลงข้างลำตัว หลับตาให้สบาย เปิดดนตรีเพื่อช่วยปรับคลื่นสมองไปสู่ระดับอัลฟ่า (มีความถี่ประมาณ ๗-๑๔ รอบต่อวินาที) จากนั้นพานักศึกษาตามความรู้สึกตัวผ่านทางกายเริ่มจากนิ้วเท้าไปจนถึงศีรษะ โดยกำหนดควบคู่กับลมหายใจไปด้วย

ในระหว่างที่ความรู้ตัวของเราไปอยู่ที่ตำแหน่งใดก็ให้เขาสื่อสารกับเซล เนื้อเยื่อ อวัยวะบริเวณนั้น ส่งความรัก ความปรารถนาดีไปให้ ขอบคุณอวัยวะเหล่านั้นที่ได้ช่วยเหลือร่วมชีวิตกับเรามาตลอด ขอโทษเขาที่บางครั้งเราอาจทำสิ่งที่เป็นโทษต่อเขา เช่น กินอาหารมันๆ ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ดื่มเหล้าทำให้ตับต้องออกแรงกำจัดแอลกอฮอล์เป็นพิเศษ หรือบางทีก็เดินแบบเผลอตัวเผลอใจไม่ระวังเอาเท้าไปเตะโต๊ะเตะเก้าอี้เข้าให้ เป็นต้น

อีกกิจกรรมที่ผมให้ทดลองทำกันคือ “Earth Breathing” หรือ “ปราณพิภพ” เป็นวิธีการเจริญสติด้วยลมหายใจของศาสนาพุทธสายทิเบต ซึ่งสามารถช่วยให้เรากลับมาอยู่กับลมหายใจและรู้สึกมั่นคง “ติดดิน” ได้ง่ายๆ อย่างเหลือเชื่อ (ผมขออนุญาตอุบเอาไว้จะเก็บมาเล่าให้ฟังภายหลัง)

การที่เราสามารถกลับมาอยู่กับตัวเรา ร่างกายของเราได้ง่ายๆ เช่นนี้ นับเป็นบาทฐานสำคัญเบื้องต้นในการเจริญสติ และหากเราฝึกฝนบ่อยๆ สักระยะ จะเกิดภาวะที่เรียกว่า ปีติและสุข ซึ่งเป็นความสุขง่ายๆ ราคาถูก เข้าถึงได้ทุกคน ไม่จำกัดอายุ เพศ ความรู้ ฐานะ หรือรายได้แต่อย่างใด ปีติและสุขเป็นเสมือนเสบียงหรือกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ในการเดินทางทางจิตวิญญาณของเรา

ผมหวังว่าเทคนิควิธีการเล็กน้อยเหล่านี้จะทำให้นักศึกษาบางคนเข้าใจจากการได้ลงมือปฏิบัติเอง และนำไปสู่การมีสติในการเรียนได้ แต่ถ้าใครยังไม่ชอบไม่ถูกจริตกับเครื่องมือสองอย่างนี้ ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เองยังได้จัดให้นักศึกษาที่สนใจได้เข้าโครงการอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน ร่วมจัดโดยยุวพุทธิกสมาคม (สายคุณแม่สิริ กรินชัย) และอานาปานสติ ร่วมจัดกับทางสวนโมกขพลารามด้วย ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับนักศึกษาที่จะเห็นศักยภาพจากการมีสติของตน

แล้วเราทุกคนก็สามารถเข้าถึงความสุขง่ายๆ นี้ได้ทุกเวลาด้วย ไม่เพียงแต่เฉพาะเวลาเรียน เราสามารถสัมผัสมันได้ตลอดไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงาน ทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน ถูบ้าน ซักผ้า เล่นกีฬา

สำหรับชื่อเรื่องที่ว่า “เรียนอย่างมีสติ และมีความสุข” นั้น ในเรื่องว่าด้วยการมีสติแล้ว ไม่ว่าจะกระทำการหรือดำเนินกริยาใดๆ ก็สามารถเอากิจกรรมใดๆ มาแทนคำว่า “เรียน” ได้ด้วยเกือบทุกกริยา และได้ผลคือความสุขเช่นเดียวกัน

21 May 2007

เรียนอย่างไร ใช้ “Here & Now” (๑)


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ มหาสมุทรแห่งปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2550


“หัวข้อที่อยากให้มาชวนนักศึกษาคุย คือ ‘เรียนอย่างมีสติและมีสุข’ ค่ะ”


น้ำเสียงไพเราะผ่านโทรศัพท์มาจากภาคใต้ กำลังนัดแนะกับผมเรื่องการปฐมนิเทศนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกเข้าใหม่ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผมบอกตัวเองว่าเอาอีกแล้วไหมล่ะ เคยตั้งใจว่าไม่อยากรับปากจะไปคุยอะไรที่ไหนโดยยังไม่ทราบหัวเรื่องก่อน นี่เผลอไปตกปากรับคำเข้าให้อีกแล้ว อืมม์ ... คนชวนนี่ก็เหมือนกัน มั่นใจได้อย่างไรว่าผมจะไม่คุยกันลงคูลงคลองกันไป (ฮา)


ยังดีที่ผมพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง เรื่องเรียนนี่ ก็เล่นเรียนอยู่ตั้งเกือบสามสิบปีนี่ครับ (ฮา) แต่ที่คาดว่าจะเอาไปเล่าแลกเปลี่ยนกับบรรดาน้องๆ นักศึกษาใหม่ (แม้ว่าหลายคนคงไม่ใช่น้องแล้ว) คือ ประสบการณ์การเรียนอย่างขาดสติและมีทุกข์ ต่างหากครับ เพราะมันทั้งขำ ทั้งเจ็บปวดเสียเหลือเกิน จนจำได้แม่นยำ ชัดเจน ราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดได้ไม่นานเชียวหละ


เรื่องราวเกิดขึ้นตอนผมขึ้น ม.๔ ครับ เป็นช่วงที่พวกเรานักเรียนสายวิทย์-คณิตได้เริ่มเรียนวิชากลุ่มวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ หลายตัว ได้แก่ ชีววิทยา เคมี และฟิสิกส์ หลายคนคงว่าการเรียนแบบ ม.ต้น กับ ม.ปลายก็ไม่ค่อยต่างกัน แต่สำหรับผมแล้วต่างกันราวกับฟ้ากับเหวเลยครับ และก็เจ้าวิชาฟิสิกส์นี่แหละครับ ที่ทำเอาผมเกือบทำผมเสีย self แบบสุดๆ


ไม่รู้เป็นอย่างไร ผมทำแบบฝึกหัดไม่ได้ซักที ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือของ สสวท. ก็แล้ว อ่านคู่มือทั้งของมัธยมและมหาวิทยาลัยก็ด้วย แต่ละครั้งอาจารย์สมชัย ซึ่งสอนเก่งและใจดี จะให้การบ้านประมาณสามถึงสี่ข้อกลับมาทำที่บ้าน เชื่อไหมครับ ผมนั่งทำอยู่ข้อละเป็นชั่วโมงยังไม่เสร็จเลย บางครั้งนั่งอยู่ทั้งคืนก็ยังคิดไม่ได้ ที่ทำๆ ให้เสร็จก็ออกมาผิดประจำ


หลังจากเรียนไปได้ไม่นาน ก็มีการทดสอบพรีเทสต์ นัยว่าจะดูว่านักเรียนมีพื้นฐานความเข้าใจและความพร้อมเท่าไหร่ ผมไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่เพราะเดาเอาจากประสบการณ์เก่าจาก ม.ต้นว่าเราคงพอจะทำได้


แต่ผลไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ สอบครั้งแรกคะแนนเต็ม ๕๐ คะแนน ผมได้ ๒๙ คะแนน (เห็นไหมครับว่าจำได้แม่น) เกินครึ่งมาสี่คะแนน โอย ผมลมแทบใส่ ... แหมอย่าเพิ่งบอกว่าเว่อร์นะครับ ก็ตอนม.ต้นเราเรียนพอใช้ได้นี่นา ได้เท่านี้ย่อมต้องตกอกตกใจเป็นธรรมดา ผมได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เอาล่ะน่ะ คงเป็นเพราะเราเตรียมตัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ รอบหน้าต้องเตรียมดีๆ ทำให้ดีกว่านี้


ดูเหมือนอะไรๆ จะไม่เป็นใจครับ ในขณะที่วิชาอื่นๆ ผมก็เรียนสนุก รู้เรื่องเข้าใจเนื้อหาดี ทำคะแนนใช้ได้ แต่เจ้าฟิสิกส์ไม้เบื่อไม้เมานี่ไม่รู้เป็นอย่างไร ทำเอาปวดเศียรเวียนศีรษะได้เป็นประจำครับ การทำการบ้านของผมไม่ได้ดีขึ้นเท่าใดเลย ยังใช้เวลาข้อละเป็นชั่วโมงๆ อยู่ดี ทั้งๆ ที่ถ้าเข้าใจก็น่าจะใช้เวลาไม่เกินห้านาทีเท่านั้น ช่วงนั้นจำได้ว่าเครียดมาก ไม่รู้ว่าเวลาสอบจะเป็นอย่างไร ในห้องเรียนก็เครียด ตอนอ่านหนังสือเตรียมสอบนี่ยิ่งทั้งเหนื่อยทั้งทรมาน ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ไปตลอด


พอสอบครั้งถัดมา อยู่ในห้องสอบทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ละข้อไม่มั่นใจเลยว่าจะถูกต้อง พออาจารย์ประกาศคะแนนออกมาที่คาดเอาไว้ก็เป็นจริง จากคะแนนเต็ม ๕๐ ผมได้ ๒๙ เกินครึ่งมาอีกสี่คะแนนอีกแล้ว แถมรอบนี้เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ได้คะแนนดีกันทั้งนั้น ท่าทางจะตก mean แน่เรา เสร็จแน่


ใครที่เรียนเก่งตลอดหรือไม่เคยเครียดเพราะการเรียน แล้วไม่เข้าใจว่าคนที่ได้คะแนนน้อยเขาเครียดมากจนทำอะไรบางอย่างที่ไม่อยากจะเชื่อนั้นจะมีจริงหรือ ไม่ต้องแปลกใจครับ มีแน่นอน


ช่วงนั้นผมเครียดมาก รู้สึกเหมือนโลกจะถล่มทลาย เห็นใจหน่อยนะครับ ก็ผมอยู่ในระบบที่บอกว่าต้องเรียนให้เก่งที่สุด ให้ดีที่สุดมาตลอดนี่นา ถึงขนาดเคยมีอยู่คืนหนึ่งยืนอาบน้ำ เบลอไปหมด น้ำตาซึม ยืนให้น้ำฝักบัวฉีดอยู่นาน นึกอะไรไม่ออกเอาหัวโขกกับประตูห้องน้ำหลายโป๊กเหมือนกับหนังฮอลลีวู้ดที่เพิ่งดูมา ผลคือมึนยิ่งกว่าเดิมอีก (ฮา)


หลังจากคิดสะระตะอยู่นานสองนาน ผมคิดว่าชาตินี้คงเอาดีกับวิชาฟิสิกส์ไม่ได้แน่นอน และถ้าเรียนฟิสิกส์ไม่ดีก็อนาคตในทางสายวิทยาศาสตร์คงจะลำบากแน่ จึงตัดสินใจไปหาอาจารย์เพื่อขอย้ายแผนการเรียน ไม่ต้องเจอวิชานี้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย พอผมไปพบอาจารย์ปทุมมาศ ที่ห้องแนะแนวการศึกษา อาจารย์ท่านถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า “เป็นอย่างไรบ้าง ทำไมหน้าไม่ค่อยดีมาเลย” ผมตอบไปว่า “อาจารย์ครับ ผมจะมาขอย้ายแผนการเรียนครับ”


พอได้ยินดังว่าจากปากนักเรียนคะแนนค่อนข้างดีที่อาจารย์รู้จักมาตั้งแต่ ม.ต้น อาจารย์มีสีหน้าแปลกใจระคนตกใจ ถึงขนาดลุกขึ้นมาปลอบโยนผม มาแตะตัวแตะไหล่ พลางพูดว่า “ใจเย็นๆ พยายามนึกถึงสิ่งดีๆ ที่เคยทำในอดีตเข้าไว้” นึกย้อนกลับไปแล้วผมรู้สึกขำกลิ้ง (แต่ไม่เกี่ยวกับลิงหรือหมาแต่ประการใด) ทีเดียวเชียวครับ แต่ตอนนั้นผมขำไม่ออกหรอกครับ มีแต่ความเศร้า ผิดหวัง และอาย ไม่อยากจะไปเจอใครเลย นึกไม่ออกว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน


อาจารย์ปทุมมาศ หลังจากได้ฟังเรื่องราวของผม เธอยิ้มอย่างมีเมตตาแล้วบอกว่า ให้ใช้หลักของ “เกสตัลต์” ดูสิ คือ ฝึก “Here and Now” (ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้) หลักๆ แค่นี้เองครับอาจารย์ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพียงแต่บอกว่าไม่ต้องเครียด ให้ผมไปพักผ่อน และคิดต่อเอาเอง ผมก็เอากลับมาคิดต่อ ออกบ้างไม่ออกบ้างครับ


ช่วงนั้นรู้สึกเวลาผ่านไปเร็วมาก เพราะผมกลัวจะต้องสอบอีก เดี๋ยวคะแนนไม่ดีอีก แต่แล้วก็หนีไม่พ้น อีกไม่นานก็นัดสอบฟิสิกส์อีก ผมลองทำใจฮึดสู้อีกครั้ง แต่ด้วยล้าเหลือเกิน เรียนมาไม่ถึงเทอมแต่เหนื่อยอย่างถึงที่สุด คิดวนคิดเวียนแต่เรื่องสูตรกลศาสตร์แทบทุกวันจันทร์ถึงอาทิตย์ ไม่มีเว้นสักวัน ตั้งใจว่าเอาเถอะทำเท่าที่ได้ละนะ ไม่ได้สี่ก็ช่างมัน จะเป็นปะไร


นั่งอ่านหนังสืออยู่ดีๆ คราวนี้เจอของดีครับ บ่อยครั้งเหลือเกินในขณะที่ผมนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะไม้เก่าๆ ในห้องนอน ผมมารู้สึกว่าแม้สองตาจะจ้องอยู่กับหนังสือที่อยู่ตรงหน้า แต่ใจกลับลอยไปไหนต่อไหน หลายครั้งหายไปกับอดีต คิดวนไปวนมาหาสาเหตุไปเรื่อยว่ามันเกิดข้อผิดพลาดตรงไหนนะ ทำไมจึงได้เป็นเช่นนี้นะ ทำอย่างไรดีกับคะแนนสอบอันแย่ๆ ของเรา


แต่แล้วความรู้สึกที่มันชัดเจนมากคือ ตอนที่รู้ตัวว่ากำลังเผลอ นี่ล่ะครับ โดยเฉพาะตอนที่เผลอกังวลไปคิดโน่นคิดนี่น่ะครับ มันเป็นอย่างไรหรือครับ มัน “ซ่า” ครับ ซ่าจริงๆ นะครับ ไม่ใช่บอกเชิงเปรียบเทียบแต่รู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่างเลยครับ มาระลึกได้ทีไรก็ตกใจครับ รำพึงกับตัวเองว่า อ่านอยู่ดีๆ หนีไปอดีตเสียฉิบ


พยายามตั้งใจอ่าน สักเดี๋ยวก็หายไปอีกแล้วครับ บางทีก็ไปโผล่โลกอนาคตน่ะครับ ห่วงว่าคะแนนตอนช่วงแรกไม่ดีนี่เกรดออกมาจะเป็นอย่างไรบ้างนะ คงเสียประวัติน่าดู จินตนาการเรื่องร้ายๆ ไปต่างๆ นานา และก็อีกละครับ อยู่ๆ มันก็มารู้ตัวครับ ว่าอ้าว ... นี่เผลอไปคิดเรื่องอนาคตอีกแล้วนี่นา ไหนตั้งใจว่าจะไม่หวังแล้วไงว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่ เอาเท่าที่ทำได้นี่แหละ คือตอนนั้นมันเซ็งและเลิกหวังไปแล้วน่ะครับ เลยชักไม่ต้องคอยเครียดกับมันเท่าเดิม


ผลกลับกลายเป็นว่าช่วงนั้นผมเริ่มกลับมาอ่านหนังสือเตรียมสอบฟิสิกส์ได้ดีขึ้น ใจจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าได้มากขึ้นเช่นกัน ไม่ค่อยวอกแวกเหมือนก่อน เริ่มเข้าใจมากขึ้นทีละนิดทีละหน่อย จนในที่สุดวิชาฟิสิกส์ก็กลับมาสนุกเหมือนกับวิชาอื่นๆ พอเริ่มสนุกคะแนนก็กระเตื้องขึ้นอย่างรวดเร็วครับ จนอาจารย์สมชัยถึงกับเอ่ยปากทักและเป็นกำลังใจช่วยเชียร์ ปลายภาคคะแนนออกมาคาดเส้นพอดีครับ รอดตัวไป นับเป็นประสบการณ์ที่บอกได้ว่าลืมไม่ลงจริงๆ


เมื่อได้ศึกษาพุทธศาสนามากขึ้นและได้ย้อนกลับไปพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ก็พบว่าสิ่งที่อาจารย์แนะแนวผู้เป็นกัลยาณมิตรของผมแนะนำนั้นก็มีอยู่ในพุทธศาสนานี่เอง เพียงแต่ผมไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงเท่านั้น ราวกับกลิ่นผงกะหรี่บาลีแขกๆ ฟังแล้วไม่ค่อยขลัง ต้องนมๆ เนยๆ เลี่ยนๆ นิดๆ ถึงจะดูเป็นวิชาการปานนั้น


หลังจากนั้นหลายปีมานึกศึกษาเพิ่มเติมจึงได้พบว่า อันที่จริงสิ่งที่ผมฟังชื่อไม่รู้เรื่องเกสตัลต์ๆ (Gestalt) ที่ฟังดูเป็นเยอรมัน นี่ก็เป็นสำนักคิดของเยอรมันจริงๆ จิตวิทยาแนวเกสตัลต์ (โดย Perls, Perls และ Goodman) เชื่อว่าธรรมชาติของสมองมนุษย์นั้นเป็นองค์รวมและมีลักษณะเป็นระบบจัดการตนเอง (self-organizing system) และองค์รวมนั้นมีค่ามากกว่าผลรวมของส่วนประกอบ จิตบำบัดแนวเกสตัลต์นั้นให้ความสำคัญกับประสบการณ์ปัจจุบันขณะในปัจจุบันขณะ เน้นความรับผิดชอบส่วนบุคคล และเห็นว่ากระบวนการนั้นมีความสำคัญมากกว่าเนื้อหา


โอ ... ช่างงดงามอะไรปานนั้น ใช่ไหมครับ?

13 May 2007

จากต้นน้ำ สู่สายธาร ผ่านนที


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ มหาสมุทรแห่งปัญญา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 13 พฤษภาคม 2550


"จิตที่ยิ่งใหญ่ ถามคำถามที่ยิ่งใหญ่ (Great mind asks great questions.)" - ไมเคิล เกล์บ

มีคำถามมากมายที่เป็นการถามไปตามมารยาท สบายดีไหม? กินข้าวหรือยัง? หรือหากไม่ก็เป็นการถามตัวเองทุกวัน เช่น วันนี้แต่งชุดอะไรดี? เที่ยงนี้ไปกินกันที่ไหน? ปิดไฟหรือยัง? เปิดเพลงดังไปหรือเปล่า? ได้อ่านข่าวนั้นแล้วใช่ไหม? อะไรทำนองนี้

เรายังมีคำถามที่จัดว่าอยู่ในระดับสำคัญกลางๆ ขึ้นมาหน่อย เช่น จะปิดงบบัญชีงบดุลปีนี้ทันหรือเปล่า? จะดาวน์รถรุ่นนี้ดีไหม? จะย้ายบ้านใหม่ไปอยู่ละแวกไหนดี? เดือนนี้จะชักหน้าถึงหลังหรือเปล่า? ในสถานการณ์ที่มีคนในบ้านป่วยหรือเราป่วยเสียเอง ต้องไปหาหมอบ่อยๆ ก็อาจจะต้องถามว่า หมอคนนี้เก่งหรือเปล่า? รักษาดีไหม? ควรจะเปลี่ยนหมอ เปลี่ยนโรงพยาบาลดีไหม? หากมีลูกที่เริ่มโตแล้วก็ต้องถามว่าจะพาลูกเข้าโรงเรียนไหนดี? ลูกมีแฟนหรือดูเว็บโป๊แล้วจะให้คำแนะนำว่าอย่างไรดี? ซึ่งแน่นอนบางคนก็อาจบอกว่าคำถามกลุ่มนี้จริงๆ แล้วไม่ค่อยสำคัญ หรือบ้างก็ว่าสำคัญมากต่างหาก

เช่นเดียวกับคำถามอีกกลุ่มที่คนจำนวนหนึ่งคิดว่าสำคัญมาก สำคัญที่สุด ไม่เพียงแต่สำหรับเราที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่สำหรับมนุษยชาติ สำหรับโลก และสำหรับจักรวาลด้วย แต่บางคนก็ว่าไม่เห็นจะสำคัญกว่าเรื่องปากท้องแต่ละวันเลย เช่น คำถามว่าเราคือใคร? เรามาจากไหน? เรากำลังจะไปไหน? เป้าหมายของชีวิตคืออะไร? ชีวิตหลังความตายมีไหม? หมดลมกันแล้วไปไหน? หรือว่าวันหนึ่งๆ มีเกือบแสนวินาที มีเวลาที่เรามีสติรู้เนื้อรู้ตัวมีอยู่เท่าไหร่? เป็นต้น

อันที่จริงแล้ว โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปมากมายจากการตั้งคำถามของพวกเรานี่เอง โลกอาจพลิกเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ที่ทำให้มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความเมตตา ด้วยสันติสุข หรือทำให้โลกพลิกผันไปในทิศทางที่ย่ำแย่ลง ต่างคนต่างเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น คอร์รัปชันกันมากจนเห็นกันจนชิน มีความรุนแรงเกิดขึ้นในทุกระดับ ทุกวงการ ต่างก็เกิดขึ้นสืบเนื่องจากถามคำถามหลายๆ คำถามครับ

คำถามโด่งดังของโลกที่เราแต่ละคนพอจะนึกออกกันได้อยู่บ้าง มาจากบุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน สำหรับผมแล้ว คนแรกที่นึกถึงก็คือ พระพุทธเจ้า ท่านทรงถามว่า เหตุใดชีวิตนี้จึงเป็นทุกข์นัก? แล้วเราจักออกจากทะเลทุกข์นี้ได้อย่างไร? คำถามของท่านทำให้โลกที่หมุนไปก็ยังหมุนอยู่เช่นเคย แต่แตกต่างไปจากเดิมได้อย่างถึงที่สุด

ไอแซค นิวตัน นั่งใต้ต้นแอปเปิล เมื่อมองเห็นผลแอปเปิลตกลงมา (บางตำราว่าหล่นใส่ศีรษะตอนนอนเลยทีเดียว) เขาถามคำถามที่ทำให้เรารู้จักและเข้าใจเรื่องแรงโน้มถ่วงและการหมุนรอบตัวเองของโลก

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยืนอยู่บนชานชาลามองดูรถไฟวิ่งเคลื่อนออกไป นึกถามว่าคนบนรถเมื่อมองออกมาจะเห็นอะไรต่อมิอะไร อย่างเดียวกับคนที่อยู่นิ่งๆ บนชานชาลาเห็นไหม? ทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องเวลาที่หดหรือยืดได้ นำพามาซึ่งทฤษฎีสัมพันธภาพ

เคน วิลเบอร์ ผู้ศรัทธาในพระพุทธเจ้า สนใจและเชี่ยวชาญวิชาจิตวิทยา สาขาวิชาสำคัญอื่นๆ ของโลก เขาเห็นว่าหลายคนได้อธิบายเรื่องเดียวกันแตกต่างกัน ใครเป็นคนผิด เขาจึงตั้งคำถามว่าเป็นไปได้ไหมว่าอันที่จริงแล้วถูกต้องกันทุกคน เพียงแต่ในมุมที่จำกัด ทำให้เขาสามารถนำเอาความรู้หลักๆ ทั้งหมดโลกมารวมอยู่ในแผนที่ชิ้นเดียว และคิดทฤษฎีบูรณาการขึ้นมา

จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ตั้งคำถามปลุกจิตสำนึกคนอเมริกันว่า "อย่าถามว่าประเทศได้ให้อะไรแก่คุณบ้าง จงถามว่าคุณล่ะได้ให้อะไรแก่ประเทศบ้าง" หรือ โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี้ ผู้น้องที่เป็นอัยการสูงสุดของประเทศ เขามีประโยคทองว่า "มีคนที่มองดูสิ่งต่างๆ ที่มันมีอยู่เดิม แล้วถามว่าทำจึงเป็นเช่นนั้น ส่วนผมฝันถึงสิ่งที่ยังไม่เคยมีมาก่อน แล้วถามว่าทำไมจะไม่มีล่ะ?"

ในขณะที่คำถามของบางคนกลับมีความมุ่งมั่นตั้งอกตั้งใจเป็นอย่างมาก ทว่าในคนละทิศทางกับเหล่าคำถามข้างต้น ดังเช่น เจ้าของบางบริษัทก็แน่วแน่กับคำถามว่าทำอย่างไรเขาจึงจะทำให้ทุกครั้งที่คนไทยออกจากบ้าน จะต้องจ่ายเงินให้บริษัทของเขาอย่างน้อยคนละ ๑ บาท

หลายๆ คำถามที่ทรงพลังสามารถเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเป็นอย่างเดิมอีก

ผมเองเคยได้พบกับคำถามเช่นนั้นมาบ้างแล้วเช่นกัน เมื่อเกือบ ๔ ปีที่แล้ว ในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๔๖ อาจารย์ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพมากที่สุดในชีวิตท่านหนึ่ง ได้กรุณาชวนผมไปทานข้าวด้วยกันสองคน ฝากบอกผ่านผู้ช่วยว่ามีเรื่องอยากจะคุยด้วย ผมออกจะงุนงงเล็กน้อยว่าท่านมีธุระสำคัญอันใดหรือไม่

ระหว่างที่การทานอาหารนั้น ท่านได้ถามด้วยน้ำเสียงของผู้ใหญ่ใจดีว่า "เอเชีย ... ผมมีคำถามสองข้อจะถามเอเชีย แต่ยังไม่ต้องรีบตอบตอนนี้ก็ได้นะ เก็บกลับไปคิดเล่นก่อนก็ได้" จากนั้นจึงเอ่ยปากว่า "ข้อแรกนะ เอเชียมีความฝันอะไรในชีวิต?"

ฟังดังนั้นแล้ว ผมเองยังงงๆ ก่งก๊งเล็กน้อย ในขณะนั้นผมยังไม่สามารถตอบอะไรท่านไปได้ ไม่เคยมีใครมาตั้งคำถามเช่นนี้มานานแล้ว พวกเราโตขึ้นมาพร้อมกับคำลวงอันโหดร้ายว่าความฝันนั้นเป็นของสำหรับเด็กเท่านั้น

หลังจากเว้นไปพักใหญ่ ท่านกรุณาถามต่อว่า "และอีกข้อนึง ในฐานะคนรุ่นเก่าแก่กว่า ผมจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง?"

ผมคิดว่าผมได้พบกับคำถามสองข้อที่พาตนเองเข้าไปใกล้ชิดกับกลุ่มคำถามอันสำคัญที่สุดในชีวิตของผม หลังจากกลับมาบ้าน นั่งนึก นอนคิดทบทวนอยู่นาน ได้กลับไปรื้อลิ้นชักความฝันที่เก็บเอาไว้ เปิดดูทีละช่องๆ อย่างตื่นเต้นราวกับเป็นเด็กๆ ได้ของเล่นชิ้นใหม่ บางลิ้นชักไม่ได้เปิดมานานจนเกือบจำไม่ได้ แต่ความฝันแต่ละเรื่องกลับยังคงความใหม่สดเสมอ

สองคำถามนี้ทำให้ผมได้คิด ... จากเดิมผมคิดว่าชีวิตนี้ก็มีข้อจำกัดไม่น้อย แม้ว่าผมยังคิดหาคำตอบให้คำถามสองข้อนี้ไม่เสร็จ แต่มันได้ทำลายกำแพง หรือกรอบความคิดที่ครอบหรือสวมทับเอาไว้จนมองเห็นแต่โลกแคบๆ เท่านั้น ลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นข้อจำกัด ส่วนมากหรือทั้งหมดต่างเป็นสิ่งที่ผมคิดขึ้นมาเองเกือบทั้งสิ้น

จากที่เคยคิดว่าภายใต้ข้อจำกัดตำแหน่งภาระหน้าที่การงานที่ทำอยู่นี้คงไม่อาจทำอะไรได้มากนัก เมื่อมองไม่เห็นโอกาส ก็เสียความเป็นไปได้ เรื่องนี้ทำให้นึกถึงความจริงทางควอนตัมข้อหนึ่ง และข้อสอง ซึ่งใกล้เคียงกับที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ที่ท่านเคยเทศน์ไว้ว่า "ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่ที่ถูกเห็น ไม่จริง" การที่ผมเห็นว่าตำแหน่งเป็นข้อจำกัดนั้นคงจะจริง เพียงแต่ตัวข้อจำกัดที่ผมเห็นนั้น มันไม่จริง

ผมรู้สึกขอบพระคุณอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านนั้นมาก เพราะเพียงคำถามสองข้อบนพื้นฐานของความจริงใจ ความเมตตากรุณา ทำให้ชีวิตดีขึ้น สนุกขึ้น เป็นอิสระมากขึ้น ถ้าสังคมเรามีการตั้งคำถามอะไรทำนองนี้บ่อยๆ คงจะดีไม่น้อย

โลกในแต่ละสมัยมีคำถามหลักของสังคมยุคนั้นอยู่ ย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล คนจำนวนมากทั่วโลก ตั้งถามว่า "ชีวิตคืออะไร? ทำอย่างไรจึงพ้นทุกข์?" ในขณะที่โลกปัจจุบัน ดูเหมือนว่าคนทั่วโลกจะมีคำถามไปทำนองเดียวกันว่า "ทำอย่างไรจึงจะรวยมากๆ รวยง่ายๆ และรวยเร็วๆ?" มากกว่า และคำถามนี้เองที่ผลักดันโลกสู่การแข่งขันกันสะสมสิ่งของ เสาะหาเทคนิคความรู้ที่ทำให้ได้เงินมากๆ คนวัยทำงานค่อนโลกใช้เวลาเกือบทั้งวันคิดว่าจะหาเงินได้อย่างไร

นากิบ มาฟูซ นักเขียนชาวอียิปต์ชื่อดัง ผู้พาวงการวรรณกรรมของอียิปต์เข้าสู่โลกสมัยใหม่และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ได้เคยกล่าวไว้ว่า

"คุณสามารถบอกได้ว่าคนผู้หนึ่งฉลาดหลักแหลมหรือไม่จากคำตอบของเขา แต่คุณสามารถบอกได้ว่าคนผู้หนึ่งมีปัญญาหรือไม่จากคำถามของเขา"

29 April 2007

เรื่องเบาะๆ


ตีพิมพ์ในคอลัมน์
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 29 เมษายน 2550


แปลกจริงที่พักนี้ในหัวผมคิดวนเวียนเรื่องก้อนนุ่มๆ ตรงบั้นท้ายที่หลายคนนั่งทับมันอยู่บ่อยๆ ด้วยว่าช่วงนี้ผมได้เกี่ยวข้อง พบเห็น พูดคุยแลกเปลี่ยน และลองใช้เจ้าก้อนนุ่มๆ นี่อยู่หลายครั้ง

ตัวอย่างเช่น เมื่อคราวที่ผมติดตามอุปัฏฐากพระอาจารย์ท่านไปเยี่ยมชม Shambala Mountain Center ซึ่งเป็นสถานภาวนาของศาสนาพุทธในสายวัชรยาน ที่เมืองโบลเดอร์ สหรัฐอเมริกา ผมเห็นฝรั่งเวลานั่งสมาธิภาวนาเขามักจะนั่งบนเบาะหรือใช้หมอนหนุน แล้วก็มีทั้งคนที่นั่งแบบขัดสมาธิอย่างเราท่านนั่งกันส่วนใหญ่ แต่ใช้หมอนค่อนข้างสูงหนุนไว้ตรงก้น หรือบ้างก็นั่งคุกเข่าคร่อมบนหมอน (ซึ่งสูงมาก) เลยก็มี

พระอาจารย์ท่านมีทีท่าว่าออกจะขำๆ กับการนั่งของฝรั่ง ถึงขนาดรุ่นน้องของผมที่เป็นนักศึกษาชาวไทยที่นั่นเอ่ยถามท่านด้วยความสนใจใคร่รู้ว่า “แล้วคนนั่งภาวนาบนเบาะบรรลุธรรมได้ไหมครับ?”

ท่านตอบว่า "มันเป็นภาคติดสบาย เอาแบบไม่ปวดไม่เมื่อยมากนัก พอให้จิตสงบ เป็นสมาธิ แต่ไม่ใช่ภาคฆ่ากิเลส"

เราพบว่าวัดอื่นๆ ที่ได้ไปแวะเยี่ยมล้วนแล้วแต่มีเจ้าเบาะรองนั่งก้อนกลมๆ บ้าง ก้อนสี่เหลี่ยมบ้างทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวัดพุทธเถรวาท ทั้งธรรมยุติและมหานิกาย มหายาน หรือวัชรยาน เรียกว่าเป็นของคู่วัดเลยก็ว่าได้

ผมว่าน่าเห็นใจนะครับ เพราะชาวตะวันตกเหล่านี้เกิดและโตในวัฒนธรรมนั่งเก้าอี้ ไม่ค่อยได้นั่งพื้น หลายคนพอนั่งกับพื้นก็จะขัดสมาธิ คือคู้หรือพับขาเข้ามาเฉยๆ ทำทั้งสองข้างยังไม่ได้เลย การมีเบาะรองก็ช่วยทำให้เขานั่งได้ ไม่ทรมานเกินไปนัก แต่ก็คงไม่เฉพาะชาวตะวันตกเท่านั้น เดี๋ยวนี้เด็กตะวันออกและเด็กไทยจำนวนมากก็นั่งพื้นกันไม่ค่อยเป็นเหมือนกัน

ในเมืองไทยของเราช่วงนี้ หลายท่านคงได้ทราบข่าวคราวการเดินทางมาของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เพราะเป็นที่พูดถึงกันไม่น้อย คนที่คุ้นเคยกับกิจกรรมของท่านและหมู่บ้านพลัมก็อาจนึกถึงการเจริญสติด้วยการเดินในสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ การร้องเพลง (“ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดั่งดอกไม้บาน...”) หรือการนั่งภาวนา ซึ่งพบว่ามักจะมีเบาะอยู่ด้วย เพราะลูกศิษย์ลูกหาของท่านนั้นเป็นชาวตะวันตกจำนวนมาก

เมื่อครั้งผมได้ฟังท่านบรรยายที่ลินคอล์นเซนเตอร์ ที่มหานครนิวยอร์ก ในหอประชุมได้จัดเตรียมเบาะกลมๆ วางเรียงสลอนเหมือนยานอวกาศลำน้อยๆ เต็มไปหมด คาดว่าในงานปาฐกถาธรรมและงานอบรมภาวนาขณะท่านอยู่เมืองไทย ระหว่าง ๑๙-๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ นี้ เราคงจะพบเห็นเจ้าก้อนๆ นี้ไม่มากก็น้อย

อีกทั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้ มีเรื่องที่ทำให้นึกถึงเบาะได้อีก เพราะผมไปเข้าร่วมงานจิตตปัญญาเสวนา ครั้งที่ ๔ ณ วัดญาณเวศกวัน ซึ่งจัดโดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล การเสวนาครั้งนี้มีคุณหมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นผู้บรรยาย เรื่อง Spirituality in the Modern World แม้หัวเรื่องจะชื่อว่าจิตวิญญาณแต่คุณหมอกลับพูดเรื่องการพัฒนาหรือฝึกกาย (Body) และจิต (Mind) ในโลกสมัยใหม่เป็นหลัก โดยให้เหตุผลว่าเรื่องจิตวิญญาณ (Spirituality) เป็นการรับรู้และเข้าใจพ้นจากประสาทสัมผัส ทั้งอยู่นอกเหนือในมิติของเวลาและสถานที่ จึงเป็นเรื่องยากที่มนุษย์จะใช้ภาษาพูดสื่อสารทำความเข้าใจกันได้

คุณหมอธีระเกียรติพูดเรื่องการจัดวางตำแหน่งของร่างกายหรือท่าทางในชีวิตประจำวันและสำหรับการภาวนาไม่น้อย บอกว่าคนเราควรจะฝึกยืน เดิน และนั่งให้ตรง ให้น้ำหนักของร่างกายตกลงแนวดิ่งผ่านศูนย์กลางของร่างกายพอดี เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อบางมัดต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา

การจัดวางท่าทางของเราสำคัญอย่างยิ่ง ถึงกับมีผู้บอกว่าที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากได้หญ้าคา ๘ กำที่โสตถิยะพราหมณ์ ถวายให้ระหว่างทาง ไปยังต้นศรีมหาโพธิ์ไม่ไกลจากแม่น้ำเนรัญชรา เอาไว้ปูรองนั่ง

ยามนั่งสมาธิภาวนาอาจลองเอาหมอนเล็กๆ หนุนใต้ก้น เพื่อยกกระดูกก้นกบให้สูงขึ้น เพราะมีผู้ศึกษาวิจัยแล้วว่าท่านั่งที่กระดูกก้นกบอยู่สูงกว่าเข่านั้น จะช่วยให้ร่างกายของเราสามารถตั้งตรงและไม่เกร็งได้ง่ายขึ้น คุณหมอยืนยันว่าความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งดีๆ ที่โลกสมัยใหม่มีไว้ให้ เทคนิควิธีการใหม่ๆ ที่ค้นพบได้ช่วยเสริมความรู้ที่มีมาแต่เดิม แม้แต่การนั่งภาวนา

ฟังแล้วทำให้ผมนึกถึงเรื่องเบาะรองนั่งขึ้นมาอีก ผมนึกเปรียบเทียบว่าการปฏิบัติภาวนามันเหมือนกับการออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง ส่วนรองเท้าแม้จะเป็นอุปกรณ์สำคัญช่วยให้เราเดินได้สะดวกขึ้น แต่หากเรามัวคร่ำเคร่งเลือกว่าจะเป็นรองเท้าแตะเพราะโปร่งสบาย รองเท้าผ้าใบเพราะกระชับแน่น หรือจะเป็นแบบหุ้มข้อเพื่อป้องกันข้อเท้าพลิกก็ตาม การณ์จะกลับกลายเป็นว่าเรามัวแต่เลือก พลอยแต่วุ่นอยู่กับการคิดระดมความเห็น บานปลายไปจนจัดประชุมสัมมนา อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อวิจัยค้นหารองเท้าที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางไป เช่นนี้แล้วก็คงไม่ได้ออกเดินทางไปถึงไหนสักที มัวแต่เกี่ยงว่าต้องใช้เบาะแบบไหนก็เลยไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจังเสียที

การปฏิบัติภาวนานั้นต้องมีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง หากเรามัวกังวลหรือสนใจเลือกเบาะรองนั่งมากไปหรือยึดติดกับการสรรหาเบาะที่ช่วยให้นั่งได้สบายขึ้น ระวังจะเป็นอย่างนักสะสมเครื่องออกกำลังกายชั้นดีราคาแพงแต่กลับไม่ค่อยได้เอาออกไปใช้จริงจัง

สำหรับผมแล้ว การปฏิบัติภาวนานั้นจะใช้เบาะใช้หมอนหรือไม่ใช้ก็ได้ครับ หากว่าเราใช้แล้วรู้สึกดีก็ใช้ไปเถอะ หากใช้แล้วเก้ๆ กังๆ ก็ไม่ต้องใช้ เท่านั้นเอง ถือเสียว่าเป็นสิ่งช่วยเสริมการเดินทางของเราที่จะเลือกเป็นตัวช่วยหรือไม่ก็ได้

แม้ว่าโลกสมัยใหม่จะวุ่นวายสับสน มีเรื่องราวรายรอบตัวที่ดึงดูดความสนใจ และหันเหพาเราออกไปจากการปฏิบัติ แต่ก็ให้เราได้ความรู้ที่ว่ายกก้นขึ้นหน่อยแล้วสามารถ "นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้จำเพาะหน้า" อย่างที่ควรทำได้ง่าย เราจะได้แต้มต่อสักหน่อยในการปฏิบัติ ชดเชยกับการต้องอยู่ในสภาพปัจจุบันก็คงไม่เห็นเป็นไรนัก จริงไหม!

08 April 2007

เรื่องส่วนตัว


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Happiness
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 8 เมษายน 2550


ถ้าเป็นคุณ คุณจะตัดสินใจทำอย่างไรต่อไปครับ เมื่อพบว่าคู่ชีวิตที่ครองรักอยู่ร่วมกันมานานกว่าครึ่งชีวิตกำลังป่วยหนักด้วยโรคร้าย ถึงขั้นเกินเยียวยารักษาให้หายได้ คุณจะยอมละทิ้งงานมาอยู่เคียงข้างให้กำลังใจ หากว่างานนั้นมีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งล่ะ

กลับกัน ถ้าคุณพบเห็นใครที่อยู่ในสถานการณ์ข้างต้น ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจทำงานสำคัญให้ลุล่วงก่อน หรือตัดสินใจวางมือจากภาระหน้าที่งานทุกอย่างเพื่ออยู่ดูแลคนรัก คุณจะรู้สึกอย่างไรครับ คิดไหมว่าทางเลือกที่ถูกต้องเหมาะสมนั้นควรเป็นอย่างไร

เขาคนนั้นคือจอห์น เอ็ดเวิร์ด อดีตสมาชิกวุฒิสภาและผู้สมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเรื่องของเขาเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเขากำลังมีงานสำคัญคือรณรงค์หาเสียงสนับสนุนเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตลงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่เป็นเพราะในเวลาเดียวกันนี้เอง อลิซาเบธภรรยาของเขากำลังล้มป่วยด้วยมะเร็งเต้านม และโรคร้ายได้ลุกลามลึกถึงกระดูก อาการเจ็บป่วยของเธอรุนแรงถึงชีวิต

คุณอาจคิดว่าเขาช่างโชคร้ายเสียจริงเชียว คงต้องสละสิทธิถอนตัวเพื่อดูแลภรรยาแน่ หรือคุณอาจเป็นห่วงอลิซาเบธว่าเธอจะได้รับเวลาและความเอาใจใส่อย่างพอเพียงจากจอห์นสามีของเธอไหม แต่เปล่าเลยครับ เพราะในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ สองสามีภรรยากลับออกมาแถลงข่าวยืนยันจะดำเนินกิจกรรมรณรงค์หาเสียงสนับสนุนลงเลือกตั้งต่อไป

การกระทำครั้งนี้ของทั้งคู่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า หรือว่าเป็นความบ้าคลั่งกันแน่ หรือนี่เป็นเกียรติยศที่สำคัญเหนือกว่าความรักความผูกพันระหว่างสามีภรรยาเชียวหรือ หลายคนงุนงงสงสัยว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีที่มาอย่างไร ตัดสินใจบนพื้นฐานความเชื่ออะไร จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ในบทความที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาโดยหนังสือพิมพ์ชื่อดังฉบับหนึ่งได้เก็บประมวลความเห็นจากการสัมภาษณ์ผู้คนในแวดวงต่างๆ จากหลากวัยและอาชีพ บ้างก็คับข้องใจ บ้างก็ชื่นชม

ดังเช่น หญิงคนหนึ่งบอกว่านี่แสดงถึงการกดขี่ทางเพศอย่างชัดเจนอีกแล้ว การที่ผู้หญิงต้องยอมเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อสนองตอบความทะเยอทะยานของฝ่ายชาย ส่วนพนักงานประชาสัมพันธ์คนหนึ่งกลับบอกว่าคำถามสำคัญที่สุด คือ คุณจะทำอะไรเพื่อคนที่คุณรัก เธอว่าถ้าสามีเธอลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เธอจะขอให้เขาสู้ต่อไป และเธอก็มั่นใจว่าสามีจะพูดอย่างเดียวกัน หากเธอเป็นฝ่ายลงแข่งขัน

แม้สามีภรรยาเองยังมีความเห็นต่อเรื่องนี้ต่างกัน ดังสามีภรรยาวัยเกษียณคู่หนึ่ง ฝ่ายภรรยามองว่านี่เป็นการตัดสินใจแบบเด็กๆ ที่ดื้อรั้นจะทำให้ได้โดยไม่คำนึงถึงคู่ชีวิตที่ป่วยอยู่ ขณะที่ฝ่ายสามีกลับมองว่าเป็นการตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะทำงานต่อไป

หญิงผู้หนึ่งเธอรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นโรคมะเร็งเมื่อ 5 ปีก่อน ขณะที่เธอทำงานอาสาสมัครในบอสเนีย-เฮอเซโกวีนา ครั้งนั้นครอบครัวไม่เห็นด้วย ขอให้เลิกล้มความตั้งใจ และกลับบ้านเสีย แต่จนบัดนี้ก็ยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ เธอเชื่อว่าการที่เธอได้อุทิศตนอยู่ที่นั่นต่อเป็นสาเหตุที่เธอยังคงมีชีวิตรอด

ขณะที่อีกคนกลับมองเรื่องเดิมนี้ว่า จอห์น กำลังทำเพื่อภรรยาสุดที่รัก การที่เขาไม่ถอนตัวจากการแข่งขันหาเสียงเพียงเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกเสียใจที่ตนเป็นต้นเหตุให้สามีพลาดโอกาสก้าวหน้าในวงการเมือง

คิดเห็นกันไปคนละทางสองทางใครกันแน่เป็นฝ่ายถูก เราเองก็มักเอาความคิดตนไปตัดสินคนอื่น หรือยอมให้คนอื่นมาตัดสินชีวิตเรา แต่ท้ายที่สุดต่างฝ่ายก็ต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเราเอง

จริงอยู่ว่าสิ่งที่นักข่าวและนักเลือกตั้งทั้งหลายพยายามวิเคราะห์คือ จอห์นจะได้รับคะแนนเลือกตั้งมากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหน บางคนว่าคงมากขึ้นเยอะ เพราะได้แสดงความกล้าหาญ อดทนสู้ต่อ แม้ในภาวะที่ครอบครัวประสบเรื่องราวสำคัญและยากลำบาก บ้างก็ว่าคงลดลงมาก เพราะประชาชนคงไม่อยากเลือกประธานาธิบดีที่มีสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกำลังป่วยหรือเจียนตาย

เอาเถอะครับ สิ่งที่ผมว่าสนใจกว่าคะแนนคือ จอห์นและอลิซาเบธคิดอย่างไร อะไรอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเช่นนั้น เห็นที่ผู้คนให้สัมภาษณ์ไหมครับ นานาจิตตัง แถมยังไม่แน่เสมอไปด้วยว่าคนให้สัมภาษณ์จะตัดสินใจอย่างที่พูด หากเหตุเกิดขึ้นกับตนเองจริงๆ ขึ้นมา ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการที่ทั้งคู่ได้ตัดสินใจบนความมีสติ และคิดใคร่ครวญถี่ถ้วนรอบคอบแล้ว ว่านี่คือความสุขและความต้องการของทั้งสองเอง

ไม่จำเป็นต้องรู้สึกขัดใจหรือไปห่วงกังวลแทนเขาและเธอหรอกครับ เราไม่สามารถคิดแทนเขาหรือรับผิดชอบดูแลอะไรให้ชีวิตเขาได้จริง เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ในความหมายว่าแต่ละคนต่างมีหน้าที่ต้องดูแลรับผิดชอบเรื่องของตัวเอง ถ้าสิ่งที่ทั้งคู่ตัดสินใจทำนั้น มันไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน

หากเราเป็นคนป่วย เราจะเลือกอะไรก็แล้วแต่ขอให้ได้เลือกเถอะ แล้วมั่นใจกับมัน แล้วก็ภูมิใจว่าได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเองแล้ว แต่หากเราเป็นคนที่อยู่ข้างๆ ก็จงเคารพในการตัดสินใจของคนป่วย แม้ว่าเราอาจจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ดูแลคนที่เรารักใน “วาระของเขา” ไม่ใช่แม้ว่าใกล้จะจากไปแล้วเรายังบังคับให้เขาใช้ชีวิตและรับการดูแลตามความต้องการของเรา (อีกแล้ว) บางทีการให้คนป่วยได้ทำในสิ่งที่เขาเลือกอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดก็ได้ ไหนๆ เขาก็จะไปแล้ว ก็น่าจะได้ให้เขาชีวิตช่วงสุดท้ายอย่างมีเกียรติ มีคุณค่า และงดงาม ในความหมายของเขาเอง

24 March 2007

ก่อร่างจากฝันและแรงบันดาลใจ


ตีพิมพ์ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 24 มีนาคม 2550


เมื่อครั้งนาโรปะเป็นพระและอาจารย์หนุ่มชื่อดังและเชี่ยวชาญด้านความรู้แห่งนาลันทา มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย วันหนึ่งเขานั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์อย่างตั้งใจ หญิงชราผู้หนึ่งเดินถือไม้เท้าผ่านมา หยุดยืนอยู่ข้างๆ เขาแล้วเอ่ยถามว่า “ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?” นาโรปะเงยหน้าขึ้นมองแล้วกล่าวตอบว่า “อ่านหนังสือธรรมะ” เธอจึงถามเขาต่อว่า “แล้วท่านอ่านออกไหมล่ะ?” “แน่นอน ย่อมต้องอ่านออกสิ” นาโรปะตอบ หญิงชราแสดงท่าทางลิงโลดยินดี เต้นไปเต้นมาด้วยความร่าเริง จากนั้นเธอถามอีกว่า “แล้วท่านเข้าใจที่อ่านไหม?” นาโรปะหยุดคิดชั่วหนึ่ง พลางนึกในใจว่าเมื่อครู่เพียงเราบอกว่าอ่านออก หญิงชราท่านนี้ยังดีใจขนาดนี้ เราน่าจะบอกว่าเข้าใจเธอจะได้ดีใจยิ่งขึ้น ว่าแล้วก็ตอบไปว่าใช่

ทันใดนั้นหญิงชราผู้นั้นก็โมโห โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ น้ำหูน้ำตาไหล เธอฟาดไม้เท้าของเธอจนหัก นาโรปะรู้สึกงุนงงจึงถามว่า “ท่านโกรธเกรี้ยวเพราะเหตุใด?” หญิงชราตอบอย่างฉุนเฉียวว่า “เมื่อครู่เราถามท่านว่าอ่านออกไหม เราดีใจที่ท่านพูดคำสัตย์ แต่เมื่อเราถามว่าท่านเข้าใจไหม ท่านกล้ากล่าวเท็จ ตัวท่านยังไม่บรรลุธรรมกลับแอบอ้างว่าเข้าใจ!” ว่าแล้วหญิงชราก็กลายร่างเป็นสายรุ้งหายไปบนท้องฟ้า ส่วนนาโรปะก็เป็นลมล้มพับไป

(จากนั้นนาโรปะก็ออกเดินทางเพื่อหาอาจารย์เพื่อการบรรลุธรรม ในที่สุดก็ได้เป็นลูกศิษย์ของท่านทิโลปะ ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก และได้สำเร็จตามความตั้งใจในเวลาต่อมา)
-----------------------------------------------

เรื่องเล่าประวัติของท่านนาโรปะนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมาสองสามครั้งแล้ว ฟังคราใดก็นึกถึงมหาวิทยาลัยนาโรปะ มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา และมหาบัณฑิตหนุ่มสองคนจากสถาบันแห่งนี้ คือ ณัฐฬส วังวิญญูและวิจักขณ์ พานิช ผู้เป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้และนักเขียนฝีมือเยี่ยม

คราวนี้มาได้ยินอีกครั้งหนึ่งในที่ประชุมจิตวิวัฒน์ จาก ดร. ปีเตอร์ เฮิร์ซท (Peter Hurst) อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยนาโรปะ ที่ปัจจุบันได้พำนักอาศัยในประเทศไทย เพื่อทำงานร่วมมือกับศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษา ในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเรียนรู้ที่เป็นการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ เป็นการเรียนเพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงความจริงต่างๆ โดยปราศจากอคติ และสามารถเชื่อมโยงศาสตร์ต่างๆมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสมดุล หรือจะเรียกว่าเป็น “การศึกษาในแนวจิตวิวัฒน์” ก็ได้

ดร. ปีเตอร์ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เป็นอาจารย์และผู้บริหารที่นาโรปะมาร่วมยี่สิบปี ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์จากหลากหลายแง่มุม ได้อย่างเห็นภาพและมีชีวิตชีวา

เขาเล่าว่ามหาวิทยาลัยนาโรปะไม่ได้เกิดจากการออกแบบให้เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับจัดการเรียนการสอนแบบจิตตปัญญาศึกษา โดยคิดว่าต้องสอนวิชานั้นวิชานี้ หากแต่เกิดจากกลุ่มคนผู้สนใจในดนตรี ศิลปะ การปะทะสังสรรค์และสอดประสานกันระหว่างศาสนาภูมิปัญญาตะวันออกและตะวันตก ได้มาเจอกันที่เมืองโบลเดอร์ ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. ๑๙๗๔ ผู้คนได้แลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองมีและเรียนรู้จากคนอื่น ได้ฟังธรรมะบรรยายจากท่านตรุงปะ (ลามะทิเบตองค์สำคัญและองค์แรกๆ ที่นำพุทธศาสนาเผยแพร่ยังโลกตะวันตก) เกิดความสนุกและความสุข จนไม่อยากให้สิ่งดีๆ ที่เขาค้นพบต้องจบลง จึงช่วยกันจัดเปิดการสอนการอบรมหลักสูตรระยะสั้น เท่าที่มีผู้รู้ผู้มีความสามารถและตามความสนใจของผู้คนที่นั่น

ชั่วข้ามปี สถาบันนาโรปะก็เริ่มมีนักศึกษา โดยพ่วงไปกับอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง อีกหนึ่งปีผ่านไปสถาบันก็เริ่มเปิดหลายหลักสูตร เช่น ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาพุทธศาสตร์ สาขาวิจิตรศิลป์ และศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยา เป็นต้น

ท่านตรุงปะและคณะศิษยานุศิษย์ไม่ได้สร้างมหาวิทยาลัยนาโรปะในกระบวนทัศน์แบบกลไก ที่เน้นให้ความสำคัญกับโครงสร้าง อันเชื่อว่าต้องออกแบบไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกมิติ ในแต่ละกระบวนการ หากแต่ทำไปตามสภาวการณ์และการผุดบังเกิดในขณะนั้นๆ เป็นการใช้ชีวิตอยู่ที่ขอบของความสมดุลตลอดเวลา ผู้คนชักชวนทำในสิ่งที่อยากทำกัน มากกว่าทำเพื่อให้ผ่านให้ถูกต้องตามระเบียบ

กว่านาโรปะจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการรับรองฐานะก็ใช้เวลาอีก ๑๐ ปี เพราะหน่วยงานตรวจรับรองของรัฐที่มาพร้อมกับกรอบระเบียบโครงสร้างแบบเดิมก็งงๆ ไม่ค่อยเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แน่ใจว่าจะอธิบายอย่างไรดี คณะกรรมการไม่แน่ใจว่าควรจะรับรองสถาบันนี้ได้อย่างไร ในเมื่อสถาบันเริ่มต้นด้วยเงินกู้ห้าพันดอลลาร์เพื่อพิมพ์แผ่นพับและใบปลิว ตั้งอยู่บนโรงแรมที่เช่ามา แทบจะไม่มีห้องสมุด จ่ายเงินเดือนประมาณหนึ่งในแปดของอัตราจ้างทั่วไป ทุกระยะสองสามเดือนก็มักไม่มีเงินพอจ่ายค่าจ้างอาจารย์และเจ้าหน้าที่ เมื่อกรรมการถามว่าเงินเดือนน้อยขนาดนี้จะพออยู่ได้อย่างไร อาจารย์ที่สถาบันก็ตอบว่า “พวกเราอาศัยนั่งสมาธิกันเยอะ” (ฮา)

อันที่จริงเรื่องเงินก็เป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญและท้าทายต่อการเติบโตของนาโรปะไม่น้อย การเริ่มด้วยเงินอันน้อยนิดก็เป็นการคัดเลือก “ตัวจริง” เป็นเบื้องต้นแล้ว ดร. ปีเตอร์บอกว่าหากมหาวิทยาลัยมีเงินมากๆ แล้ว อาจารย์ที่สอนก็อาจจะมาสอนด้วยความอหังการมมังการก็เป็นได้ ส่วนท่านตรุงปะถึงกับเปรยว่าขออย่าให้ใครเอาเงินมากๆ เป็นล้านมาสนับสนุนเราเลย!

ถึงแม้นาโรปะจะมีงบประมาณน้อยมาก ตอนเริ่มต้นถึงขนาดต้องเรี่ยไรจากผู้ที่เข้ามาฟังบรรยายธรรมเป็นรายครั้งเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังมีองค์ประกอบต่างๆ ไม่ครบ แต่เมื่อกรรมการรับรองได้พิจารณานักศึกษาที่เรียน พบว่าแต่ละคนได้เรียนรู้อย่างยิ่ง บางทีมากยิ่งกว่ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ชั้นนำต่างๆ เสียอีก ผู้คนไม่เพียงแต่ได้พัฒนาตนเองยังพัฒนาความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ รอบข้าง มีทั้งความรู้และความสุข ไม่เฉพาะแต่นักศึกษาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาจารย์และเจ้าหน้าที่ด้วย

ในที่สุดสถาบันก็ได้รับการรับรอง ทั้งๆ ที่ชาวนาโรปะก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นไปได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะคณะกรรมการอาจจะเสียดายถ้าสถาบันที่มีแนวคิดที่แหวกแนว กล้าหาญ มีผู้คนที่ทุ่มเทมากเท่านี้จะหายไป แม้ว่าคณะกรรมการจะคิดว่ามันออกจะแปลกผิดแผกจากชาวบ้านและไม่ค่อยเข้าใจก็ตาม บ้างก็ว่าอาจเป็นเพราะมีผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณจำนวนมาก ได้ไปเยี่ยม ไปสอน และไปอำนวยพรแก่สถานที่และสถาบันนาโรปะ

อันที่จริงสถาบันก็เพิ่งจะเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อไม่ถึงสิบปีมานี้เอง สาเหตุหลักก็เพื่อจะสื่อสารกับคนภายนอก เพราะเวลาบอกว่าเป็น “สถาบันนาโรปะ” คนก็จะทำหน้างงๆ สงสัย แล้วถามว่าคืออะไร แต่พอบอกว่าเป็น “มหาวิทยาลัยนาโรปะ” คนก็เลิกถามอีก เพราะคิดว่าเขาเข้าใจแล้ว ดร. ปีเตอร์ บอกพวกเราว่า “พวกเขาไม่เข้าใจหรอก แต่มันก็เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่าคิดเข้าใจเอาได้” ผมนั้นไม่ทราบว่าแต่ละคนคิดอย่างไรหรือคิดถึงอะไร แต่ขณะนั้นในหัวผมมีแต่ตอนที่อังตวน เดอ แซงเตกซูเปรี ผู้เขียนเจ้าชายน้อย เล่าในหนังสือว่า หากเขาบอกผู้ใหญ่ว่ามีบ้านแสนสวยหลังหนึ่ง ทำด้วยอิฐสีกุหลาบ มีดอกเจอราเนียมที่หน้าต่าง และนกเขาบนหลังคา ผู้ใหญ่ก็นึกไม่ออก แต่ถ้าบอกว่ามีบ้านหลังหนึ่งราคาเป็นล้าน พวกผู้ใหญ่จะบอกว่าแหมช่างเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น

ในช่วงท้ายของการพูดคุยกัน คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ได้ช่วยตั้งคำถามที่น่าสนใจไว้สองคำถามว่า ขุมพลังที่ขับเคลื่อนเรื่องจิตตปัญญาศึกษาคืออะไร? เราจะต้องมีวิธีเข้าไปหา เข้าไปรู้จัก และดึงมันออกมา คล้ายกับที่นาโรปะใช้ขับเคลื่อนจิตวิญญาณของผู้คนทั้งสถาบันในอดีตได้อย่างไร?

และอีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แล้วรูปแบบหน้าตาขององค์กรที่จะมาเป็นพื้นดินอันอุดม มาทำหน้าที่ดูแลให้กระแสนี้ได้เติบโตงอกงามยิ่งขึ้นนั้นเป็นอย่างไร? ทำอย่างไรเราจึงจะมีองค์กรที่สนับสนุนกระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมที่ไม่เพียงแต่มีความหมาย แต่ยังสนุก เชื่อมโยงกับไฟและพลังชีวิตในตัวแต่ละคน ขนาดที่เรียกว่าฉุดเท่าไหร่ก็หยุดไม่อยู่ เหมือนกับที่ท่านตรุงปะและชาวนาโรปะได้เคยทำมาแล้ว

11 March 2007

เธอคือปัญหา หรือว่า เธอคือคำตอบ


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Happiness
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 11 มีนาคม 2550


ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า อาจารย์สองท่านกำลังแนะนำนักศึกษาอยู่ ต่างคนต่างแนะนำกันคนละประเด็น นักศึกษาก็กำลังตอบ แต่ทุกคนพูดพร้อมกัน เสียงที่เริ่มจากระดับดังปกติก็ต้องเร่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะพูดพร้อมกันสามคน ทำให้ไม่ค่อยได้ยินแม้กระทั่งเสียงของตนเอง ผมนึกสงสัยขึ้นมา “เอ ... ถ้าคนเขาอยู่นอกห้องเขาได้ยินจะคิดว่าข้างในกำลังทะเลาะกันหรือเปล่านะ?”

สิ่งที่เกิดราวกับเป็นสถานการณ์คลาสสิก ... แต่จากหนังสือ “สถานการณ์ที่ไม่ควรเกิดในชั้นเรียน”

ผมได้อยู่ในเรื่องนี้เพราะผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่ง ขอสมมตินามเธอว่าแจงนะครับ เธอขอนัดพบผมเพื่อปรึกษาเรื่องความคืบหน้าของวิทยานิพนธ์ ผมเองก็อยากทราบเหมือนกัน เพราะไม่ได้ยินอะไรมาจากแจงนานมาก(ๆ)แล้ว หลังจากอ่านต้นฉบับอันน่าสับสนและงงงงของเธอ ผมก็เริ่มรู้สึกสับสนและงงงงจริงๆ ผมจึงขอให้เธอเตรียมนำเสนอสรุปงานแบบง่ายๆ ให้ผมฟังสักไม่เกินสามสิบนาที

พอถึงวันนัดแจงบอกว่ามีอาจารย์อีกสามท่านขอเข้าร่วมฟังด้วย เพราะอยากทราบความเป็นไปของงานเหมือนกัน ผมก็ไม่ขัดอะไร เพราะยิ่งมีคนช่วยคิด งานของเธอยิ่งดี

สภาพห้องประชุมเหมือนห้องเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำส่วนใหญ่ ติดแอร์เย็นฉ่ำ (สำหรับคนนำเสนออาจจะหนาวสะท้าน) มีอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน แต่สำหรับผมแล้วไม่ทราบว่าเป็นอะไร หรือผมเคยตัว (ถูก spoiled) กับห้องที่มีหน้าต่าง มีแสงธรรมชาติ เห็นต้นไม้อยู่บ้าง ก็เป็นได้ ผมรู้สึกห้องมันแข็งๆ บีบคั้นๆ อย่างไรไม่ทราบ

แจงเริ่มนำเสนอ ด้วยทีท่าตื่นๆ เกร็งๆ และกระโดดๆ นิดหน่อย ใช่ล่ะส่วนหนึ่งเธอเองก็มีบุคลิกทำนองนี้อยู่เป็นพื้น แต่ก็อาจจะมีส่วนจากการที่มีอาจารย์ตั้งสี่คนฟังอยู่ แถมเก่งๆ ตั้งสามคนอยู่ด้วย (ขออนุญาตไม่นับตนเอง) ผมรู้ดีว่าเธอจะยิ่งตื่นเต้น สับสน ถ้ามีคนถามมากๆ จึงตั้งใจไว้ว่าจะจดคำถามเก็บไว้ถามตอนท้ายทีเดียว แต่ปรากฏว่าแต่ละท่านต่างซักถามอย่างละเอียดตามรายทางเกือบตลอดการนำเสนอ น่าสงสาร ผมคิดว่าขบวนความคิดของเธอต้องสะดุดกึกไปหลายรอบแหงมๆ

จบการนำเสนอ ผมว่าเธอดูตัวเล็กลงไปถนัดใจ แถมใจหนอใจคงตุ๊มๆต่อมๆว่าจะรอดงานนี้ไปไหมนะ ผมนั้นเตรียมประเด็นมาถามเยอะมาก เพราะวิทยานิพนธ์ฉบับร่างหมายเลข ๑ ของเธอนั้นสมกับเป็นร่างแรกจริงๆ มีหลายจุดที่ต้องถึงขนาดยกเครื่องใหม่ แต่พอดูสถานการณ์แล้วเธอคงไหวอีกไม่มาก ผมตัดสินใจว่าจะเก็บไว้ค่อยๆคุยกับเธอภายหลังดีกว่า ค่อยๆบอกให้เธอค่อยๆละเลียดคำถามที่ยากๆแต่สำคัญที่เธอต้องตอบให้ได้ถึงจะมีสิทธิสอบ (เรื่องจบนั้นต้องดูอีกทีหนึ่ง)

ผมเริ่มด้วยการบอกว่างานของเธอนั้น แม้จะเขียนเรียงตามลำดับบทที่มหาวิทยาลัยกำหนด แต่ก็ยังสับสน กระโดดไปกระโดดมา เดี๋ยวประเด็นใหญ่ เดี๋ยวประเด็นรอง เดี๋ยวคำถาม เดี๋ยวคำตอบ เดี๋ยวความคิดคนอื่น เดี๋ยวความคิดเธอเอง อ่านแล้วรับรองว่ามึน แต่ที่ผมมึนกว่าคือ การที่อาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า “ใช่เลย นั่นแหละ ปัญหามันอยู่ที่แจงนี่แหละ!” พร้อมสาธยายสิ่งที่แจงต้องแก้ไขอีกยาวยืด ผมนั้นเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์ท่านพูดหลายข้อเลยครับ อาจารย์ท่านก็เก่งจริงๆ แต่ผมเห็นว่าแจงผู้น่าสงสารที่บัดนี้ตัวเหลือเท่ามดแล้ว ข้อแนะนำดีๆ ที่บรรดาดอกเตอร์ระดมให้เธอนั้น เธอพยายามจดบันทึกแบบคร่าวๆ เป็นคำสำคัญๆ เป็นหลัก แต่ผมว่ามันอาจจะไม่เข้าหัวเธอแล้ว

หลังจากนั้นอีกสักพักผมแนะนำแจงว่าต้องพิจารณาโจทย์หรือปัญหาวิจัยให้ดี เพราะตอนนี้ในเอกสารมีหลายคำถามที่เธอต้องการจะตอบ แต่ละที่ก็เขียนปัญหาวิจัยไว้ไม่เหมือนกัน ผมได้รับการสนับสนุนอีกว่า ใช่อีกหละ “แจงนั่นแหละที่เป็นปัญหา!” มาถึงตรงนี้ผมชักงงๆ ก่งก๊ง แทนแจงแล้วครับ รู้สึกว่าเธอคงจะเสีย self ไปไม่น้อย ที่โดนเข้าไปหลายดอกอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ผมนำเสนอข้อคิดเห็นหลักๆของผมต่อ ผมเริ่มคิดว่าจะเปลี่ยนโทนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างไรดี พอดีมีระฆังช่วยครับ นักศึกษาอีกกลุ่มต้องใช้ห้องต่อ พวกเราต้องย้ายออก ผมจึงได้มีโอกาสคุยกับเธอตามลำพังว่าแม้งานของเธอนั้นต้องปรับปรุงอีกมาก การบ้านและการเดินทางของเธอนั้นจะยากมากๆ แต่ผมว่ามันมีความเป็นไปได้ และที่สำคัญที่สุด ผมไม่เชื่อว่าเธอนั้นเป็นปัญหา ผมบอกเธอไปว่าสิ่งที่ผมเชื่อคือ “คำตอบมันอยู่ที่แจงนี่แหละ” และ “แจงนั่นแหละที่เป็นคำตอบ”

เรื่องทั้งหมดเกิดจากการมีมุมมองต่อเรื่องต่างกัน จริงอยู่ที่วิทยานิพนธ์นั้นจะลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่ ส่วนสำคัญที่สุดคือตัวนักศึกษาเจ้าของงานเอง แต่ถ้ามองว่าเธอคือบ่อเกิดทั้งหมดของปัญหาเสียแล้ว วิทยานิพนธ์คงไม่สามารถสำเร็จออกมาดีได้ คงไม่มีใครหรอกที่อยากจะทำงานออกมาแย่ๆ ให้อาจารย์ต้องแก้ต้องปรับเยอะๆ มันก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆของชีวิตครับ ถ้าคิดว่าเราเองเป็นตัวปัญหาเสียแล้ว เราก็มัวแต่สับสนและทุกข์ เอาแต่ก้มหน้างุดๆไปให้ถึงจุดหมาย พลาดโอกาสจะได้เรียนรู้พบเห็นอะไรดีๆระหว่างรายทาง

แม้ผมจะเชื่อว่าการทำให้คนตระหนักว่าเขาหรือเธอเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลายๆครั้งเราแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะคนไม่เห็นหรือเห็นแต่ไม่เปิดใจยอมรับ แต่ระหว่างการทำให้คนยอมรับกับการทำให้คนเกิดแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนนั้นต่างกัน หากจะให้เขารังสรรค์ พ้นจากปัญหา และก่อประกอบโลกใหม่ที่ดีกว่าเดิม คงต้องพาเขาไปสู่จุดที่เขาเห็นว่าตัวเขาเป็น “ส่วนสำคัญ” ของคำตอบ

ผมเชื่อว่าแจงนั้นพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว และถ้าเธอก็พยายามต่อไป และปรับปรุงวิธีการเรียนรู้ในบางประเด็น ไม่เพียงแต่เธอจะได้ปริญญาในเวลาที่กำหนด (หรืออย่างมากก็ช้าไปหน่อย) กระบวนการทำวิทยานิพนธ์ยังจะช่วยสอนให้เธอได้เรียนรู้สิ่งดีๆทั้งแง่วิชาการและการจัดการตัวเองอันจะเป็นประโยชน์แก่ลูกศิษย์ของเธอในอนาคตด้วย :-)

25 February 2007

ละวางของหวง สลัดบ่วงของรัก


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550


“บ้าจัง ทำไมต้องให้แลกของขวัญอะไรอย่างนี้ด้วย”

“ของที่เรารักก็ต้องหมายถึงของที่เราทะนุถนอม หวงแหน ให้ตายเถอะ แล้วใครจะอยากเอามาให้คนอื่น ของบางอย่างที่เรารักมันอาจไม่มีค่า ดูไร้ประโยชน์ถ้าคนอื่นได้ไป ของรักของเราอาจเป็นขยะสำหรับเค้าก็ได้นี่”

นักศึกษาชายคนหนึ่งเขียนสะท้อนกิจกรรมที่เราทำ เขาพูดถึงหนังสือ “ไม่ธรรมดา” ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ หนังสือเล่มโปรดของเขา สภาพเงาวับใหม่เอี่ยม ปกหลังในมีลายเซ็นอันงดงามของผู้เขียน ที่เขาอุตส่าห์ไปต่อแถวยาวเหยียดในงานสัปดาห์หนังสือกว่าจะได้มา

เขาเล่าว่าก่อนมาเรียนได้ตื่นแต่เช้า บรรจงละเลียดตัวอักษรอันงามงดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะห่อด้วยใจสุดแสนเสียดายที่ต้องยกให้คนอื่นเสียแล้ว โธ่ ... ของชิ้นโปรดของเรา ต้องถึงคราบ๋ายบายแล้วหรือ

แต่ไม่ใช่เขาคนเดียวนะครับ ที่ได้ประสบการณ์เช่นนี้ ปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าของชั้นเรียนวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปีนี้ เราอยากแลกของขวัญกัน ผมเลยเสนอไอเดียกิจกรรม “สละของรัก” ข้อตกลงของเราทั้งอาจารย์และศิษย์คือ พวกเราจะกลับไปค้นของในบ้านที่เราอาศัย หาของในเรือนใจ ที่จัดเป็น “ของรักของหวง” ที่สำคัญที่สุด (หรือเกือบที่สุด) มาแลกกัน โดยที่ผมอุบวิธีแลกกันเอาไว้ก่อน บอกแต่ว่านี่เป็นแบบฝึกหัดให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ยิ่งเขาเปิดใจ ยิ่งเขาจริงใจและจริงจังกับการเลือกเฟ้นเท่าไหร่ ผลของมันก็ยิ่งน่าสนใจมากเท่านั้น

พอถึงวันงาน แต่ละคนถือของที่ตนเตรียมมาด้วยท่าทีปะปนกันไป มีทั้งหน้าตางงๆ สงสัยว่าจะมาทำอะไร อย่างไรกัน และพวกแววตาละห้อย ชักไม่แน่ใจกับการตัดสินใจของตนเองว่าทุ่มทุนสร้างมากเกินไปหรือเปล่า

นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเอาตุ๊กตาหมีน้อยที่ตัวเองพาเข้านอนด้วยกัน กอดฝันอยู่ทุกคืนมาแลก แม้เธอจะบอกว่ามันดู “เน่า” หรือ “เยิน” จนใกล้หมดสภาพ แต่ด้วยร่วมทุกข์ร่วมสุขมานาน จึงรู้สึกใกล้ใจเสียเหลือเกิน ตอนเช้าก็เอามาลูบแล้วลูบอีก คุณแม่เห็นเข้าถามว่าจะเอาไปไหน พอบอกว่าจะเอาไปแลกกับเพื่อน คุณแม่ถึงขนาดถามว่าจะกล้าตัดใจได้ลงหรือลูก ที่พูดอยู่นี่ก็ยังกอดไม่ปล่อยเลยนะ

พวกเราเดินแลกของกันแบบเชื่อมั่นในการจัดสรรของจักรวาล เชื่อในปัญญากายของเรา ไม่ต้องคิดคาดเดา หรือพยายามให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงระฆัง พวกเราหยุดจับคู่แลกของสลับกับคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับกล่าวชื่นชมความดีของอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ ได้ฝึกสืบค้นและแบ่งปันด้านบวกของกันและกัน

รอบที่สองที่เราหยุดเดินและสลับแลกของกันอีกครั้ง พวกเราได้มีโอกาสกล่าวขอโทษ และให้อโหสิกรรมกับคู่ของเรา ได้เดินทางเข้าไปยังส่วนที่หลายๆ คนไม่ค่อยคุ้นเคย และยากจะเอ่ยเหลือเกิน

รอบสุดท้าย พวกเราแลกของที่เราถือในมือ พร้อมมอบพรปีใหม่ให้แก่กัน เป็นความปรารถนาดีที่สื่อสารด้วยทั้งวาจาและใจ

เรากลับมานั่งกันเป็นวงใหญ่ และแกะห่อเฉลยว่าใครได้ของรักจากใคร แต่ละคนต่างเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสิ่งของอันเป็นที่รัก ผมเองแม้เคยทำกิจกรรมนี้มาแล้ว แต่ทุกๆ ครั้งก็มีสิ่งน่าทึ่ง น่าประทับใจเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญของบางคนที่เลือกสละของรักอันมีตำแหน่งแห่งที่สำคัญในชีวิต ในใจของตน หรือความไว้วางใจกลุ่มจนเปิดเผยถึงชีวิตและการเดินทางที่ส่วนตัวมากๆ กับของรักของตน

รวมทั้งความ “บังเอิญ” ที่ดูเหมือนของนั้น “เลือก” คนที่จะรับ ไม่เพียงแต่คนให้มีโอกาสเลือกของเท่านั้น อย่างนักศึกษาหญิงนำตุ๊กตาหมีแสนรักมา เธอก็ได้ตุ๊กตาหมาที่เพื่อนรักของตนนอนด้วยทุกคืนไปกอดนอนแทน

หลังกิจกรรมหลายคนได้บันทึกเรื่องราวประสบการณ์การเดินทางด้านในของตนจากการละวางของรักสุดชีวิต อย่างเจ้าของหนังสือ “ไม่ธรรมดา” เล่าว่า “ด้วยความอยากให้กิจกรรมครั้งนี้ได้ประโยชน์กับเราจริงๆ ได้รู้จักการจากของที่เรารักบ้าง ... จึงไม่เอาของที่รักรองลงมา มาแทนของที่รักจริงๆ”

ไม่เพียงแต่พวกเขาได้สะท้อนถึงการเลือกสละของรัก แต่ยังได้เรียนรู้ถึงใจตนเองขณะที่แลกของกันว่า “เลือกของที่เรารักจริงๆ ได้ ก็พบกับความรู้สึกเสียดาย ต้องสู้กับความคิดข้ออ้างร้อยแปดที่จะไม่อยากเสียของที่รักไป”

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญไม่แพ้สิ่งใด คือ การที่เขาได้เรียนรู้ว่าความคิดถึง ความห่วงหา ความรู้สึกเป็นจ้าวข้าวเจ้าของในสิ่งที่ดูว่ายิ่งใหญ่เสียจนปิ่มว่าจะขาดใจนั้น พอผ่านไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์ความรู้สึกก็ซาๆไป เหมือนอาทิตย์ยามเที่ยง พอคล้อยยามบ่าย ย้ายเข้ายามอัสดง ย่อมอ่อนแรงลงตามลำดับ ฉันใดก็ฉันนั้น

“ความรู้สึกของวันนั้นที่ได้ ยังคงจำได้ดีว่ารู้สึกเสียดาย ... ตอนนั้นพยายามเอาข้ออ้างดีๆ มาปลอบใจ ... ถึงตอนที่เขียนอยู่นี้ไม่รู้สึกเสียดายแล้ว” นักศึกษาคนเดียวกันบันทึกไว้

นี่อาจเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักศึกษาประทับใจที่สุดในวิชานี้ก็ได้ ประสบการณ์การมีสติ ตั้งใจที่จะละวางของหวง ปลดบ่วงของรักที่รัดรึงเราไว้ รู้จักทิ้งสัมภาระที่เราเที่ยวแบกไปไหนต่อไหนบ้างเสียที แบบฝึกหัดง่ายๆ แค่นี้ แต่หากคนที่ทำตั้งใจ ก็จะได้เรียนรู้มหาศาล ทำบ่อยๆ ชีวิตยิ่งเบาสบายขึ้น มีความพร้อมในการสละของที่สำคัญหรือคิดว่าสำคัญต่อเรามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

สิ่งนี้ก็เหมือนกับการเรียนรู้สำคัญๆ ในชีวิตที่ใครทำใครได้ เหมือนอาหารที่ว่าอร่อยวิเศษเพียงใด นั่งพูด นั่งพิจารณาเท่าใด ก็รับรู้ได้ไม่เท่ากับการลงมือชิมด้วยตนเอง ไม่มีใครกินหรือเรียนแทนใครได้

ของแบบนี้ใครสละของหวงได้ก่อน ก็หมดห่วงได้ก่อนเช่นกันจริงๆ

11 February 2007

โอ้ โซ โฮโม! (Oh so Homo!)


ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Happiness
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2550


แหม ... ใกล้เทศกาลวาเลนไทน์ มาตั้งชื่อบทความแบบนี้ หลายคนอาจคิดว่ากำลังจะเล่าเรื่อง “ชาวโฮโม” โดยเฉพาะ เปล่าครับ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้งชาวรักร่วมเพศและชาวรักไม่ร่วมเพศ (ฮา) นะครับ

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสเข้าอบรม ทรานฟอร์เมชั่นเกม (The Transformation Game) ซึ่งเป็นเกมที่คิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยมูลนิธิฟินด์ฮอร์น (Findhorn Foundation) ตั้งอยู่ในชุมชนชื่อเดียวกัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ ที่ทำงานบนพื้นฐานของการดูแลและการก่อประกอบโลกร่วมกับธรรมชาติ

กิจกรรมเปิดโอกาสให้เราได้รู้จักตนเองและเพื่อนร่วมการอบรมอย่างลึกซึ้ง อันเป็นก้าวแรกของการยอมรับและความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองโดยพื้นฐาน ขึ้นสู่ภาวะ สภาพ หรือคุณภาพใหม่ที่เราปรารถนา

พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเรา ทั้งในส่วนที่เป็นเหมือนเพื่อนเก่าเรารู้จักดี ส่วนที่เป็นคนรู้จักใหม่ที่ไม่คุ้นเคย หรือแม้กระทั่งส่วนที่คล้ายคนที่เราเหม็นขี้หน้ายากจะยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรา แต่ละคนได้รับโอกาสให้ทำการบ้านแก้โจทย์ชีวิตเท่าที่ตนเองยินดีและยินยอมพร้อมใจ

ด้วยความที่เราเป็นกลุ่มที่สนใจเรื่องการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม (หรือจิตตปัญญาศึกษา) จึงมีคนสนใจโจทย์การปฏิบัติภาวนา การค้นหาและก้าวข้ามอุปสรรคต่อการมีสันติในเรือนใจ หรือการเข้าสู่สภาวะศิโรราบอย่างสมบูรณ์ (total surrender) แต่ก็มีหลายคนที่สนใจเรื่องความรักและความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับตนเอง กับเพื่อนร่วมงาน กับครอบครัว พ่อแม่ สามีภรรยา หรือกับลูกๆ กับคนที่เราแคร์เขา หรือคนที่เขาแคร์เรา รวมไปถึงความสัมพันธ์ต่อภาวะหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา ไม่ว่าจะเรียกว่าพระเจ้า เทพ หรือกฎแห่งธรรมชาติก็ตาม

เราพบว่าหลายครั้งที่เราติดแหง็ก ติดหนึบอยู่กับปัญหา เพราะไม่ให้อภัยตนเอง เกลียดตนเอง รับตนเองไม่ได้เพราะรักตนเองไม่ได้ หรือรักตนเองไม่ได้เพราะรับตนเองไม่ได้ บ่อยครั้งเราไม่สามารถยอมรับตนเองได้ที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างในอดีตที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เป็นปมที่คอยดึงความสนใจและทำให้เราสูญเสียพลังที่จะใส่ใจกับเรื่องที่สำคัญจริงๆ ต่อชีวิตของเรา

ผมเองนั้นเชื่อพันเปอร์เซ็นต์ว่ามนุษย์ทุกคน ... ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว เลือกสิ่งที่ตนเองคิดว่าเหมาะที่สุด ดีที่สุด สำหรับตัวเขา ณ ขณะที่ตัดสินใจเสมอ ทุกครั้ง ... ไม่เว้นแม้แต่ครั้งเดียว

นักสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์อาจบอกว่าคล้ายคลึงกับแนวคิด Homo economicus ของพาเรโต นักสังคมและปรัชญาชาวอิตาเลียน ที่ว่ามนุษย์จะทำสิ่งที่มีผลให้ตนเองได้รับสวัสดิภาพหรือความพอใจสูงสุด บนพื้นฐานข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสและข้อจำกัดต่างๆ ของความสามารถของตนเองที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นๆ แนวคิดนี้เชื่อว่ามนุษย์ “มีเหตุมีผล” ในแง่ว่าจะเลือกทางไปถึงจุดหมาย ณ เวลานั้นๆ ได้ง่ายที่สุด แต่ก็มีนักสังคมศาสตร์หลายคนว่ามนุษย์เราไม่ได้ตัดสินใจอย่างที่อยากทำ โดยใช้ตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยเจตจำนงอิสระเสมอไป เพราะยังมีแรงกดดันจากสังคม เช่นค่านิยมต่างๆ จึงเสนอว่าเราเป็น Homo sociologicus ต่างหาก อืมม์ ก็คิดต่อกันไปได้เรื่อยๆ นะครับ

จริงไหมครับที่ว่า เราตัดสินใจเลือกสิ่งที่เราเข้าใจ/เชื่อ/คิดว่าดีที่สุดสำหรับเรา ณ เวลาหนึ่งๆ เสมอ ถ้าไม่เชื่อลองนึกว่ามีครั้งไหนไหมที่ท่านเลือกทางที่ดีเป็นอันดับสองแทนที่จะเลือกทางที่ดีที่สุด? แม้กระทั่งสถานการณ์ที่เราแอบหรือนึกได้มาเปลี่ยนใจเลือกอีกอย่างหนึ่งในวินาทีสุดท้าย ไอ้ที่เราได้ตกลงปลงใจเลือกไปก็เพราะตอนนั้นเราคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว

แน่นอน ใช่ว่าเลือกแล้วจะได้ผลที่เราคิดว่าดีที่สุดต่อเราเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นต่อสุขภาพ ต่อสถานภาพทางการเงิน หรือต่อความสัมพันธ์ของเรา

มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปติดอยู่กับอดีต คร่ำครวญ พิรี้พิไรรำพึงรำพันว่าโธ่ถัง รู้งี้ไม่ตัดสินใจทำอย่างนั้นดอก เพราะเราย้อนอดีตไปไม่ได้ และถึงย้อนไปได้เป็นคนเดิม ในสถานการณ์เดิม เราก็ยังจะเลือกอย่างเดิมอีกแหละ เพราะมันดีที่สุดแล้วตอนนั้น (นี่หว่า)

“ได้คิด” ดังนี้ พวกเราหลายคนที่ร่วมกิจกรรมก็ “คิดได้” และปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการของการตัดสินใจที่ “คิดว่า” ผิดพลาดในอดีต และยกโทษให้ตนเอง จะบอกว่ายกโทษหรือให้อภัยตนเองก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะพอเรารู้ว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้วตอนนั้น กลับไปอีก ก็ทำอย่างนั้นอีก เราก็เลิก “กล่าวโทษ” ตัวเราในอดีต จึงไม่ต้อง “ยกโทษ” ให้ใครเหมือนกัน และสามารถหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด คือ ปัจจุบันขณะ

พอเราออกจากจองจำของอดีตได้ เราก็มีดวงตาที่แจ่มใสขึ้น สามารถมองเห็นโอกาสในการจัดการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองในปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องไปเสียเวลามะงุมมะงาหรากับเรื่องของอดีต

บอกตัวเองว่าวาเลนไทน์นี้จะเริ่มเชื่อมั่นในตัวของเรา รักตัวเองให้เป็น อันจะทำให้รักคนอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น สมกับเป็นมนุษย์ผู้มีปัญญา เพราะเราต่างก็เป็น โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) อันแปลตามอักษรว่า มนุษย์ผู้ฉลาด ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือเป็นโฮโม อีโคโนมิคัส, โฮโม โซซิโอโลจิคัส หรือโฮโมอะไรก็แล้วแต่ :-)